ถาม - ปฏิบัติธรรมแล้วยังมีความรักได้ไหม?
ได้ แต่ต้องปฏิบัติกันเป็นจริงๆทั้งคู่
จะยิ่งรู้ว่ารักที่รุนแรงทั้งความรู้สึกทางกายและทางใจเป็นอย่างไร
สำคัญคือแต่ละฝ่ายไม่เป็นกันจริง กับแค่ถือศีล ๕
ก็ไม่เข้าใจแล้วว่าถืออย่างไร ถือไปทำไม
อย่าพูดถึงนั่งสมาธิ เอาสมาธิมาเจริญปัญญากัน
เมื่อทั้งคู่รู้จักอริยสัจ ๔ จริงๆ
เข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์
เห็นซึ้งว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร
ต่างฝ่ายต่างเป็นกำลังของกันและกันเมื่ออีกฝ่ายอ่อนแรงลง
ฝ่ายหนึ่งขี้เกียจ อีกฝ่ายก็เตือนให้ขยันตั้งสติ
ตั้งสมาธิ ฝ่ายหนึ่งเผลอทำผิด อีกฝ่ายก็สะกิดให้ระลึกได้ว่าอย่างนี้เซแล้ว
ต้องทรงตัวใหม่แล้ว
การดึงกันปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการสร้างแรงดึงดูดที่เหนือแรงดึงดูดด้วยกรรมร่วมชนิดอื่นใดทั้งสิ้นทั้งปวง
เป็นตัวสร้างความนับถือกันและกันอย่างสูง
เป็นตัวสร้างความสมานฉันท์กลมเกลียวที่แนบแน่นลึกลงไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ
แค่คู่ที่ร่วมกันทำบุญใส่บาตร ร่วมกันช่วยเหลือคนและสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นนิตย์
ก็ประจักษ์แล้วว่าความดีที่ทำร่วมกันเป็นสิ่งลึกลับ
เป็นเชือกร้อยรัดที่เหนียวแน่น สร้างความรู้สึกระลึกถึงกันในทางดีงาม
เห็นอีกฝ่ายแล้วเกิดความอ่อนโยนในใจ แต่คู่ที่ทำบุญในระดับตั้งใจถือศีลร่วมกัน
ปวารณาตัวให้อีกฝ่ายตักเตือนได้เมื่อเห็นตนเขว
ทำท่าจะด่างพร้อย จะยิ่งเกิดความคิดถึง ความผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าคู่ที่แค่ทำบุญใส่บาตรร่วมกันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า
ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถสอนอีกฝ่ายให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ
สร้างตัวรู้ขึ้นมาได้ หรือเป็นสมาธิด้วยกันทั้งคู่มาก่อน
เข้าที่ภาวนา นั่งสมาธิร่วมกันเสมอ จะเข้าใจความรักฉันหญิงชายอีกแบบที่ประหลาดมาก
แค่อยู่ใกล้กันเฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไร
ก็เหมือนเป็นแรงเสริมให้อีกฝ่ายเป็นสุขได้อย่างน่าแปลกใจ
ยิ่งหากแต่ละฝ่ายรู้จักคิด รู้จักพูดจา ก็จะมีมิติของสัมพันธภาพที่หลากหลาย
เวลาหนึ่งอาจคุยกันได้มากมายสารพัดเรื่อง
อีกเวลาหนึ่งอาจรู้จักการอยู่ร่วมกันเงียบๆเพื่อฟังเสียงของใจแต่ละฝ่าย
เมื่อคิดอะไรก็เหมือนจะรู้กัน เมื่อขยับนิดหนึ่งก็เหมือนเดาถูกว่าจะทำอะไร
มีคู่รักนักเขียนฝรั่งที่เข้าใจเรื่องการทำสมาธิร่วมกัน
เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ออกมาเป็นคุ้งเป็นแคว
เรื่องก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมาย คนที่อยู่คู่กันนั้น
เป็นแรงทำลาย แรงที่กดให้ใจอีกฝ่ายตกต่ำก็ได้
หรือจะเป็นแรงเสริมกันให้รู้สึกสูงส่ง
ให้เกิดความสุขก็ได้ ยิ่งมีกำลังจิตมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งให้ผลบวกลบมากขึ้นเท่านั้น ทีนี้ถ้าทำสมาธิถึงระดับที่มีกำลังแรง
แถมลากจูงกันไปดี นอกจากเสริมกันในทางบวกแล้ว
ยังสื่อใจถึงกันได้ เพราะคลื่นจิตใต้สำนึกและเหนือสำนึกสานกันในที่ใกล้บ่อยๆนั่นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจถ้าฝ่ายหนึ่งพบเรื่องน่ายินดีมาก
อีกฝ่ายที่อยู่ไกลออกไปก็สามารถสำเหนียกถนัด
ถ้ามองในมุมของผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์จากสังสารวัฏจริงๆ
การอยู่ร่วมกันและปฏิบัติธรรมร่วมกันก็มีผลเสียร้ายกาจอยู่อย่าง
นั่นคือถ้าปฏิบัติไปไม่ถึงขั้นปลดขอเกี่ยวให้จิตแยกจากอุปาทานได้แล้ว
จะมีความติดเนื้อต้องใจกันชนิดแยกจากกันไม่ได้
เมื่อเย็นร่วมกันถึงที่สุด ก็ร้อนแรงตามครรลองโลกด้วยกันที่สุดเช่นกัน
จะสลับขั้วร้อนเย็นเป็นช่วงเป็นพักเหมือนพายเรือในอ่าง
หนีไปไหนไม่รอด เสียเวลาในช่วงก่อนแก่ตัวไปกับวิถีโลกเป็นสิบๆปี
หรืออาจชวนกันอธิษฐานขอไปนิพพานกันในชาติอื่นไปเลย
ในมุมมองของผู้เห็นรูปนามเป็นทุกข์
การอยู่ตัวคนเดียว ปฏิบัติธรรมโดยลำพัง เที่ยวไปอย่างสันโดษเอกา
นับเป็นความสุขอันประเสริฐแท้ แต่เมื่อยังข้องอยู่
ยังสงสัยอยู่ ยังอยากในรสอยู่ จะเรียนรู้ชีวิตคู่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ตั้งใจไว้ดีๆ
มองหน้าคู่รักเราแล้วอธิษฐานไว้ว่า
อยู่ด้วยกันแล้วจะมีทุกข์ใดปรากฏ
ก็ขอใช้เป็นบทเรียน ผลักดันให้ปรารถนาดับทุกข์จนสนิท เมื่ออยู่ร่วมกันจริงๆแล้วเกิดเหตุการณ์เลวร้าย
หรือพลาดพลั้งตกทุกข์สาหัสประการใด
จะได้มีภาคหนึ่งระลึกว่าเราเคยเตรียมใจรับเรื่องนี้มาก่อน
จะใช้ทุกข์นี้เป็นบทเรียนไปนิพพาน
และพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำใจเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลกัน
ไม่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา
การได้คู่ครองที่ประเสริฐ ดึงกันไปดีนั้นยากแสนยาก
แต่ถ้าหาได้ก็ควรหา อย่ายึดถือกันที่หน้าตา
เพราะหน้าที่ฉาบบังความเลวไว้นั้นนานไปเหม็นได้
แต่ใบหน้าเรียบสงบที่อาบด้วยความดีงามนั้นหอมหวนไม่เปลี่ยนแปลงเลย
http://larndham.net/narupan/PantipSakajcha02.htm