วาทะดังตฤณ ฉบับชวนคิด



กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



วาทะดังตฤณจาก ทางนฤพาน



เกาทัณฑ์เป็นหนุ่มอัตตาสูงที่เริ่มเบื่อความสมบูรณ์แบบ

แพตรีเป็นสาวน้อยที่คอยรักแท้จากอดีตชาติ

เรือนแก้วเป็นสาวไฟแรงที่สับสนกับความต้องการของตนเอง

แต่ละคนมีความทุกข์เพิ่มขึ้นอีกหลังจากโคจรมาพบกัน





… ถ้าเหลือแต่ใจที่เสมอกับธรรมชาติ เลิกดิ้นรน เลิกเป็นเชื้อไฟอย่างสิ้นเชิง คนเราเป็นสุขได้ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก เพราะบนสวรรค์อาจมีความน่าขัดใจ จัดเป็นทุกข์ทางใจชนิดหนึ่ง การดับทุกข์อย่างสนิทเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน พิสูจน์ได้ก่อนตาย เชื่อได้สนิทใจเดี๋ยวนี้ ต่างจากโลกหน้า ที่ต้องตายเสียก่อนถึงรู้ว่าเรื่องกุหรือของจริง (บทที่ ๑)



… การสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล ถ้าคลี่เวลาออกเป็นเส้นตรงและสามารถเห็นได้จริงทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตพร้อมกัน เราคงเห็นตัวเองได้ของรักแล้วเสียของรัก หัวเราะแล้วร้องไห้ พบแล้วพลัดพราก ย้อนเวียนกลับไปกลับมา สลับกันเป็นสายโซ่ยืดยาว (บทที่ ๑๔)



… เป็นชาวพุทธชั้นเลิศนั้น ใช่ว่าวัดกันที่ความผ่องใสของหน้าตา ทำบุญมากน้อย นั่งสมาธิสำเร็จฌาน หรือกระทั่งเข้าถึงวิปัสสนาญาณรู้เห็นธาตุธรรมสูงส่งเท่าไหร่ แต่วัดกันง่าย ๆ ว่าทำใจตัด ทำใจละวางได้แค่ไหน เสมอต้นเสมอปลายเพียงใด (บทที่ ๑๔)



… “ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเคยตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรผู้เป็นอรหันต์ว่ากรรมดีและกรรมชั่วลบล้างกันได้หรือไม่ พระมหาเถระทูลตอบโดยจับเค้าจาก ‘โลณกสูตร’ ซึ่งพระพุทธองค์เคยเทศน์โปรดไว้ คือถ้าแทนคำว่า ‘ลบล้าง’ ด้วย ‘ละลาย’ จะฟังง่ายขึ้น ความดีสามารถละลายความชั่วให้จางหายได้ เช่นเดียวกับที่นำเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในอ่างที่มีน้ำปริมาณน้อย เราจะเห็นว่าน้ำในอ่างนั้นมีรสเค็มอยู่ แต่เมื่อเติมน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความเค็มนั้นจะจางลงทุกที กระทั่งหายไปไม่เหลือรสเค็มเลย โดยเฉพาะเมื่อปริมาณของน้ำนั้นมากเหลือเกิน ทั้งที่จริงเกลือก็ยังคงอยู่ในอ่างไม่ระเหยหายไปไหน อย่างนี้ท่านเรียกทำกรรมชั่วให้อยู่ในสภาพ ‘มีเหมือนไม่มี’ นั่นเอง” (บทที่ ๑๔)



… เรื่องไม่คาดฝันมีอยู่มากมาย จะร้ายหรือดีล้วนปรากฏเหมือนความบังเอิญ แต่น้อยคนจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตอย่างแรงนั้น ที่แท้เป็นวิบากกรรมอันมีจริง เห็นได้จริง ไม่มีเรื่องใดบังเอิญเลย จะเป็นเวลาไหน โยงใยกับใคร กรรมเป็นผู้คัดเลือกทั้งสิ้น (บทที่ ๒๑)



… กระแสทุกข์ของสังสารวัฏเชี่ยวกรากนัก เหมือนมีแรงปรารถนาให้ส่ำสัตว์เวียนว่ายไปชั่วอนันตกาล เห็นแล้วลืม ลืมก็คือไม่รู้ ไม่รู้แล้วก่อร่างสร้างชาติ แต่ละชาติก็รู้คิดแค่เท่าที่ตาเห็น เป็นอยู่ได้แค่เท่าที่กำเนิดอำนวย ฉวยได้แค่ความสุขเท่าไอน้ำที่มากับลมแล้งเกาะมือแล้วระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว ย่ำลุยขี้เยี่ยวของตนเองในบั้นปลาย จึงค่อยสำนึกว่าในวัยต้นชีวิตถูกหลอกให้หลงรูป หลงเสียง ปิดบังความแก่ ความเจ็บ ความตายที่ปรากฏทนโท่รอบตัว ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาถึงตน (บทที่ ๒๒)



… "เห็นคนตายก็หมายรู้เดี๋ยวกูด้วย

อีกไม่ช้าชราป่วยแล้วม้วยสูญ

ศพวางนอนอย่างขอนไม้คล้ายอิฐปูน

รอขึ้นเผาให้เอาศูนย์มานับกาย

เหลือเพียงชื่อให้ลือจำทำไมเล่า

เขาก็รอคอขึ้นเขียงเรียงจากหาย

เหมือนกับเราเฝ้าจดจำแล้วกลับตาย

ชื่อก็วายกายก็วางว่างหมดกัน"


(ทางนฤพาน บทที่ ๒๔)



… เราทุกคนครึ่งดีครึ่งร้ายกันตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็ให้เรารู้อยู่ในใจตอนทำอะไรสักอย่าง ว่ามันดีหรือร้าย แล้วธรรมชาติก็อนุญาตให้เราเลือกได้ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่จำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลยเสมอไป หากเรา ‘หวัง’ หรือ ‘อยาก’ เป็นคนดี นั่นแปลว่ามีความตั้งใจดักเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้ามาอย่างนี้ เราจะโต้ตอบอย่างนั้น การกำหนดใจไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญมาก มันจะทำให้เราไม่ลังเลเมื่อถึงเวลาจริง ทุกอย่างจะเป็นไปเองเหมือนโปรแกรมที่ตั้งไว้อัตโนมัติ (บทที่ ๒๕)



… อันตรายของสังสารวัฏใหญ่หลวงก็ด้วยเหตุนี้ ตายแล้วไม่มีอะไรประกันเลยว่าเกิดใหม่จะเป็นอย่างไร คิดอย่างไร แม้เคยดีแสนดี หรือความรู้ท่วมหัวท่วมหูขนาดไหนก็ตาม ต่อเมื่อถึงโสดาปัตติผลขึ้นไปแล้ว จึงชื่อว่าปลอดภัย แม้ยังต้องเดินทางอีก ก็จะไหลไปตามกระแส ลอยตัวถึงฝั่งนิพพานจนได้ ไม่หลงลงต่ำอีกเลย" (บทที่ ๒๖)



… การนุ่งเหลืองห่มเหลืองเป็นเพียงเปลือกนอก การปฏิบัติจิตให้เกิดความโน้มเอียงเข้าสู่มรรคผลแบบพระสำคัญกว่า พูดง่าย ๆ การปฏิบัตินั้นอยู่ที่เครื่องห่อหุ้มจิต ไม่อยู่ที่เครื่องห่อหุ้มกาย (บทที่ ๒๖)



... "อุปมาจิตคิดร้าย ดังกา

คิดดีงามเลิศฟ้า พญาหงส์

สักแต่เรียงโบกบินร่า ครู่หนึ่ง สลายตัว

แลชุมกลับวายโล่ง อนาถแท้อนัตตา"


(ทางนฤพาน บทที่ ๒๗)



... "เท็จ นั้นคนพูดย่อม ทิ้งรอย

จริง แล้วไม่เคยลอย เลื่อนเปื้อน

สิ่ง เดียวในหนึ่งร้อย เล่ห์ลิ้น ลมคน

ลวง ด้วยคำเอ่ยเอื้อน อาจย้อนรัดคอ"


(ทางนฤพาน บทที่ ๒๗)



… "รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส

กิเลสมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย

สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่าที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" (บทที่ ๒๘)