← กลับหน้าหลัก

คุยกันท้ายเรื่อง


ถาม - ปฏิบัติธรรมได้จริงตามวิธีในเรื่องไหม?


ตอบสั้นๆคือได้ครับ! โดยเฉพาะในบทที่ ๒๒ ถือว่าเป็นการสรุปแนวทางฝึกจิตหลักๆที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ และสามารถดูหลักฐานได้จากพระไตรปิฎกโดยตรง ตามหัวข้อกรรมฐานที่ให้ไว้ในเรื่อง

แต่ถ้าให้ตอบยาวขึ้น ก็ขอบอกว่า ทางนฤพานเป็นเพียงเครื่องฉายภาพให้เห็น ‘เหตุผลว่าทำไมควรภาวนา’ กับ ‘วิธีเบื้องต้น’ และ ‘ประสบการณ์ที่ควรเกิด’

แต่เมื่อ ‘ลงมือปฏิบัติจริง’ คุณจะลืมแผนที่และขั้นตอนทั้งหมด ตลอดจนไม่แน่ใจแม้ขั้นแรกว่า ถูกต้องแล้วหรือยัง

ผมอยู่กับกลุ่มภาวนาที่ส่วนใหญ่เป็นฆราวาส และเอาจริงเอาจังกันทุกวัน โดยที่แต่ละคนไลฟ์จากห้องนอนตัวเอง ถ้าอยากฝึกจริงแนะนำให้เข้าไปลองดูที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/BuddhaEra


ถาม - จำเป็นต้องปฏิบัติมาตามขั้นตอนเหมือนที่แสดงไว้ในนิยายไหม เช่น จะต้องระลึกชาติได้มากๆ จะต้องรู้ให้ชัดว่าสัตว์เกิดตายตามกรรม จึงมีสิทธิ์บรรลุธรรม?


ถามตัวเองง่ายๆว่า ชีวิตคุณถูกออกแบบมาให้อยากพ้นทุกข์ไหม?

ถามชัดขึ้นอีกนิดก็ได้...

ชีวิตทั้งชีวิตของคุณ คือเหตุผลที่จะไม่อยากกลับมาหามันอยู่แล้วหรือเปล่า?

ลองถามใจดีๆ ผมหมายถึงว่า คุณมีเหตุผลพอที่จะยอมทุ่มกายถวายหัวให้กับการบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อทิ้งความเห็นผิดว่ากายใจนี้ เป็นตัวตน เป็นตัวคุณ เพื่อตัดเชื้อแห่งการเกิดใหม่ให้จงได้ไหม?

หากตอบว่าใช่ คุณเบื่อแล้ว คุณรู้อยู่แล้วว่าการเกิดเป็นทุกข์ และ ‘เชื่อ’ ว่าความตายไม่ใช่การจบทุกข์ แต่เป็นการต่อทุกข์ไปเรื่อยๆ คุณไม่อยากกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีกแล้ว จะให้ทำยังไงก็ได้ คุณแค่อยากแน่ใจว่าจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

นอกจากนั้น คุณต้องรู้ซึ้งออกมาจากจิตว่า สิ่งที่กำลังทำๆอยู่ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเกิดใหม่แน่ๆ ไม่ใช่แค่คิดเล่นๆว่า ฉันตัดสินไม่เกิดใหม่อีกแล้ว แล้วนึกว่าจะไม่ต้องเกิดอีก ตามความตั้งใจได้ง่ายๆ

คุณต้องมีกำลังใจ ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งกับการสร้าง ‘ทางแห่งความดับทุกข์’ ต่อให้ไม่มีเวลา ก็ต้องผลิตเวลาเพิ่ม เช่น ตื่นนอนให้เช้าขึ้น เล่นสนุกให้น้อยลง

ถ้าได้แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องระลึกชาติให้ได้ก่อนครับ ปฏิบัติตรงๆไปได้เลย เดี๋ยวผลิบาน ออกดอก ออกมรรคออกผลแน่นอน

แต่หากชีวิตของคุณอยู่บนเส้นทางเบื่อๆอยากๆ ยังขาดเหตุผลที่ชัดเจนว่า จะเอาไงดี ใช้ชีวิตตามใจชอบไปจนตาย หรือหันเหเทใจมาเอาดีทางภาวนาให้สุดขีดความสามารถ อันนี้อาจต้องออกแบบ ‘บุญใหม่’ ไม่ต้องง้อบุญเก่า ปูทางสายพระนิพพานให้ตัวเอง ด้วยการฝึกระลึกชาติ ฝึกรู้ว่าสัตว์โลกเสี่ยงเกิดเสี่ยงตายตามบุญตามบาปเสียหน่อย

การระลึกชาติได้เป็นอันมาก เท่ากับรู้จัก และ ‘รู้สึก’ ถึงความเป็นสังสารวัฏจริง ไม่ใช่ฟังใครพูดสืบๆมา ไม่ใช่ต้องกัดฟันเชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ประจักษ์แจ้งด้วยจิตตนว่า เบื้องหลังเกมเกิดเกมตายน่าพรั่นพรึง น่าเสียวไส้ยิ่งกว่านั่งรถไฟเหาะบนรางขาดเพียงใด

อันนี้มาจากต้นแบบของศาสนาเรา ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ท่านทนเพียรภาวนามาปางตายเป็นเวลา ๖ ปี พยายามแค่ไหนอย่างไรก็ไม่อาจบรรลุธรรม แต่เมื่อระลึกชาติได้เป็นอันมาก (สำเร็จวิชชาที่ ๑) ตลอดจนเข้าใจเหตุผลของการเกิดการตายว่าเป็นไปตามกรรม (สำเร็จวิชชาที่ ๒) สุดท้ายภายในคืนเดียว ท่านก็ขุดรากถอนโคนกิเลส ฉีกอวิชชาขาดสะบั้นได้ (สำเร็จวิชชาที่ ๓)

พูดให้ง่ายที่สุด จิตของท่านรู้จริงว่าสังสารวัฏคืออะไร เป็นภัยขนาดไหน นั่นเอง จิตจึงวาง พ้นขาดจากความหลงสำคัญผิด บรรลุแจ้งพระนิพพาน

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องการเวียนว่ายเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ พร้อมทั้งสอนวิธีรู้แจ้งเห็นจริง ภพชาติมีจริง การเกิดตายตามกรรมเป็นเรื่องจริง คนทำกันได้มากๆเลยไม่กังขา

แต่สมัยนี้ พวกเราป่าวประกาศเรื่องภพชาติเหมือนเรื่องโคมลอย สั่งให้เชื่อใครบางคน แต่ไม่สอนให้พิสูจน์ด้วยตนเองกันทั่วๆหน้า ผลคือคนยุคไอทีเถียงกันเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวตามอารมณ์ เด็กรุ่นใหม่นึกว่าเป็นการเดาสวดของคนโบราณ พระมหาเปรียญระดับเจ้าคุณทำอาบัติปาราชิกกันเป็นว่าเล่น

ถ้าชาวพุทธพากันมี ‘วิชชา’ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนกันมากขึ้น ศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาแห่งการพิสูจน์ให้รู้แจ้งด้วยตนเอง พากันเข้าใจตามพระพุทธเจ้าว่าพระองค์ค้นพบอะไร และจะเจริญรอยตามท่าน ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ด้วยจิตแบบไหน

อย่างไรก็ตาม การระลึกชาติได้เป็นอันมากไม่ใช่เรื่องง่าย เอาตามมาตรฐานที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ก็ต้องมีดี มีต้นทุนแน่นหนา สำเร็จฌานขั้นสูง จิตใหญ่ รู้เป็นอุเบกขาเสถียรยิ่ง จึงทำได้

ในทางปฏิบัติ เท่าที่ผมเห็นกลุ่มผู้ภาวนา แม้เป็นฆราวาส แต่ถ้าตั้งใจจริง ด้วยสมาธิพอประมาณ ก็เป็นไปได้จริงที่จะถอยไปถึงความจำขณะอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งเพียงเห็นการก่อรูป เห็นตัวเองค่อยๆโตขึ้นมาจากความเป็นก้อนเนื้อ กลายเป็นหัว ตัว แขน ขา ก็พอใช้ได้แล้วครับ แค่เท่านั้นจะได้สัญชาตญาณรู้ชัดขึ้นมาเองแล้วว่า การเกิด การโต เป็นกระบวนการธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่อยู่ๆเป็นก้อนตัวก้อนตนขึ้นมาเลย มีตัวเราเป็นอมตะแน่ๆเลย อย่างที่อุปาทานเกาะกินคนธรรมดาทั่วไปกัน

สรุปคือ ถ้าคุณปฏิบัติเต็มที่ตามมาตรฐานทั่วๆไปแล้ว แต่กี่ปีๆผ่านไป ก็ไม่รู้สึกจริงๆเลยว่าทำไมต้องปฏิบัติ ปฏิบัติไปเอาอะไร จะไปให้ถึงไหนกันแน่ ก็อาจลองย้อนตามรอยบาทพระศาสดาดูครับ ใช้ชีวิตที่เหลือให้เป็นโอกาสได้ลองสักครั้งหนึ่งว่า ฝึกตามแนววิชชา ๓ แล้วจะสำเร็จธรรมตามเหล่าท่านในยุคพุทธกาลได้ไหม


ถาม - ถ้าระลึกชาติได้จากการถูกสะกดจิตอย่างที่กำลังฮิตกัน ถือว่าเป็นวิชชาที่ ๑ ไหม?


จากที่เห็นๆมา พอนักภาวนาระลึกได้ทะลุชาติที่ ๓ จึงค่อยเริ่มรู้สึกเป็นจริงเป็นจังนะครับว่า มันจะมีชาติก่อนหน้าย้อนไปเรื่อยๆ เป็นเหตุเป็นผลของชาติต่อๆมา เริ่มเข้าถึงความจริงว่า เพราะมีเหตุ มีบุญบาปในชาติก่อนๆ จึงมีผลลัพธ์เป็นกำเนิดในครรภ์มารดา ได้มาอยู่กับแดนเกิดอันเป็นหญิงชายคู่ใหม่ ที่ชื่อว่าเป็นพ่อเป็นแม่

แต่การจะลบความจำว่า ตัวเราที่แท้จริงเป็นคนนั้น เป็นคนนี้ได้เด็ดขาด ระดับที่อ้างได้เต็มปากว่าบรรลุแจ้งวิชชาแรก ต้องระลึกได้เป็นอันมากไม่จำกัด กระทั่งรู้แจ้งว่า เงื่อนต้นอันเป็นที่สุดชาติแรกไม่มี มีแต่การติดหลงวนเวียนอยู่ในวังวนเป็นอนันต์

ถามว่าการสะกดจิตระลึกชาติ เพียงพอจะไปให้ถึงขั้นนั้นได้ไหม ต้องตอบว่าเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดครับ

ลำพังแค่ให้ลงใจเชื่อสนิทว่า การสะกดจิตระลึกชาติเป็นไปได้จริงไหม ก็ยังถกเถียงกันอยู่ ดูจากที่เมื่อทำการสะกดซ้ำ บางทีรายละเอียดเหตุการณ์ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือกระทั่งบิดเบือนจากความเป็นจริงที่สืบได้จากพยานบุคคลหรือสถานที่

อันนี้ไม่ได้บอกว่าผมไม่เลื่อมใสในวิชาสะกดจิตระลึกชาตินะครับ แต่อยากบอกว่า จะได้ผลหรือไม่ได้ผลจริง ขึ้นอยู่กับใครสะกด หรือใช้วิธีใดสะกดด้วย

อย่างเช่นหลายๆเจ้าให้ใช้วิธีจินตนาการถึงประตูย้อนมิติ แล้วบอกตัวเองว่าผ่านประตูนั้นเข้าไปจะเห็นอดีตชาติ ไม่ใช่ค่อยๆให้ย้อนระลึกไปตามลำดับในชาติปัจจุบันก่อน อันนี้โอกาสเจอสมองเล่นตลกเป็นไปได้สูงมาก

แบบเดียวกับที่ผมเขียนไว้ในทางนฤพาน เพื่อเป็นแนวให้เข้าใจภาพรวมคร่าวๆว่า ถ้าเรามีเครื่องมือตรวจจับการทำงานของสมอง หรือมีใครที่รู้ชัดว่าจิตของผู้ย้อนระลึกเบี้ยวบิดผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า โอกาสช่วยเสริมส่งให้ระลึกชาติได้จริงก็มีอยู่ครับ

สรุปว่า การสะกดจิตระลึกชาติเป็นไปได้จริง หากทำถูกวิธี และมีวิธีตรวจสอบการทำงานของสมองเป็นหลักฐานยืนยัน แต่ผลลัพธ์ยังไม่ใช่วิชชาที่ ๑ ถ้าจะสำเร็จวิชชาที่ ๑ ต้องสามารถระลึกชาติได้ด้วยตัวเองเป็นอนันต์


ถาม - จะเอาวิชชา ๓ มาให้คนทั่วไปฝึกได้อย่างไร ในเมื่อเป็นความสามารถเฉพาะของพระพุทธเจ้า?


คำตอบแบบสั้น วิชชา ๓ เป็นวิชาที่ฝึกให้สำเร็จได้ ทั้งระดับพระศาสดา และระดับสาวกแบบเราๆท่านๆครับ

คำตอบแบบยาว ใน ‘ติกรรณสูตร’ กล่าวถึงติกรรณพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้อวดอ้างสรรเสริญวิชชา ๓ ของพราหมณ์ว่าเป็นของวิเศษ ไม่เป็นสาธารณะ ไม่ใช่ใครๆก็ศึกษาได้ เพราะเริ่มขึ้นมา บิดามารดาต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ทั้งคู่ และนอกจากมีกำเนิดสูงส่ง ผู้ศึกษายังต้องสมองใหญ่ ฉลาดและทรงจำไตรเภทและคัมภีร์อื่นๆได้ทะลุปรุโปร่ง นั่นแหละถึงจะนับเป็นผู้ได้วิชชา ๓ แบบพราหมณ์

พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นใจความสรุปว่า ศาสนาของพระองค์ก็มีวิชชา ๓ อยู่เหมือนกัน แต่เป็นสาธารณะ ไม่ใช่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นอภิสิทธิ์ชนถึงจะศึกษาได้ สำเร็จได้ เพราะใครก็ตามที่ทำตนให้สงัดจากกามและอกุศลธรรม มีจิตผ่องแผ้วเพียงพอ ก็อาจระลึกชาติเป็นอันมาก ได้ชื่อว่าสำเร็จวิชชาที่ ๑ และอาจมีทิพยจักขุ ล่วงรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เห็นชัดว่าเกิดตายตามกรรม ได้ชื่อว่าสำเร็จวิชชาที่ ๒ กับทั้งอาจเห็นชัดว่า กายใจเป็นทุกข์ ถอนอุปาทานในกายใจเสียได้ ล้างกิเลสที่หมักดองได้เด็ดขาดชนิดไม่กลับกำเริบอีก ก็ได้ชื่อว่าสำเร็จวิชชาที่ ๓

นอกจากจะตรัสรับรองว่า ใครๆก็ฝึกวิชชา ๓ กันได้ พระองค์ยังส่งเสริมสนับสนุนอีกด้วย อย่างเช่นจาก ‘วิชชาสูตร’ (ในอังคุตตรนิกาย) ซึ่งเป็นสูตรที่ว่าด้วยวิชชา ๓ โดยเฉพาะนั้น ท่านถึงขนาดตรัสว่า หนึ่งในคุณสมบัติของภิกษุผู้มีความสมบูรณ์แบบ น่าเลื่อมใสศรัทธาขั้นสูงสุด ควรมีวิชชา ๓ รวมอยู่ด้วย


ถาม - ที่สรุปเรื่องอย่างนี้ เพราะผู้เขียนเชื่อว่ากฎแห่งกรรมไม่มีทางพิสูจน์เป็นวิทยาศาสตร์ได้ใช่ไหม?


มีสถานการณ์สมมุติเป็นคำตอบให้กับคำถามนี้ได้อย่างดีครับ

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคนทั้งโลกหันมานับถือพุทธศาสนาเหมือนกันหมด?

คำตอบคือปรากฏการณ์พลิกโลกมากมายจะตามมา

ทุกคนบนโลก ซึ่งมีอยู่เกือบหมื่นล้านคนในวันนี้ จะเอื้ออาทรต่อกัน เหมือนที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า ถ้าเห็นอย่างที่เราเห็น จะไม่มีใครกินข้าวเลย ถ้ายังไม่ให้อาหารกับคนอื่นก่อน

ทุกคนจะถือศีลสัตย์ยิ่งชีพ ยอมตายดีกว่าให้ศีลขาดทะลุ ไม่ว่าใครก็วางสร้อยทองไว้ตามทางเดินได้โดยไม่ต้องกลัวหาย แต่ขณะเดียวกันจะไม่มีใครฆ่าสัตว์ให้คุณกิน เพราะทุกคนเกรงกลัวบาปเกินกว่าจะทำลง

ทุกคนจะอยากหยุดเวียนว่ายตายเกิด หันมาฝึกภาวนาจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนววิชชา ๓ ที่เจ้าชายสิทธัตถะอาศัยสำเร็จธรรมเป็นพระพุทธเจ้า หรืออย่างน้อยสติ‌ปัฏ‌ฐาน ๔ ที่เหล่าอรหันต์ท่านใช้เป็นเส้นทางเข้าหลักชัย

เมื่อทุกคนหันมาภาวนากันหมด กลไกการเสวยผลกรรมจะปั่นป่วนรวนเรหมด คนที่ต้องเสวยวิบากจากการถูกฆ่า ก็จะไม่ได้เสวยวิบากแล้ว เพราะจะไม่เหลือใครเป็นฆาตกร

สรุปคือ สังสารวัฏยอมให้เกิดเทคโนโลยีพิสูจน์ภพชาติไม่ได้หรอกครับ สังสารวัฏพังแน่

แต่...

ผมอาจคิดผิด! วิทยาการใหม่ๆ และคนเก่งหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันแบบที่ผมไม่อาจรู้เห็นได้ทั่วถึง หากใครจะทำได้ ผมก็ได้แต่ยืนตบมือ ส่งเสียงแซ่ซ้องร่วมกับคนทั้งโลกให้เท่านั้นเองครับ!


ถาม - เทคโนโลยีแบบนิวโรแล็บในเรื่องมีจริงไหม?


อุปกรณ์ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงในเรื่อง มีอยู่จริง เช่น เซ็นเซอร์คลื่นสมองจากระยะไกล เพียงแต่วันนี้ที่กำลังเขียน ยังตรวจคลื่นเดลต้าไม่ได้แค่ย่านเดียว แต่เท่าที่มีอยู่ก็นับว่า ‘พอใช้’ ดังที่ปรากฏรายละเอียดในเรื่องแล้ว

สิ่งที่ยังไม่มี คือการเทรนเอไอขึ้นมาไกด์คนให้เข้าสมาธิหรือระลึกชาติ

แต่อันนี้เป็นขอบเขตการรับรู้ของผมในวันนี้ พรุ่งนี้อาจมีใครบางคนลุกขึ้นมาทำก็ได้ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็นต้องหรูหลายร้อยล้านเท่านิว‌โร‌แล็บในเรื่อง เอาแค่เซ็นเซอร์ทั่วไปประกอบกับเอไอที่ถูกเทรนขึ้นมาโดยเฉพาะ ก็น่าจะใช้ได้ใกล้เคียงหรือเท่ากับที่เห็นในเรื่องแล้ว


ถาม - ทำไมเกา‌ทัณฑ์เลือกแพตรีก่อน ทั้งที่มีสายสัมพันธ์ในสังสารวัฏกับเรือน‌แก้วเหนียวแน่นกว่า?


จุดนี้ผมต้องการแสดงความจริงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในสังสารวัฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องคู่แท้ถาวร ที่ต้องเกี่ยวดอง จองกันไปทุกภพทุกชาติในฐานะผัวเมียสถานเดียว

ตอนยังจำอะไรไม่ได้ ไม่ทราบว่าใครเคยเป็นอะไรกับตัวเองมาก่อน มนุษย์ตาดำๆกลุ่มหนึ่งมาพบปะ และทำความรู้จักกันในฐานะคนแปลกหน้าที่เหมือน ‘ไม่เคยเจอกันมาก่อน’ เสมอ

แบบเดียวกับเมื่อครั้งที่เรือน‌แก้วเป็นฮานะ นางก็ไม่ได้เกิดจิตปฏิพัทธ์ตั้งแต่แรกพบสบตากับไอเซ็น เพราะไอเซ็นแก่กว่าตั้ง ๒๐ ปี

การที่ทุกคนไม่รู้เหมือนๆกัน ทำให้แต่ละคนมีสิทธิ์เลือกใหม่ได้ตามใจชอบเฉพาะหน้า โดยไม่ต้องมีความรู้สึกผิดใดๆว่า ทอดทิ้งใครบางคนที่ผูกพันกันมานานแสนนานไว้ให้เดียวดายหรือเปล่า

นี่คือเงื่อนต้นในการพบกันใหม่ในแต่ละชาติ

แต่เมื่อคบหา แรงส่งจากกรรมสัมพันธ์เก่าจะขับดันให้เกิดชะตาหลายๆอย่างร่วมกัน ความรู้สึกต่อกันค่อยๆพัฒนาไป ทั้งด้วยทิศทางความผูกมัดแบบเดิมๆ กับทั้งด้วยกิเลสตัณหาที่ถูกเร้าขึ้นมาในรูปแบบใหม่ๆ อันนั้นจะทำให้ใจคนพลิกไปพลิกมา หรือไม่ก็ตกผลึก ‘รู้ใจตัวเอง’ ขึ้นมาจนได้ในที่สุด

เหมือนถ้าวางหนังสือสองเล่มให้เลือกอ่าน คนมักเลือกจากหน้าปกที่สะดุดตาหรือถูกใจตัวเองก่อน ต่อเมื่ออ่านแล้วจึงค่อยเปรียบเทียบได้ว่า เนื้อหาของเล่มไหนใช่สำหรับตนจริง

ไม่มีครับ ที่แรกพบสบตาแล้วรู้หมดทุกสิ่ง ใครเคยเป็นคู่บุญ ใครบ้างเป็นคู่บาป มีแต่ต้องรอให้ชะตาค่อยๆพารายละเอียดอื่นๆมาให้ทบทวนดูใหม่ และผู้ที่สามารถระลึกชาติได้มาก จะพบแต่เงื่อนไขสร้างฉากและตัวละครลวงตาขึ้นมาเป็นครั้งๆเท่านั้น ไม่มีใครเป็นอะไรในฐานะไหนต่อกันจริงเลย


ถาม - ทำไมตอนจบรู้สึกเหมือนยังไม่จบ?


ในใจคนอ่าน คาดหวังว่าจะได้อ่านนิยาย ผมก็พยายามใส่องค์ประกอบของนิยายเข้าไป ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะได้แก่ความสนุก การสร้างปมเรื่องให้น่าติดตาม แล้วแกะปมเรื่องให้ครบ มีหักมุมบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้มีความเป็นนิยายตามมาตรฐานความคาดหวังของคนอ่านที่นิยมนิยายไซไฟโรแมนติก

ส่วนในใจผม คาดหวังว่าจะมีเครื่องมือสื่อสารธรรมะ ผมก็ตั้งโจทย์ให้ตัวเองตั้งแต่วันแรกว่า อยากให้ผู้อ่านได้อะไร ซึ่งก็คือพยายามทำทุกบรรทัดในเรื่องให้สมจริง เพียงเพื่อกระชากความรู้สึกที่กำลังอินอยู่กับโลกสมมุติ หันมาถามตัวเองในโลกความจริงในบรรทัดสุดท้ายอย่างที่เห็น

หากมีแม้ชั่วขณะจิตหนึ่งที่คุณตั้งคำถามกับตัวเองว่า...

แล้วเราล่ะ กำลังอยู่บนเส้นทางแบบไหนในสังสารวัฏนี้?

นั่นแหละครับ ถือว่าผมได้สิ่งที่ต้องการ และหวังให้คุณค้นพบในภายหลังว่า นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต ที่คุณจะถามตัวเองแล้ว!