← กลับหน้าหลัก

บทที่ ๘ ระลึกชาติ


เกา‌ทัณฑ์พาเรือน‌แก้วเข้ามาในห้องปฏิบัติการนิวโรแล็บอีกครั้ง มันถูกตกแต่งไว้หรูและนุ่มลึก แสงนวลบางๆถูกจัดให้ตกกระทบจากฝ้าเพดาน มีกลิ่นจางๆของไม้หอม ผสมกลิ่นโอโซนสะอาด ราวกับได้มาอยู่บนยอดเขาสูง

ทุกองค์ประกอบที่จัดวางดูจะมีหน้าที่เดียวกัน คือ เอื้อให้สมองเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง ลื่นไหล และพร้อมสำหรับการรับรู้นามธรรมที่พ้นคำบรรยายเป็นภาษามนุษย์

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบห้องอย่างทราบดีว่า ทุกตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นชีวภาพ ทั้งที่ฝังอยู่ในผนัง เพดาน และพื้นรอบด้านสารพัดชนิด โดยมีเก้าอี้ไร้แรงโน้มถ่วงทรงโค้งมนตั้งอยู่กลางห้อง เห็นเด่นเป็นหลัก

เรือน‌แก้วหันมาสบตากับชายหนุ่มผู้พาเธอเข้ามาอยู่ในห้องที่แสนเงียบเชียบนั้น

“เต้พาแอ้มาทำอะไรคะ?” แสร้งเหลือบตาถามด้วยแววไร้เดียงสาและน้ำเสียงหวาดระแวง “แอ้เป็นหนูทดลองที่กำลังจะได้รับอันตรายในทางใดทางหนึ่งหรือเปล่า?”

เกา‌ทัณฑ์หัวเราะหึหึ

“เรากำลังจะทำอะไรที่น่าทำด้วยกันมากๆ”

เรือน‌แก้วชูคอเลิกคิ้วถามเสียงหลง

“คือ?”

“เทสต์เก้าอี้ไร้แรงโน้มถ่วง”

“เทสต์ไปทำไม?”

คราวนี้เธอถามแบบพาซื่อ

“เทสต์ให้รู้ว่า คนสวยที่นั่งเก้าอี้ไร้แรงโน้มถ่วง ยังตกหลุมรักใครได้อยู่ไหม”

“โอ้โห่! คุณพี่เจ้าขา!” หญิงสาวร้องเสียงสูง พลางหัวเราะร่วน “มุกนี้ถ้าไม่ไฮเทคจริงเล่นไม่ได้นะคะนี่”

ชายหนุ่มหัวเราะไปกับเธอ ก่อนให้คำตอบเป็นงานเป็นการ

“เทคโนโลยีในห้องนี้ จะช่วยให้แอ้ระลึกชาติได้ และต่อยอดไปจนถึงขั้นที่เห็นสัตว์ตายตามกรรม กระทั่งล่วงรู้ได้ว่าใครไปเกิดที่ไหนกับใคร และนั่นแหละที่ผมบอกกับแอ้เมื่อกี๊ว่า เราจะสร้างผู้มีญาณทัศนะขึ้นมาเป็นการภายใน ไม่ต้องพึ่งพาบุคคลภายนอก”

หญิงสาวทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ

“แค่นั่งเก้าอี้นี้แล้วกลายเป็นผู้วิเศษเลย?”

“เก้าอี้และเทคโนโลยีในแล็บนี้ วิเศษสุดแค่ช่วยให้เกิดสมาธิง่าย แต่จะเอาสมาธิไปใช้ทำอะไร อันนั้นขึ้นอยู่กับเราแล้ว นี่ผมเพิ่งดั้นด้นไปศึกษาวิธีส่องกรรมตนเองและสัตว์อื่นมาอย่างยากลำบาก และขอแสดงความยินดีที่แอ้จะได้รับเกียรติประเดิมเป็นคนแรก”

“คนที่ได้รับเกียรติก่อนใคร จะต้องพบจุดจบก่อนเพื่อนหรือเปล่า?”

“ขี้กลัวจริงๆนะเธอนี่!” เกา‌ทัณฑ์อดขำไม่ได้ “ผมแค่ดัดแปลงเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว ให้เอื้อกับแนวการฝึกสมาธิแบบพุทธ พอเกิดสมาธิถึงจุดหนึ่ง ก็จะให้แอ้ฝึกระลึกชาติ แล้วส่องกรรมใครต่อใคร รับรองว่าไม่มีอันตราย”

“ฟุ้งซ่านไม่หยุดแบบแอ้ก็ฝึกเรื่องเหนือโลกแบบนี้ได้?”

“ต้องได้สิ!”

“ระลึกชาติได้แล้วจะหลับลงไหมอ้ะ ถ้าพบว่าเคยเป็นตัวอะไรมา”

“สบายใจได้ อย่างแอ้ต้องเคยเป็นนางฟ้ามาก่อนชัวร์”

“ใครจะไปรู้คะ เคยเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ หรือเป็นตุ๊กแกโดนประตูหนีบตาย”

ดอกเตอร์หนุ่มหัวเราะ

“วิญญาณตุ๊กแกไม่น่าจะมีวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์หน้าตาดีเร็วขนาดนี้มั้ง”

มนุษย์หน้าตาดีสบตาเขา

“หวั่นใจชอบกล สังหรณ์ว่าหลังจากนี้ชีวิตแอ้จะแตกต่าง… แต่เพื่อให้งานของเต้ลุล่วง แอ้จะยอมเสี่ยงตายถวายชีวิตนะคะ”

“ผมซาบซึ้งจนพูดไม่ออก”

เรือน‌แก้วอมยิ้ม เปลี่ยนอารมณ์เป็นนึกสนุก

“มันจะเกิดสมาธิได้สักแค่ไหนคะ? คราวก่อนที่ให้มานอนสื่อจิตกับเชิง แอ้ก็ยังฟุ้งซ่านอยู่นะ”

“ครั้งก่อนเน้นคุย ไม่ได้เน้นสงบ”

“อ้อ!”

“เก้าอี้ไร้แรงโน้มถ่วงนี่ เปรียบเหมือนโรงหนังที่ปิดไฟมืด ช่วยให้พร้อมดูหนัง แต่หากเราคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย หรือคุยอะไรกับใคร ตาไม่จ้องหนัง ก็ไม่เกิดสมาธิ ดูหนังไม่รู้เรื่องอยู่ดี”

เรือน‌แก้วสั่นหน้ายิ้มตาหยี เงื้อมือคว้าอากาศตรงหน้าเขา ก่อนส่งเสียงแบ๊วน่าหยิก

“เข้าใจแระ!”

ลีลาน่ารักน่ากอดนั้น มีผลให้สีหน้าของเกา‌ทัณฑ์คลายลง คล้ายนักมวยที่เผลอการ์ดตกเพราะแว่วเสียงกระดิ่งแผ่วหวานแปลกหู แต่ครู่หนึ่ง เมื่อได้สติรู้ว่านั่นคืออารมณ์หลงผู้หญิง ก็ยืดตัวตรง เบนสายตาไปหาความว่างเปล่า

“ลองเลยดีไหม?”

“เอา! ลองก็ลอง!”

ร่างระหงในสูทสีแชมเปญทอดนอนลงบนเบาะซึ่งออกแบบให้รับกับสรีระ พอสัมผัสเบาะเต็มแผ่นหลัง เก้าอี้ก็ค่อยๆเอนลงโดยอัตโนมัติ จนถึงตำแหน่งที่หัวใจอยู่ระดับเดียวกับเข่าขนานพื้น

วัสดุนุ่มแน่นสบาย เปลขาปรับระดับอัตโนมัติช่วยให้วางเท้าได้อย่างเหมาะสมกับส่วนสูง ความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ต้องพยายามทรงตัว เธอวางแขนบนโครงรองรับทรงโค้งมน สัมผัสถึงความเย็นบางเบาจากพื้นผิวของวัสดุ

เกา‌ทัณฑ์ถามเบาๆ

“รู้สึกยังไง?”

“ก็รู้สึกว่า… ตัวเองเป็นคนหน้าตาดีคนนึงน่ะค่ะ”

“ไม่ใช่อย่างน้าน!” ชายหนุ่มยิ้มเย็น เล่นมาเล่นกลับ “ผมหมายถึงรู้สึกยังไงกับผม?”

หญิงสาวหัวเราะกิ๊ก ดูเหมือนนั่นจะเป็นครั้งแรกที่เขาหยอดใส่

“กลัวค่ะ!” เธอตอบขำๆ “เก่งเหลือเกิน ไม่รู้จะมาไม้ไหน”

“ไม่มีลูกไม้หรอกน่า” เขาบรรยายช้าๆด้วยน้ำเสียงผู้เชี่ยวชาญที่สุขุมนุ่มลึก “เดี๋ยวจะมีกระแสไฟฟ้าออกมา อาจต้องเด้งหน้าเด้งหลังแป๊บนึง พอสงบเงียบเรียบร้อยดีแล้วจะหยุด”

คราวนี้เรือน‌แก้วหัวเราะดังๆ

“เอาเลยค่ะลูกพี่!” เธอมองหน้าเขาแล้วถามด้วยความเมื่อยแทน “ไม่หาเก้าอี้มานั่งเหรอคะ?”

“ยืนแบบนี้แหละ เห็นความเป็นไปชัดดี” แล้วเขาก็เริ่มอธิบายให้เข้าใจ “เดี๋ยวพอผมเริ่มเดินเครื่อง จะมีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กออกมาจากเบาะหลัง พนักแขน ฐานรองขา ตลอดจนเพดานห้อง ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าล้อมรอบร่างแบบไร้ทิศทาง”

“เพื่อให้ผ่อนคลายพร้อมถูกสะกดจิตเหรอคะ?”

“คล้ายๆนะ เริ่มขึ้นมาจะมีการปรับสมดุลระหว่างสมองกับร่างกายอย่างละเอียด ช่วงแรกแอ้จะสงบสุขธรรมดา ช่วงที่สองผมจะเหนี่ยวนำให้แอ้เป็นสมาธิแบบตื่น ไม่ใช่แบบเคลิ้มเหมือนการสะกดจิตทั่วไป จากนั้นจะปรับใหญ่ให้ดิ่งลงเป็นสมาธิแบบเห็นนิมิตภาพเรื่องราวคล้ายฝันชัด แอ้จะยังพูดคุยสื่อสารกับผมได้ตลอด”

“สรุปคือต่างจากสะกดจิตทั่วไป ตรงที่มีความรู้สึกตัวตื่นเต็ม ไม่ได้เคลิ้ม?”

“ใช่! ผมจะให้แอ้มีความรู้ตัว และตื่นเต็มยิ่งกว่านาทีนี้หลายเท่า ด้วยการพาไปถึงคลื่นเธต้าแบบพุทธ”

“เธต้าแบบพุทธ?” เธอพึมพำ “ไม่เคยได้ยินมาก่อนนะ เต้ออกแบบขึ้นมาเหรอ?”

“สองสัปดาห์ที่ได้ไปเรียนกับเพื่อนของปู่ผม ท่านชื่อ ‘ชนะ’ วิชาความรู้จากท่าน ทำให้เกิดไอเดียเอามาผนวกกับเทคโนโลยีที่เรามี”

“รวมกันแล้วพิเศษยังไง?”

“จะมีการคุมทิศทางให้แอ้ย้อนระลึกอดีต ไล่จากใกล้ไปหาไกล โดยผมจะเห็นสดๆจากแท็บเล็ตนี่เลยว่า พื้นที่ต่างๆของสมองแอ้กำลังทำงานแบบที่เห็นจากชุดความจำของจริง หรือสมองปรุงแต่งขึ้นมาเทียมๆ”

“ทำได้แบบเรียลไทม์โดยไม่มีอะไรแปะเนื้อแปะตัวเลยเนี่ยนะ?”

“ถูกแล้ว! ผมใช้เซ็นเซอร์ในเก้าอี้ ผนัง และเพดานในการตรวจจับ” เขาอธิบายคร่าวๆ “ที่ทำได้แบบเรียลไทม์ ก็เพราะเก้าอี้นี้ ใช้ชิปแสงในการประมวลผลข้อมูลจากสนามชีวภาพ ผ่านเทคโนโลยีควอนตัมเรโซแนนซ์เสริมสนามแม่เหล็กไฟฟ้าล่าสุด ลิขสิทธิ์เฉพาะของจีเนติกโอ๊ธ”

มาถึงจุดนั้น เรือน‌แก้วเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอย่างแรง

“พร้อมค่ะ!”

เกาทัณฑ์ขยับแท็บเล็ตผลึกใสในมือมาแตะสั่งเดินเครื่อง ส่งผลให้ปุ่มและเมนูคำสั่งบนหน้าจอเปลี่ยนเข้าสู่โหมดวิเคราะห์ ซึ่งผลึกควอนตัมได้ปรับสภาพเป็นคลื่นแสง แสดงภาพเคลื่อนไหวเป็นค่ากิจกรรมของสมองในรูปแบบสามมิติ ตามหลังกิจกรรมทางสมองจริงไม่ถึงหนึ่งในพันวินาที

ช่วงครึ่งนาทีแรก เรือน‌แก้วยังไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่หลังจากนั้น เนื้อตัวของเธอก็เริ่มสบาย ความฟุ้งซ่านในหัวสงบลงอย่างน่าทึ่ง ลมหายใจเริ่มยาวขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เปลือกตารู้สึกหนัก แต่ใจกลับโปร่งเบา

นั่นราวกับพ่อมดร่ายมนตร์กล่อมวิญญาณ ระบบปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบพัลส์ที่มีความถี่ต่ำออกมา โดยปรับให้สอดคล้องกับคลื่นชีวภาพของหญิงสาวในแต่ละขณะ ตามที่ระบบตรวจจับได้ กระทั่งเกิดการตอบสนองของคลื่นสมอง สอดคล้องกับภาวะความถี่ต่ำของคลื่นแม่เหล็ก

“เริ่มสบายแล้วค่ะ เครื่องมันทำงานได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”

“แพงที่สุด ล้ำที่สุดในนาทีนี้ ถ้าชักช้าก็เสียชื่อซิ”

เรือน‌แก้วอยากพูดอะไรต่อ แต่คลื่นลมในหัวสงบลงแบบเฉียบพลัน จนคำชะงักอยู่แค่ปลายลิ้น รู้สึกโล่งอก ว่างเปล่าไร้ความคิด และเหมือนความว่างนั้นค่อยๆขยายอาณาเขตออกไป แบบเดียวกับลูกโป่งที่ยิ่งขยาย ผิวยิ่งบาง จนสลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับอากาศธาตุรอบด้าน

ผ่านไปเพียงสองนาที ดอกเตอร์หนุ่มก้มดูกราฟบนแท็บเล็ตแล้วบอกเพื่อนร่วมงานสาวเบาๆ

“ตอนนี้สมองอัลฟ่าของแอ้ลงมาถึงระดับ ๙ เฮิร์ตซ์ แอ้จะยังฟังผมพูดรู้เรื่อง และเป็นตัวของตัวเองครบทุกอย่าง”

เธอระบายยิ้มอ่อนโยน พูดสั้นๆเชื่องช้า

“มีความสุขจังค่ะ”

“ต่อไปนี้คือเทคนิคการหายใจแบบพุทธ เรียกว่า ‘อานาปานสติ’ ซึ่งเมื่อผสมผสานกับคลื่นสมองอัลฟ่า ก็จะยกระดับความรู้เนื้อรู้ตัวให้เหนือกว่าเดิมมาก… เริ่มขึ้นมา ให้แอ้ทำความรู้สึกถึงแผ่นหลังที่ทาบกับเบาะไว้นะ เหมือนเอาทั้งตัวที่เบาไปรู้สึกว่า แผ่นหลังมันหายใจออก แผ่นหลังมันหายใจเข้า”

เขาชายตาสังเกตระลอกการกระเพื่อมของหน้าอก พลางพากย์กำกับ

“ตอนนี้ถึงจังหวะที่ควรหายใจเข้า… ตอนนี้ถึงจังหวะที่ควรหายใจออก... ตอนนี้ถึงจังหวะที่ควรสงบจากลม… การมีสติรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกได้ตรงจังหวะ โดยไม่คิดบังคับนี่แหละ จะช่วยให้การฝึกของเราแตกต่างจากการสะกดจิตที่ทำๆกัน”

เรือน‌แก้วลากลมเข้าออกด้วยความปลอดโปร่งโล่งอก หัวหูเบาว่อง แปลกไปจากประสบการณ์เดิมๆ ที่เมื่อจะรู้สึกถึงการหายใจ ต้องตั้งใจคิด และรู้สึกแน่นๆในหัว อันเป็นเหตุให้ไม่ชอบทำสมาธิแบบจ้องลม

“คราวนี้สังเกตนะว่า ที่กำลังลากลมเข้ายาวๆอยู่นี่ ความรับรู้คงที่ตั้งแต่ต้นลมจนสุดลมไหม”

ที่จุดนั้น ความรับรู้ของเรือน‌แก้วคล้ายมีจุดกำเนิดจากฐานกลางอก ราวกับเกิดลานกว้าง เบ่งบาน เอื้อให้รู้นิ่งๆและแน่นอนจากมุมมองเดิม

“ชัดค่ะ”

เกา‌ทัณฑ์อ่านกราฟประกอบแล้วยืนยันว่า

“สมองอัลฟ่ามาถึง ๗ เฮิร์ตซ์แล้ว ทำความรู้สึกถึงร่างนอนไว้นะ เห็นใช่ไหมว่ามันมีความสงบระงับ ตาไม่หลุกหลิก กล้ามเนื้อไม่ฝืนเกร็งเลยสักจุด นั่นแหละที่จะเบาว่องตลอดทั่วตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกเดี๋ยวน่าจะเกิดความสุขทะลักทลาย”

เหมือนเธอกลายเป็นท้องฟ้า และท้องฟ้านั้นรู้สึกถึงสายลมหายใจเข้าออกที่ยาวเหยียดผิดธรรมดา และอีกไม่กี่อึดใจต่อมา ก็บันดาลปีติสุขอย่างใหญ่แบบท่วมท้นล้นหลาม จนคล้ายจะบินได้

“สังเกตนะ ความคิดจะเหมือนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ทำความรู้สึกถึงสายลมหายใจไว้อย่าให้ขาดตอน”

เรือน‌แก้วรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แม้เค้นให้คิดก็เหมือนคิดอะไรไม่ออก แต่ละระลอกความคิดที่เข้ามาเป็นแค่ฝอยบาง และเว้นวรรคทิ้งระยะห่างนานขึ้นเรื่อยๆ

ประมาณ ๖ นาทีต่อมา ความคิดชนิดสุ่มก็ดับสนิท เหลือแต่ความว่างวายไร้คลื่นลมฟุ้งซ่าน กับปีติใหญ่เปิดฟ้า จิตที่เคยแยกเป็นเสี่ยงๆ ถูกดึงดูดเข้าหาศูนย์กลาง ผนึกรวมกันเป็นดวงเดียว รู้สึกแปลกใหม่ คล้ายทิ้งตัวตนเดิมไว้ที่โลกต่ำเบื้องล่าง

เกา‌ทัณฑ์ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้อ่านปฏิกิริยาทางชีวภาพมาอย่างดี ทราบว่าตอนนี้สมองของเพื่อนร่วมงานสาวค่อนข้างปรับเร็วแบบก้าวกระโดด จาก ๗ เฮิร์ตซ์ลงมาอยู่ที่ ๕ เฮิร์ตซ์ อันเป็นระดับเธต้าค่อนข้างลึก

นอกจากนั้น ยังทราบล่วงหน้าจากการพยากรณ์ของเอไอว่าอีกประมาณ ๘ นาที คลื่นสมองจะปรับระดับจาก ๕ เฮิร์ตซ์ลงไปถึง ๔ เฮิร์ตซ์ ซึ่งถือเป็นระดับพื้นสุดของเธต้าแล้ว

สำหรับโลกภายในของเรือน‌แก้ว เสียงพูดของเกา‌ทัณฑ์ฟังดูห่างไกล แต่ข้อความยังผ่านเข้ามาได้เต็มพื้นที่ของการรับรู้ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็เหมือนทะลุมิติ ก้ำกึ่งระหว่างภาคหนึ่งที่ยังรับฟังได้ พูดจาตอบสนองได้ตามเดิม ขณะที่เกิดอีกภาคที่ไร้ตัวตน เงียบเชียบ มีสติตื่นที่คมชัดเป็นคนละคน

นั่นเป็นข้อแตกต่างสำคัญ ระหว่างภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นจากการถูกสะกดจิต กับภาวะตื่นยิ่งจากการถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิจิตเต็มดวง

เกา‌ทัณฑ์สังเกตค่าคลื่นสมอง ๔ เฮิร์ตซ์ที่คงตัวอย่างสม่ำเสมอ แล้วเหลือบตามาพินิจใบหน้าสงบงามของเรือน‌แก้ว เห็นดวงตาของเธอปิดสนิท กล้ามเนื้อใบหน้าเรียบเนียนไร้ร่องรอยความตึงเครียด จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แช่มช้า และหนักแน่น

“เราจะกลับไปในอดีตด้วยกันนะแอ้ เริ่มจากนึกถึงเมื่อครู่ที่เราเข้ามาในห้องแล็บนี้ นาทีแรกที่เราคุยกัน และหัวเราะไปด้วยกัน”

บนจอแท็บเล็ตแสดงให้เห็นว่าส่วนสมองที่สัมพันธ์กับความสนุกสนานเริ่มส่องแสงขึ้น แต่คลื่นสมองเธต้า ๔ เฮิร์ตซ์ยังคงเสถียรไม่เปลี่ยน เพราะสมองส่วนกลางยังคงส่งจังหวะเดิมอย่างต่อเนื่อง อารมณ์ขันที่เกิดขึ้น จึงเปรียบเหมือนคลื่นน้ำที่ผุดขึ้นบนผิวทะเลสงบ ไม่ได้รบกวนความสงบหนักแน่นในส่วนลึกลงไป ซึ่งในเชิงวิชาการคือระบบลิมบิกถูกกระตุ้นในระดับอารมณ์ แต่ไม่กระทบคลื่นฐาน

นอกจากนั้น เซลล์ประสาทกระจกในสมองของเธอก็ทำงานด้วย แสดงว่ากำลังรู้สึกถึงการสื่อสารพูดคุยในความทรงจำนั้นจริงๆ

เกา‌ทัณฑ์รู้สึกเหมือนได้สอดแนม เห็นอารมณ์หวานแหววที่เกิดขึ้น แสดงว่าเธอไม่ได้แค่หว่านเสน่ห์ ไม่ใช่แค่สนุกกับการซ้อมร่ายมนต์สะกดผู้ชายเล่น แต่มีใจให้เขาออกมาจากส่วนลึกด้วยจริงๆ

ชายหนุ่มยังจดจ่ออยู่กับงาน ไม่ได้อยากล้วงความลับทางใจใคร กับทั้งเห็นการตอบสนองที่ดีมากจากเพื่อนสาว จึงทดสอบชุดความจำระยะใกล้ต่อมาที่ซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย

“แอ้นึกถึงตอนที่เซ็นสัญญามาร่วมงานกับจีเนติกโอ๊ธ ตอนนั้นความรู้สึกที่มือจับปากกาตวัดลงกระดาษลากลายเซ็นเป็นอย่างไร แล้วกำลังนึกคิดอะไรอยู่”

กราฟแสดงการทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเธอเริ่มระลึกถึงช่วงเวลาแห่งการเซ็นสัญญา สมองส่วนที่รับผิดชอบการประมวลผลทางกายสัมผัส ได้แสดงสัญญาณการทำงานอย่างชัดเจน สะท้อนความรู้สึกเคลื่อนไหวขณะลากลายเซ็นบนกระดาษ

นอกจากนั้น ยังมีการทำงานที่เพิ่มขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ บ่งบอกถึงความรู้สึกตื่นเต้นปนภาคภูมิใจในช่วงเวลานั้น ทั้งหมดทั้งปวงแสดงชัดว่าเรือน‌แก้วอยู่ในภาวะย้อนอดีตได้ ราวกับเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นอีกครั้งจริงๆ

เมื่อเกา‌ทัณฑ์เห็นเช่นนั้น จึงลองปล่อยให้เธอเป็นตัวของตัวเอง

“ให้แอ้ดูว่า ต่อจากนี้จะมีความจำอะไรปรากฏขึ้นเองบ้าง”

“ค่ะ…”

เสียงตอบนั้นราวกับลอยมาจากสถานที่ที่ไกลแสนไกล

กราฟสามมิติบนแท็บเล็ตของเกา‌ทัณฑ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดอกเตอร์หนุ่มกดสั่งให้เอไอประมวลผลสรุปเบื้องต้นว่า สมองของเรือน‌แก้วกำลังเข้าสู่การเรียกคืนความทรงจำระยะยาวอย่างแท้จริงหรือยัง ซึ่งนั่นก็ต้องดูการประสานงานของสมองหลายๆจุด

“มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นชัดแล้วใช่ไหม?”

“ค่ะ!”

“โอเค! อันนี้ของจริงนะ ดีเลย ลงรายละเอียดไปเลย ทำความรู้สึกถึงร่างกายที่มีหัวตัวแขนขาไว้ แอ้ทำได้ดีเลยนะ รู้เนื้อรู้ตัวชัด”

สมองส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บความทรงจำเชิงเหตุการณ์และลำดับเวลา กำลังทำงานประสานกันอย่างสอดคล้อง

สมองส่วน insula กับ gustatory cortex ทำงานควบคู่กันดี  แถม orbitofrontal cortex ยังส่งสัญญาณเพลิดเพลินขึ้นมาด้วย เหมือนกำลังกินอะไรเย็นๆ ที่มีรสหวาน ละลายช้า แล้วก็รู้สึกดีมาก

“แอ้กำลังกินไอติมอยู่หรือเปล่า?”

เขาฟันธงจากการตีความ

“ใช่ค่ะ!”

เกา‌ทัณฑ์ตาพราวด้วยความสนุก เขาทดสอบอีกกว่าสิบชุดความจำต่อๆมา เช่น ทายการเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่งของร่างกาย การสัมผัสน้ำ แล้วได้ผลตรงกัน ทั้งกราฟและคำยืนยันของเรือน‌แก้ว จึงเอ่ยว่า

“สมองของแอ้ตอบสนองดีมาก ทั้งการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัสร้อนหนาว ตลอดจนการนึกคิด ไม่มีสัญญาณของการประดิษฐ์หรือจินตนาการแทรก ตอนนี้แอ้รู้สึกสมจริงมากใช่ไหม?”

“เหมือนกลับไปอยู่ตรงนั้นอีกครั้งจริงๆค่ะ”

หญิงสาวยืนยัน

“ให้แอ้นึกถึงตอนเพิ่งเป็นสาวแรกรุ่น ที่ร่างกายเตี้ยกว่านี้ ดูว่าเหตุการณ์แรกที่กลับมาคืออะไร”

เกา‌ทัณฑ์จะเห็นหลายสิ่งในกราฟเปลี่ยนแปลงไป บ่งชี้ว่าเรือน‌แก้วแปลงร่างกลับไปเป็นวัยรุ่น เนื่องจากสมองส่วน amygdala กับ visual cortex เด่นขึ้นมาแทน prefrontal cortex กับ hippocampus

“แอ้เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้วนะ ขอให้จดจำความรู้สึกใสๆที่กำลังเกิดขึ้นอย่างนี้ไว้เป็นหลัก เหตุการณ์ต่อไปถัดจากนี้ ให้ยืนพื้นอยู่บนความรู้สึกดีๆไว้”

เกา‌ทัณฑ์กำกับทิศทางไว้เผื่อไปสะดุดกับความทรงจำที่เลวร้าย ซึ่งสมองของเรือน‌แก้วก็ตอบสนองได้ดีอีกครั้ง กราฟยืนยันทั้งอารมณ์สนุก ตื่นเต้น แต่เมื่อใดคลื่นสมองย่านสูงเช่นเบต้าชนิดเลวก่อตัวขึ้น เกา‌ทัณฑ์ก็ปล่อยคลื่นแม่เหล็กแรงๆไปหักล้างเสีย เพื่อเป็นการรักษาฐานของเธต้าชนิดดีไว้

มีบ้างที่สมองของเรือน‌แก้วสร้างความจำไม่ตรงจริงขึ้นมา เช่นเมื่อกราฟฟ้องว่า เยื่อหุ้มสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า กับสมองกลีบข้างมีการทำงานสูงขึ้นอย่างชัดเจน

“แอ้กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในที่ที่แปลกไปจากความเป็นจริงใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ… แอ้กำลังเดินอยู่ในทุ่งดอกไม้ กว้างใหญ่มาก สัมผัสลมโชยด้วย”

“จำได้ไหมว่าไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง?”

คำสั่งนั้นทำให้เรือน‌แก้วต้องทบทวนการเดินทางไปที่นั่น แล้วพบแต่ความว่างเปล่า

“จำไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบเชื่องช้า

“ตรงนี้สำคัญมาก เราจะอยู่ในโลกความจริงที่เคยเกิดขึ้นอย่างเดียว ไม่หลงเข้าไปอยู่ในจักรวาลของจินตนาการที่สมองสร้างขึ้นมาเองนะ ขอให้แอ้จดจำไว้ว่า ภาพเสียงสัมผัสประมาณนี้ ไม่ใช่ความจริงในอดีต แต่เป็นความฝัน ที่สมองเพิ่งสร้างขึ้นใหม่เดี๋ยวนี้เอง”

“ค่ะ”

“ถ้าภาพเสียงสัมผัสไหนแปลกๆ หรือดูเกินจริง ให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเสมอ… เอาล่ะ! ระลึกถึงช่วงที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กกะ‌เปี๊ยก แล้วมีสัมผัสเท้ากระทบถี่ๆจากการวิ่งสนุก”

ภาพเสียงและสัมผัสขณะที่เรือน‌แก้วเคยวิ่งเล่นกับพ่อแม่ในวัยเยาว์ปรากฏขึ้นเกือบทันที กราฟกิจกรรมสมองสะท้อนแรงกระเพื่อมหลายจุดพร้อมกันอย่างกลมกลืน ทั้งระบบประสาทรับรู้ตำแหน่งร่างกาย ทั้งส่วนการควบคุมการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ ขณะเดียวกัน somatosensory cortex ที่ตอบสนองต่อแรงสัมผัสกระทบและแรงกดจากฝ่าเท้า ก็แสดงการทำงานเป็นริ้วสว่างจางๆ สะท้อนว่าเกิดการไล่จังหวะแบบฝีเท้าวิ่งไม่ขาดสาย

“แอ้วิ่งเล่นอยู่ใช่ไหม?”

หญิงสาวระบายยิ้มละมุน

“ใช่ค่ะ… แอ้เพิ่งขาแข็งพอ กำลังคึกอยากวิ่งตลอด วันนั้นพ่อชวนให้วิ่งแข่งกัน วิ่งเสร็จพี่เลี้ยงก็พาไปอาบน้ำ”

ทบทวนความจำทั้งก่อนและหลังวิ่งได้อย่างชัดเจน เรือน‌แก้วจึงทราบว่า เธอหลุดจากภาวะจินตนาการไปเองแล้ว

เกา‌ทัณฑ์สั่งให้ย้อนเหตุการณ์วัยเยาว์แบบถอยลึกลงไปเรื่อยๆ ทดสอบและคอยกำกับให้แน่ใจว่าเป็นชุดความจำจริงทั้งหมด กระทั่งถึงจุดหนึ่ง ที่เธอไปไกลขนาดจดจำรายละเอียดสถานที่อันเป็นจุดกำเนิดชีวิต

ห้องคลอด!

กราฟบนแท็บเล็ตแสดงการเคลื่อนไหวอย่างช้าและสม่ำเสมอของระบบลิมบิกทั้งชุด แสดงอารมณ์ประหลาดปนตื่นตะลึงแบบเด็กน้อยเจอสิ่งใหม่ ขณะเดียวกัน สมองส่วน hippocampus และ visual cortex เริ่มจุดประกายพร้อมๆกับ occipital lobe ด้านหลังศีรษะที่ตอบสนองต่อแสงแรงๆ เหมือนคนที่ออกจากห้องมืดคับแคบมาสู่ที่สว่างโล่งกว้างฉับพลันทันใด

“แอ้กำลังออกจากท้องแม่ใช่ไหม?”

“ใช่!” เธอรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งโต้ตอบเขาแบบแทบไม่คิด อีกภาคกลายเป็นทารกน้อยที่เพิ่งมีประสบการณ์รู้จักโลก “แอ้อยากออกมาเห็นโลกภายนอก แต่พอลืมตาแล้วสู้แสงไม่ไหว แล้วมีอะไรบางอย่างบีบรัดรอบตัวค่ะ เหมือนมีแรงผลักจากข้างในกับแรงดึงจากข้างนอก ช่วยกันบีบให้ลอดผ่านช่องแคบมากๆออกมา… หายใจไม่ออก เหมือนตัวจะพัง… ต้องแหกปากร้องจ้า”

เกา‌ทัณฑ์ใจเต้น ผลการใช้เทคโนโลยีช่วยฝึกครั้งแรกกับเรือน‌แก้วนี้ นับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง ชนิดที่เขาเองก็คาดไม่ถึง

“นึกย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น…” เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ “ตอนอยู่ในท้อง มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”

สั่งอย่างรู้แบบเป็นวิทยาศาสตร์ว่า ทารกในครรภ์มารดาสามารถรู้สึกนึกคิด สามารถได้ยินเสียง ตลอดจนเกิดอารมณ์พื้นฐานเช่น ชอบ ไม่ชอบ รัก เกลียด อบอุ่น เหงาหงอย

หญิงสาวนิ่งไปนานกว่าครั้งไหนๆ

“เหมือนกำลังลอยอยู่ในที่มืดๆ นุ่มๆ อุ่นๆ รอบตัวมีน้ำ รู้สึกปลอดภัยมาก”

“ทบทวนดูนะ… มีไหมที่รู้สึกว่าได้ยินคุณพ่อคุณแม่คุยกัน เอาที่เด่นที่สุดขึ้นมาก่อนเลย”

หญิงสาวนิ่งไปอีก แต่ละครั้งที่เธอนิ่งไป เกา‌ทัณฑ์ได้แต่ลุ้นว่า เรือน‌แก้วจะเอาแต่เงียบหรือพูดต่อท่าไหน

“พ่อกับแม่คุยกันบ่อยว่า จะให้ลูกชื่ออะไร” เว้นวรรคไปพักก่อนเอ่ยต่อ “ทีแรกพ่อจะให้ชื่อว่านลิสา กับชื่ออะไรอีกสองสามชื่อ แอ้ฟังแล้วไม่ชอบ ไม่อยากได้ชื่อนี้ เลยถีบเท้าแรงๆ แต่แม่ก็ไม่รู้สึกถึงการโต้ตอบนั้น เพราะตัวแอ้ยังเล็กเกินกว่าจะส่งสัมผัสไปถึงผนังท้องแม่”

ชายหนุ่มตาตื่น เพราะขณะนี้สมองเรือน‌แก้วกำลังทำงานแบบเรียกคืนข้อมูลที่ฝังอยู่ในระบบลิมบิกและสมองส่วนกลาง ไม่ใช่เติมเต็มในช่องว่าง และไม่ใช่จินตนาการจากการประมวลผลของ neocortex

ถ้าคิดในกรอบเดิม เขาต้องปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงข้อมูลนี้ เนื่องจากขนาดตัวของทารกที่ยังส่งแรงถีบไปไม่ถึงผนังท้อง สื่อว่าเส้นประสาท cochlea และ auditory cortex ยังไม่น่าพัฒนาเต็มที่ เพิ่งอยู่ในท้องมาไม่ถึงสัปดาห์ที่ ๒๘

หากถือว่านี่คือ ‘หลักฐานใหม่’ แล้วมีหลักฐานจากรายอื่นๆมาสนับสนุนได้อีก ก็แปลว่า ‘จิตที่มาเกิดในท้องแม่’ รู้เรื่องทั้งหมดแล้วแต่ต้น โดยไม่ต้องรอให้พัฒนาการทางประสาทสัมผัสหรือสมองส่วน cortex สมบูรณ์เสียก่อน

“คุณพ่อเคยมาเล่าให้แอ้ฟังตอนโตๆแล้วไหมว่า อยากให้แอ้ชื่อนลิสามาก่อน?”

เกา‌ทัณฑ์ถามเพื่อตอกย้ำความมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ข้อมูลหลังคลอดแน่ๆ

“ไม่เคยเล่า”

ดอกเตอร์หนุ่มบันทึกเป็นโน้ตสั้น ‘นลิสา’ ใส่แท็บเล็ตไว้ เพื่อให้เรือน‌แก้วนำไปถามพ่อแม่ของเธอเป็นการพิสูจน์ทราบในภายหลัง

“กราฟยังแสดงสัญญาณความจำของจริงนะแอ้ ไม่ลังเล ไม่มีการประดิษฐ์... ลองระลึกซิว่า ตกลงชื่อเรือน‌แก้วกับชื่อแอ้นี่ได้มายังไง”

“ชื่อเรือน‌แก้วได้ตอนใกล้คลอดแล้ว” เธอตอบหลังจากดึงความจำครู่เดียว “พ่อไปเห็นภาพวิมานในหนัง และได้ยินตัวละครพูดคำว่า ‘เรือน‌แก้ว’ ขึ้นมา พอเอามาถามแม่ว่าชื่อนี้ดีไหม แม่ตอบตกลงทันที และแอ้ก็ถีบเท้าแสดงการตอบรับ ตอนนั้นแม่ยังบอกพ่อว่าลูกชอบ ลูกเอาชื่อนี้”

“พ่อแม่ของแอ้คงคุยกันขำๆมากกว่านะ ใจจริงๆน่าจะนึกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ”

“ใช่!” เธอรับรองจากความทรงจำที่แม่นยำอีก “พ่อชวนคุยเรื่องอื่นไปเลย ไม่ได้ติดใจเชื่อว่าแอ้ตอบสนองจริงๆ”

เกา‌ทัณฑ์ขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ

“แล้วชื่อแอ้ล่ะ?”

“ได้มาหลังออกจากท้องแล้ว ตอนมาอยู่ในห้องพัก แม่ได้ยินเสียงอ้อแอ้แล้วนึกรักจับใจ ก็เอาเสียงนั้นมาตั้งเป็นชื่อเล่น”

“เรื่องนี้แม่เคยเล่าให้ฟังหลังโตแล้ว หรือเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้?”

“ที่มาของชื่อเรือน‌แก้วเคยเล่า แต่ชื่อแอ้ เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้”

เกา‌ทัณฑ์ขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกขัดแย้ง ถ้ากราฟบอกว่าสมองของเรือน‌แก้วกำลังอยู่ในโหมดคิดสร้างเรื่อง เขาคงสบายใจกว่านี้ แต่นี่กราฟยืนยันว่าสมองของเธออยู่ในโหมดดึงความจำตลอดเวลา แปลว่าขณะเป็นทารกนั้น มนุษย์เรารับรู้อะไรแบบจิตวิญญาณที่ทราบความเป็นไปรอบตัว และกระทั่งทราบวาระจิตว่าใครกำลังรู้สึกนึกคิดอะไรอยู่อีกด้วย!

ชั่วขณะนั้นเอง เกา‌ทัณฑ์ชักคุ้นๆว่าเขาเองก็เคยได้ยินพ่อแม่พูดคุยเช่นกัน...

สลัดหน้าขับไล่ความทรงจำที่เลือนรางนั้นออกไป หันกลับมาใส่ใจกับบุคคลตรงหน้าแทน

“คราวนี้เรามาถอยย้อนให้ลึกลงไปอีกนะ สมองของแอ้ยังอยู่ที่เธต้า ๔ เฮิร์ตซ์คงเส้นคงวาดีมาก แปลว่าไม่เหนื่อยเลยใช่ไหม?”

“ไม่เหนื่อย”

“แอ้ลองกำหนดไว้ในใจว่า จะให้ทารกย่อส่วนลงไปเรื่อยๆ เป็นการทวนเข็มนาฬิกากลับไป ดูซิทำได้ไหม”

หญิงสาวนิ่งไปเพียงอึดใจ ก่อนตอบสบายๆว่า

“ได้ค่ะ!”

เกา‌ทัณฑ์ตรวจกราฟและพบว่าสมองของเรือน‌แก้วหลังจากได้รับคำสั่งจากเขา ยังคงอยู่ในภาวะรับชม ไม่พยายามเป็นผู้คุม ไม่คิดค้น ไม่ใช้เหตุผล ไม่จินตนาการให้เกิดภาพ

“บรรยายให้ฟังหน่อยว่ารู้สึกยังไงบ้าง”

“ตอนนี้…” เธอพูดเหมือนเคลิ้มหน่อยๆ “รู้สึกว่าเคลื่อนไหวได้นิดหน่อย เหมือนลอยอยู่ในสระน้ำเล็กๆที่อบอุ่นมาก ได้ยินเสียงหัวใจของแม่ดังตึบๆอยู่ใกล้ๆ เหมือนเพลงแบคกราวด์”

เกา‌ทัณฑ์พยักหน้ารับ เพราะบริเวณ auditory cortex ตอบสนองจังหวะเสียงสม่ำเสมอ สอดคล้องกับที่เธอเล่า และจากประสบการณ์ที่เธอเล่า หากเทียบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ในครรภ์มารดาช่วงเดือนที่ ๖

“สมองแอ้ถูกโปรแกรมให้ย้อนถอยลำดับเหตุการณ์ไปเรื่อยๆเป็นอัตโนมัติแล้วนะ เล่ามาเรื่อยๆเลยเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆให้รู้สึก”

“เหมือนมีส่วนหนึ่งของตัวเองวาดผ่านน้ำได้ แล้วหายไปในความมืด”

“อวัยวะส่วนนั้นคือมือนะ”

เขายืนยันจากกราฟที่แสดงพื้นที่ควบคุมมือใน sensory homunculus ส่องแสงขึ้นเล็กน้อย เรือน‌แก้วส่งเสียงมาอีก

“ตอนนี้รู้สึกเหมือนร่างหายไปครึ่งหนึ่งค่ะ มีแอ้อยู่ แต่ไม่รู้ทิศรู้ทาง เหมือนจุดอุ่นๆที่ไม่รู้ว่าหัวอยู่ตรงไหน เท้าอยู่ตรงไหน แต่ก็ยังได้ยินเสียงแม่เรื่อยๆ”

กราฟสะท้อนว่าสมองส่วน anterior cingulate cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้ตัวและการกำกับอารมณ์ ทำงานร่วมกับเครือข่ายประสาท ณ ขณะที่ว่างจากสิ่งเร้าภายนอก บ่งบอกความรู้สึกมีตัวตนแบบไม่อิงร่างกาย ดอกเตอร์หนุ่มประมวลด้วยหัวของตนเองแล้วสรุปว่า

“อันนี้น่าจะเดือนที่ ๔”

“ไม่รู้สึกว่ามีแขนขา รู้สึกแค่ว่าตัวเองเป็นเหมือนลมหายใจที่ลอยอยู่ในน้ำ ทุกอย่างเบาและเงียบ แต่เหมือนมีบางอย่างคอยจับจังหวะอยู่ในใจ เหมือนกำลังเต้นช้ามากๆอย่างสม่ำเสมอ”

สมองส่วน brainstem กลับมาเด่นชัดกว่าส่วนอื่นในช่วงนี้ ราวกับตัวตนของเธอหดกลับไปสู่ศูนย์กลางที่เงียบและนิ่งที่สุดในสมอง 

ยิ่งย้อนลึก เกา‌ทัณฑ์ยิ่งตื่นตัวขึ้นทุกที สมองของเรือน‌แก้วตอบสนองต่อกระบวนการแบบไหลลื่น ไม่มีอะไรสะดุดคั่น ซึ่งเขาไม่แน่ใจนักว่า ถ้าฝึกให้อีกร้อยคนแบบเดียวกัน จะได้ผลเท่านี้หรือเปล่า

“เดือนที่ ๓ แล้วแอ้… ให้ทุกอย่างไหลต่อไปเรื่อยๆเลยนะ ตอนนี้ผมขอยืนยันว่าที่แอ้พูดมาทั้งหมด เป็นประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในท้องแม่”

“เสียงทั้งหมดเงียบลงค่ะ เหมือนหล่นลงไปในที่ลึกมากๆ ที่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย แม้แต่หัวใจของแม่ รู้แค่ว่าตัวเองยังอยู่ แต่ทุกอย่างเหมือนไม่มีที่มา ไม่มีทิศทางให้จับจุดสังเกต”

สมองส่วน thalamus และ amygdala ส่งสัญญาณต่ำมาก ราวกับตัดการรับรู้ทางกายภาพบริบูรณ์ เหลือเพียง ‘สภาพมีอยู่’ อย่างแผ่วเบา ซึ่งก็ตรงกันเป๊ะกับที่หญิงสาวเอ่ย เกา‌ทัณฑ์จึงผงกศีรษะอีก

“ยืนยันประสบการณ์เดือนที่ ๒”

“เหมือนไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวแอ้ ที่กำลังรอเวลา”

กราฟสมองแสดงถึงการเข้าสู่ช่วง pre-bodily self awareness ที่ไม่มีร่าง ไม่มีความจำ ไม่มีจุดอ้างอิง แต่ยังคงรับรู้อยู่นั่นเอง

“มีแสง…” เธอกระซิบ “ตอนนี้เต็มไปด้วยแสง ในท้องแม่เหมือนห้องแคบที่แอ้เข้ามาถึงผ่านประตูใหญ่คือแสงนี้ ก่อนหน้านี้เหมือนแอ้เคยอยู่ในห้องกว้าง… กว้างใหญ่มาก เหมือนเหนือฟ้าขึ้นไปอีก”

เกา‌ทัณฑ์ถึงกับเม้มปาก ใจเต้นด้วยความระทึกขึ้นมาอีกระลอก สมองของเรือน‌แก้วยังคงอยู่ที่ภาวะเธต้า ๔ เฮิร์ตซ์ ซึ่งแปลว่าทุกคำที่เธอพูดยังคงออกมาจากการรับรู้ที่ปราศจากการคิดนำ

ชายหนุ่มเงียบเสียง ไม่ถามหรือชี้นำใดๆต่อ รอให้เพื่อนร่วมงานสาวพูดออกมาเอง เพราะถึงจังหวะนั้น เขาตระหนักว่าตนไม่ทราบอะไรแล้ว ทั้งในแง่ความรู้อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในแง่ประสบการณ์ที่เรือน‌แก้วจะพบ

ขณะนั้น กราฟสามมิติแสดงให้เห็นสัญญาณประหลาดจากสมองบางส่วน เช่นสมองส่วนที่ควบคุมการรับรู้ร่างกายอย่าง somatosensory cortex กับสมองที่เกี่ยวกับการรับรู้ตำแหน่งในพื้นที่ว่างอย่าง parietal lobe ปกติแล้วสองส่วนนี้จะเงียบเมื่อไม่มีร่างกายให้รู้สึกถึง แต่ ณ บัดนี้กลับส่งคลื่นเบาๆเหมือนกำลังรับรู้อะไรอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง

ดอกเตอร์หนุ่มขนลุกเกรียว กราฟบนแท็บเล็ตแสดงค่าความผิดแบบแผนทางชีวภาพทั่วไป โดยขึ้นเตือนว่าไม่มีร่องรอยของร่างกาย ไม่มีสัมผัส ไม่มีการเคลื่อนไหว แต่กลับมีความรู้สึกถึงการดำรงอยู่แห่งตัวตน

แต่แล้ว visual cortex ก็เรืองแสงขึ้น แสดงการรับรู้ภาพทางตาอีกครั้ง

“สวย…”

คำนั้นเบาเหมือนเสียงลมหายใจลอดริมฝีปาก ตามด้วยรอยยิ้มงดงาม นักวิจัยหนุ่มเห็นด้วยตาเปล่าว่ามีรัศมีเฉิดฉายอาภาส่องสว่างออกมาจากทั่วร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบหน้าของฝ่ายนั้น

อารมณ์ของเกา‌ทัณฑ์ระคนกัน ระหว่างความดีใจถึงขีดสุด กับความกริ่งเกรงการเผชิญหน้ากับเขตหวงห้ามอันไม่เป็นที่รู้มาก่อน สมองแบบนักวิทยาศาสตร์ยับยั้งความปักใจเชื่อทันทีเอาไว้ แต่หัวใจแบบมนุษย์ก็ตะโกนก้องว่า เอาแล้ว! เรื่องใหญ่แล้ว!

“บรรยายสิ่งที่เห็นให้ผมฟังหน่อย”

เกา‌ทัณฑ์ข่มเสียงไม่ให้สั่น

“แอ้กำลังยืนอยู่บนลานกว้าง... รู้สึกลมเย็นเบาๆที่พัดเฉี่ยวใบหน้า… พื้นใต้เท้าไม่ใช่ดิน ไม่ใช่หิน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่เบาและอ่อนเหมือนแสงทิพย์ที่เข้มข้นจนแข็งตัว”

ชายหนุ่มพลอยสามารถสัมผัสภาพเบื้องหน้าของเธอ แม้ไม่อาจเห็นเป็นรายละเอียด ทว่าก็รับทราบชัดเจนว่าเป็นสิ่งงดงามเกินจะเรียงร้อยเป็นภาษา

“ผมรู้สึกตามได้…” เกา‌ทัณฑ์ปิดตาลงเอ่ยอย่างตระหนักว่าตนใช้จินตนาการ ไม่ได้เห็นอะไรจริงเหมือนกับที่เรือน‌แก้วเห็น “แอ้กำลังมองเห็นจากสายตาอีกแบบ ที่ไม่ใช่นัยน์ตามนุษย์”

“ใช่ค่ะ!” เธอรับรอง “ตาของแอ้เห็นความกว้างยาวลึกและสีสันที่แปลกไป ที่นี่กว้างใหญ่และให้ความรู้สึกเป็นคนละเรื่อง เป็นคนละมิติกับแผ่นดินมนุษย์”

“บรรยายสิ่งแวดล้อมซิ”

“ข้างหน้าไกลออกไปเป็นภูเขาที่มีแสงทองคำรุ่งเรืองมาก ภูเขานั้นลอยอยู่บนทะเลใหญ่ แต่ผิวน้ำเป็นแผ่นเรียบเหมือนกระจกคล้ายทะเลสาบ แอ้รู้สึกถึงความลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร”

“ลองสำรวจร่างทิพย์ของตัวเอง แล้วแจกแจงรายละเอียดให้ผมฟังหน่อยสิ”

เขากล้าใช้คำว่า ‘ร่างทิพย์’ เพราะไม่มีอะไรให้เชื่อน้อยกว่านั้นอีกแล้ว เรือน‌แก้วเงียบไปชั่วครู่ เหมือนเพ่งมองตนเองจากภายใน แล้วจึงเอ่ยเสียงเนิบเบา ทว่าหนักแน่น

“ร่างนี้ไม่มีกระดูก ทั่วตัวจึงไม่มีปุ่มปมแบบร่างหยาบของมนุษย์ แต่มีสรีระของเพศหญิงครบ อวัยวะไม่แยกจากกันเป็นชิ้นๆ แต่เชื่อมถึงกันหมด เหมือนสายพลังงานที่กลมกลืนในร่างโค้งมน มีความกลมกลึงทั่วตลอด”

“รู้สึกถึงรูปเสียงกลิ่นรสของตัวตนในอดีตได้ครบเลยหรือ?”

“เหมือนกลับไปเป็นตัวเดิมทุกประการค่ะ ในร่างนี้ แอ้ตัวหอมเหมือนกลิ่นของดอกไม้ที่ยั่วยวนแรง เนื้อทิพย์เหมือนผืนแพรที่สานจากกลีบดอกไม้ในความฝัน ต่างจากฝันตรงที่จับต้องได้ แล้วก็ละไมมือชวนหลงใหลมาก”

เกา‌ทัณฑ์ฟังแล้วจิตพลอยประณีต ราววางกลีบมะลิลงบนผิวน้ำ เกือบแตะเข้าไปถึงความเป็นทิพย์

ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็เปิดตาขึ้นอ่านค่าสมอง เห็นยังอยู่ที่ ๔ เฮิร์ตซ์ไม่เปลี่ยน จึงถามอีก

“รู้สึกถึงแรงโน้มถ่วงคล้ายบนโลกไหม?”

“ไม่เหมือนอย่างนั้น ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักตัว แต่รู้สึกถึงแรงดึงดูดให้ติดอยู่กับพื้นสวรรค์ ย่างเดินเท้าสัมผัสพื้นเอาลีลาได้ หรือเหินขึ้นที่สูงเพื่อเอามุมมองสวยๆจากเบื้องบนได้ แต่ถ้าจะไปไหนจริง แค่คิดก็จะเกิดการดีดตัวลิ่วไปที่นั่นแล้ว”

ขณะนั้นเอง กราฟสามมิติบนแท็บเล็ตผลึกใสก็เริ่มเปลี่ยนโทนสัญญาณ สีเรืองแสงที่เคยสม่ำเสมอ ณ ความถี่ ๔ เฮิร์ตซ์ เริ่มแตกตัวเป็นริ้วแสง แสดงความถี่สูงขึ้นแบบไม่แน่นอน

จากนั้น จุดศูนย์กลางของความถี่ต่ำซึ่งเคยเสถียรบริเวณ hippocampus และ precuneus ค่อยๆแผ่วลง แล้วเริ่มปรากฏสัญญาณเบาๆจากสมองส่วน prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวกับการนึกคิดตัดสินใจ รวมแล้วแปลว่าเรือน‌แก้วกำลังเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ความรู้สึกของเรือน‌แก้วยามนี้ คล้ายประสบการณ์ของผู้ทำสมาธิทั่วไป ที่รู้สึกว่ากำลังสมาธิเสื่อมลง ซึ่งนั่นก็เพราะระดับพลังงานทางชีวภาพแผ่วลง กิจกรรมสมองแกว่งกลับไปสู่คลื่นเบต้า

“ศูนย์ควบคุมกลไกตื่นตัวเริ่มฟื้นแล้วนะแอ้ ถ้าอะไรๆจะเลือนลงก็ไม่ต้องพยายามเหนี่ยวรั้งไว้”

ภาพสวรรค์รอบตัวค่อยๆจางลงดุจฝันผ่าน เหลือเพียงลานแสงขาวว่างเปล่ารอบกาย

“อย่าขืนจิต อย่าหน่วงรั้งอะไรไว้ แล้วก็อย่ารีบลืมตาด้วยนะแอ้ ค่อยๆปล่อยให้ทุกอย่างคลี่คลายเข้าสู่สภาพปกติไปเอง” เว้นวรรคสังเกตการหายใจของเธอ กระทั่งรู้สึกถึงความเป็นลมหายใจธรรมดา จึงเอ่ยประคับประคอง “ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิมแล้ว เอาล่ะ! ค่อยๆลืมตาขึ้น”

พอกลับมาสัมผัสถึงแรงดึงดูดโลก เรือน‌แก้วก็รู้สึกราวกับตัวหนักขึ้น ทั้งที่จริงก็เท่าน้ำหนักเก่าอันคุ้นมาชั่วนาตาปี เปลือกตาเธอค่อยๆเผยอขึ้น พอเหลือบมาเห็นชายหนุ่มจ้องอยู่ ก็เป่าปากระบายลมยาวกลั้วหัวเราะ

“เอิ้ว!”

อุทานออกมาได้แค่นั้น รู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวยามนี้หลอกไปหมด ความรู้สึกเมื่อครู่จริงกว่า เสถียรกว่า อีกทั้งมีจิตสำนึกที่เหนือชั้นกว่านี้มาก

เป็นมนุษย์ เหมือนแค่ฝันเล็กๆ!

“แอ้กำลังเจอประสบการณ์เปลี่ยนแปลงมิติความจริง ที่ทำให้เหมือนจักรวาลถูกรีเซ็ต หรือเปลี่ยนเส้นเวลาใหม่ เพราะการทำงานของสมองต่างไปมาก”

เกา‌ทัณฑ์เอ่ยขณะพินิจกราฟสมองของเธอต่อเรื่อยๆ

“ยังไงคะ?”

เธอถามงงๆ เพราะขณะนี้ในหัวเริ่มเคว้งกว่าเดิม เหมือนต้องสวมเกราะเหล็กหนักๆ หลังจากที่เพิ่งล่องลิ่วในสายลมมาหยกๆ

“สมองแอ้กำลังผันผวน เพราะหลายส่วนของสมองเปิดใช้พร้อมกันโดยยังไม่มีศูนย์กลางควบคุมที่ชัดเจน เริ่มคิดเองได้ แต่ยังคิดอ่านไม่ได้เต็มร้อย”

“นั่นสิ!” เรือน‌แก้วหัวเราะแห้งๆ เอ่ยเยี่ยงผู้เข้าใจความต่างของคลื่นสมอง “สงสัยฐานเธต้า ๔ เฮิร์ตซ์เมื่อกี๊ ตอนนี้กลายเป็นเบต้าสะเปะสะปะแน่เลย”

“ถูกต้อง!” เกา‌ทัณฑ์ยืนยัน “จากเธต้า ๔ ตอนนี้กระโดดเข้าสู่ช่วงเบต้า แกว่งๆอยู่ระหว่าง ๑๓ ถึง ๒๐ เฮิร์ตซ์ บางจังหวะก็โดดถึง ๓๐ ไปเลย แอ้เลยรู้สึกเหมือนจัดการกับความจริงได้ยากหน่อย แต่เดี๋ยวพอคลื่นเสถียร ก็จะรู้สึกเป็นปกติ”

หญิงสาวพยายามทำความเข้าใจตาม

“เมื่อกี๊ทุกอย่างประณีตกว่านี้มาก ตอนนี้รู้สึกใจหายค่ะ เหมือนเสียของมีค่าทางใจไป มันยิ่งกว่าตอนเคยตื่นมาแล้วเสียดายฝันดีที่สุดในชีวิต แสดงว่าสมองแอ้นี่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไรใช่ไหม? ถ้าขาดเครื่องช่วยอย่างนิวโรแล็บ ทั้งชีวิตคงไม่มีวันลงไปถึงฐานเธต้าลึกขนาดนั้น”

“ตรงข้าม!” ชายหนุ่มส่ายหน้า “นิวโรแล็บช่วยประคองระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่อุ้มแบกขึ้นบ่าทั้งตัว ถ้าต้นทุนของแอ้ไม่ดี ไม่มีขุมพลังชีวภาพที่เข้าขั้น อย่างไรก็ไม่ลงไปถึงฐาน ๔ เฮิร์ตซ์นิ่งๆได้นานขนาดนี้หรอก”

“แสดงว่าแอ้เข้าใจผิดมาทั้งชีวิต นึกว่าชาตินี้ไม่มีทางทำสมาธิแบบสงบนิ่งกับใครเขาได้ เพราะฟุ้งซ่านเหลือเกิน เคยลองพยายามนะ แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าตลอด”

“คนเก่งๆส่วนใหญ่เข้าใจผิดอย่างนั้นกันหมดแหละ พวกที่ของแรง บ้าพลัง มักมีขุมพลังแรงสูง ขับดันให้คิดโน่นคิดนี่ล้นๆ สมองส่วนหน้าเลยทำงานหนักกว่าเพื่อน พอมานั่งสมาธิก็ใช้สมองส่วนหน้านำ  อยากสงบเดี๋ยวนั้นบ้าง อยากแช่งชักหักกระดูกความฟุ้งซ่านบ้าง จึงยากจะออกจากโหมดคิดในหัว ไปเป็นโหมดรู้สึกตัวจากกลางอก อันเป็นฐานสำคัญของสมาธิ”

หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มด้วยความสนใจจริงจัง กดปุ่มยกเก้าอี้ขึ้นตั้งในระดับนั่งธรรมดา เพื่อคุยกับเขาให้ถนัดขึ้น

“เมื่อกี๊แอ้ก็รู้สึกเหมือนมีลานกว้างออกมาจากกลางอกจริงๆแหละ อธิบายเป็นการทำงานของสมองได้ไหมว่าทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น?”

“เพราะเมื่อ posterior cingulate cortex กับกลุ่มเนื้อสมองบริเวณ insula ทำงานร่วมกัน จะเกิดการรับรู้ภายในร่างกาย เช่น การรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ การหายใจ และอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนั้น ศูนย์กลางการรับรู้ออกมาจากกลางอกจริงๆ ไม่ใช่ขั้วความคิดในหัว”

“อ๋อ…” เรือน‌แก้วครางยาวอย่างเห็นภาพตาม “แล้วการฝึกหายใจแบบที่พระพุทธเจ้าสอน ช่วยลดการทำงานสมองแบบคิดในหัวมาเป็นรู้จากกลางอกได้ยังไง?”

“คือท่านให้แนวทางเป็นขั้นๆว่า หายใจอย่างไรถึงจะแฮปปี้กับลมหายใจได้นานพอ จนตัวเบา หัวหูโล่ง เกิดปีติสุขมากพอจะดับความคิด รับรู้ออกมาจากใจกลางจิต ซึ่งนั่นก็คือการสลับขั้วจากในหัวมาอยู่กลางอกได้ง่าย”

“พอเต้ไปเรียนกับปู่ชนะ แล้วใช้นิวโรแล็บช่วยอีกแรง ป่านนี้น่าจะไปได้ไกลแล้วสินะ”

“ยังไม่ค่อยได้ฝึกเท่าไร สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมแทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะพยายามเทรนเอไอของนิวโรแล็บให้สอนอานาปานสติเป็น”

“โอ้!” เรือน‌แก้วตาตื่น “นี่คงมาเป็นอาวุธเสริมทัพให้โครงการ ‘ขอเลือกเกิด’ อย่างอลังการแน่เลย”

“ถูก! โปรเจกต์เราจะง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงต้นที่ยังขาดหลักฐานเป็นเด็กระลึกชาติ ลองคิดดูว่าหากผู้เข้าร่วมโปรเจกต์ทั้งหลายระลึกชาติได้แบบแอ้ โดยมีเอไอช่วยไกด์ ข้อกังขาของผู้คนจะน้อยลงเพียงใด แล้วความมุ่งมั่นขอเลือกเกิดจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน!”

← กลับหน้าหลัก