 |
|
 |
 |
 |
| พุทธพจน์
ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยปัญญา อันหากิเลสมิได้ เพราะรากแห่งกิเลสทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว เปรียบได้กับสระโบกขรณี มีน้ำสะอาดเย็นใสตลอด มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์ และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มีแนวป่าอันทึบ ย่อมให้ความสุขสำราญอิ่มหนำแก่ผู้ที่กำลังร้อน เหนื่อย และหิวกระหาย หลังจากลงสระ อาบน้ำ ดื่มน้ำ ระงับความกระวนกระวายจากความเหน็ดเหนื่อยหิวกระหาย และดับความร้อนตามเนื้อตัวแล้ว เขายังสามารถขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น เพื่อเสวยสุขสถานเดียว (มหาสีหนาทสูตร)
ความตั้งอยู่ของสิ่งที่จะดับสูญไปเปล่าๆ อันได้แก่กายมนุษย์ที่เดี๋ยวเกิดสุขเดี๋ยวเกิดทุกข์นี้ ถือว่าเป็นเท็จ แต่สิ่งใดไม่เลอะเลือนไป อันได้แก่นิพพาน ถือว่าเป็นจริง (ธาตุวิภังคสูตร)
สิ่งน่าพึงพอใจในมนุษยภูมิและเทวภูมินั้น มนุษย์และเทวดาอาจเห็นว่าเป็นสุข ส่วนพระอริยเจ้าย่อมทราบตามจริงด้วยปัญญาว่า สิ่งน่าพอใจเหล่านั้นเป็นทุกข์ ส่วนนิพพานอันสงบระงับจากกายใจ ที่มนุษย์และเทวดาสำคัญว่าเป็นทุกข์นั้น เหล่าอริยเจ้าทั้งหลายย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบแล้วว่าเป็นสุข (ทวยตานุปัสสนาสูตร)
เพื่อจะเป็นผู้ไม่ก่อบาปถึงขั้นที่จะเข้าถึงนรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ และเปรตภูมิ กับทั้งจะไม่ตายเสียก่อนจะบรรลุถึงโสดาปัตติผล พึงเป็นผู้เชื่อมั่นไม่หวั่นไหว หรือเพียรรู้ด้วยปัญญา ในความจริงอันมีอยู่ในกายใจของแต่ละคน ตามเราชี้ให้เห็นอย่างนี้ คือ รูปทั้งหลายไม่เที่ยง สุขทุกข์ทั้งหลายไม่เที่ยง ความจำทั้งหลายไม่เที่ยง เจตนาดีชั่วทั้งหลายไม่เที่ยง ความรับรู้ทั้งหลายไม่เที่ยง (โอกกันตสังยุต)
พระอัครสาวกแก้ความเห็นที่ผิดให้พระยมกะ
ดูกรยมกะ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสว่าพระอรหันตขีณาสพตายแล้วย่อมขาดสูญ จงทำไว้ในใจเถิดว่ารูปอันเป็นไปในกายนี้ไม่เที่ยง สุขทุกข์ไม่เที่ยง ความจำไม่เที่ยง เจตนาดีชั่วไม่เที่ยง ความรับรู้ไม่เที่ยง ท่านไม่พึงเห็นว่ากายนี้เป็นบุคคล ไม่พึงเห็นสุขทุกข์เป็นบุคคล ไม่พึงเห็นว่าความจำเป็นบุคคล ไม่พึงเห็นว่าเจตนาดีชั่วเป็นบุคคล ไม่พึงเห็นความรับรู้เป็นบุคคล โดยที่แท้ ท่านจะค้นหาสัตว์หรือบุคคลในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยแม้ในปัจจุบัน ควรหรือที่ท่านจะยืนยันว่าพระอรหันตขีณาสพตายแล้วย่อมขาดสูญ? (ยมกสูตร)
มุมมองอันควรได้จากพุทธพจน์
ในการเปรียบเปรยของพระพุทธองค์ ที่ผ่านมาทั้งหมด ไล่ตั้งแต่นรกภูมิมาจนถึงเทวภูมิ ล้วนเป็นกับดักหรือไม่ก็ที่พักชั่วคราว คุณยังต้องเดินทางต่ออย่างเป็นทุกข์ เพราะกระวนกระวายจากความหิวไม่เลิก
เพิ่งครั้งนี้เอง ที่พระพุทธองค์่ทรงเปรียบเทียบ "ความหลุดพ้นจากกิเลส" เป็นสระโบกขรณีกับราวป่าชอุ่มทึบ ซึ่งไม่ใช่กับดักอย่างแน่นอน และสำหรับคนหิวกระหายย่อมไม่ใช่แค่ที่พักอีกต่อไป ทว่าคือเป้าหมายอันเป็นที่สุดของการเดินทางแสวงหาน้ำดื่มเลยทีเดียว เมื่อมาถึงแล้วย่อมได้ดื่มกิน ได้นอนพักอย่างสำราญตลอดไป ไม่ต้องแสวงหาน้ำดื่มจากแห่งหนตำบลไหนอีก
พวกเราต่างก็เป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว เวียนว่ายตายเกิดอย่างเป็นทุกข์เป็นร้อนตลอดมา ได้มาเพื่อเสียไป เสียไปแล้วได้ใหม่ ชีวิตนี้คุณเคยได้มาและเสียไปแค่ไหน ชีวิตก่อนๆรวมกันแล้วเคยได้มาและเสียไปยิ่งกว่านั้นนับอนันต์ หากเปรียบว่าชาตินี้ได้น้ำมาหนึ่งหยด ที่คุณเสียไปทุกชาติที่ผ่านมารวมแล้วยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งหมด!
การได้มาและเสียไปนั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดความอยากโน่นอยากนี่ไม่หยุด ความอยากนั่นแหละคือตัณหา ตัณหานั่นแหละคือความหิวกระหาย แถมไม่รู้ตัวว่าแท้จริงแล้ว ที่หิวนั้นหิวน้ำ ที่หานั้นหาน้ำ แล้วจะไปทราบได้อย่างไรว่าแหล่งนำ้ต้องไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็ต้องหาแหล่งพักกลางทาง เพื่อลุกขึ้นดั้นด้นต่อไป นี่แหละเรียกว่า "สัมภเวสี" ซึ่งความหมายดั้งเดิมคือผู้แสวงหาที่เกิด คือ ต้องเกิดในที่ใดที่หนึ่ง เกิดแล้วต้องตายจากที่นั้น เพื่อให้กรรมจัดสรรที่เกิดใหม่แล้วๆเล่าๆไม่ได้เลิก
การเวียนว่ายตายเกิดไม่เคยให้ความอิ่ม ไม่เคยให้ความพอ จึงไม่เคยมีการยุติการท่องเที่ยวอันวกวนได้เอง เว้นแต่จะได้ผู้ชี้ทางเช่นพระมหาบุรุษผู้เป็นจอมศาสดา การเดินทางสู่สระโบกขรณีเพื่อยุติความวกวนในเขาวงกตซ้ำซาก จึงเริ่มต้นขึ้นได้
ทุกอย่างที่เราเชื่อ ทุกอย่างที่เราคิด ทุกอย่างที่เราแสดงความเห็นไป จะเขลาหรือฉลาดก็ตาม ล้วนงอกเงยขึ้นมาจากราก อันได้แก่ความไม่รู้ตามจริง นึกว่ากายใจคือเรา นึกว่าเรามีอยู่ในกายใจ จากนั้นก็ตัดสินว่าอะไรน่าเอา อะไรน่ามี อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม
ต่อเมื่อเห็นตามจริงว่ากายใจแบบนี้ ตลอดจนกายใจแบบอื่นในภพภูมิอื่น เป็นเพียงเครื่องล่อให้หลงยึด จึงค่อยเกิดปัญญาทีละน้อย มีสติรู้เป็นขณะๆว่ากายใจแสดงความไม่เที่ยงออกมาโต้งๆอยู่ตลอดวันตลอดคืน นับแต่ลมหายใจ ความเคลื่อนไหว สุขทุกข์ ภาวะทางใจที่เดี๋ยวก็สงบเดี๋ยวก็ฟุ้ง ตลอดเรื่อยไปจนกระทั่งความจำ ความนึกคิดที่กลับไปกลับมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งหลายทั้งปวงมันมีตรงไหนที่ควรให้เข้าไปสำคัญว่าเที่ยงแน่ เป็นเราแน่
ไม่ว่าคุณจะพอใจหรือไม่พอใจ อย่างไรทุกสิ่งที่มีก็ต้องดับหายไปอยู่ดี แต่หายแล้วกลับดับความหิวในส่วนลึกไม่ได้ จึงควรที่เราจะเอาคำตอบอันเป็นยอดแห่งประโยชน์ของพุทธศาสนา นั่นคือ ทำอย่างไรจะตัดอาลัย ตัดยางเหนียว และตัดความหิวได้อย่างถาวร
กรรมอันควรแก่รสวิมุตติสุข
นิพพานเป็นรสอันเยี่ยม และอะไรที่เยี่ยมก็มักได้มายาก ไม่ใช่เพียงให้ทานรักษาศีลแล้วจะเข้าถึงกันง่ายๆ แต่การให้ทานและการรักษาศีลนั่นแหละ คือก้าวแรกของการเดินทางไปสู่นิพพาน เพราะจะช่วยให้จิตมีความไม่เดือดร้อน ไม่กระสับกระส่าย พร้อมจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ ดัดจิตที่คดให้ตรง เพื่อเห็นตามจริงว่าอะไรๆกำลังแสดงความไม่เที่ยงอยู่ทุกขณะ กระทั่งรู้สึกว่าทั้งตัวที่กำลังปรากฏอยู่เดี๋ยวคือที่ตั้งของความไม่เที่ยง หาใช่ที่ตั้งของตัวตน อุปาทานจึงฉีกขาด เสมือนเปิดหลังคาที่ครอบเราไว้ในห้องแคบ ให้แหงนมองขึ้นไปเห็นท้องฟ้ากว้างได้
การฝึกรู้ตามจริงว่าอะไรๆต่อหน้าต่อตาล้วนแสดงความไม่เที่ยงนั้น เรียกว่าการเจริญสติ การเจริญสติเป็นกรรมชนิดหนึ่ง ไม่ใช่กรรมดำ ไม่ใช่กรรมขาว แต่เหนือกว่านั้น คือเป็นกรรมที่อยู่เหนือขาวเหนือดำ จะเรียกให้ง่ายว่าเป็น "กรรมใส" ก็ได้ เพราะในที่ที่กรรมนี้เผล็ดผลเต็มที่ มีแต่บรมสุขอันบริสุทธิ์ถาวร จิตไม่ถูกปรุงแต่งให้ขาวหรือดำ แต่จะบริสุทธิ์ใส และไม่กลับมาเป็นทุกข์ได้อีกเลย
นิมิตบอกลาง
นิมิตบอกลางจะไม่เกิดขึ้นกับพระอรหันตขีณาสพ จิตดวงสุดท้ายจะวูบหายไปเฉยๆเหมือนเปลวเทียนดับ จากนั้นพระอรหันต์จะอยู่ในความเป็นอมตะที่ไร้ร่องรอย ไม่ต่างจากรอยเท้านกในอากาศ
สำหรับผู้มีความเพียรน้อย การเห็นนิพพานอาจไม่เกิดขึ้นระหว่างมีชีวิต แต่พระพุทธองค์ก็ทรงให้ช่องทางไว้ เพราะขณะใกล้ตายนั้น จิตของผู้สั่งสมศรัทธา สั่งสมทาน สั่งสมศีลไว้มากแล้ว จะมีความหนักแน่น พร้อมจะเป็นฌานในแบบรู้เห็นกายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนได้ถนัด ซึ่งก็หมายถึงประตูนิพพานจะเปิดง่ายแล้ว
วิธีชี้ทางนิพพานแก่ผู้ป่วยใกล้ตายง่ายๆแต่ได้ผลนี้ มาจากการที่เคยมีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าผู้ป่วยพอมีสติปัญญา แต่กำลังเสวยทุกข์จากการเป็นไข้หนักใกล้ตาย ควรบอกทางแก่เขาอย่างไรดี
พระพุทธองค์ตรัสว่าให้สอนอย่างนี้ คือ จงเบาใจเถิดว่าเธอมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ มีศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นอิสระ มีศีลอันครอบงำความหลงผิดได้แล้ว ศีลนี้เองเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต
จากนั้นให้ถามผู้ป่วยว่ายังมีความห่วงใยในมารดา บิดา บุตร ภรรยา อยู่หรือไม่? ถ้าหากผู้ป่วยตอบว่ายังห่วงใย ก็ให้กล่าวว่าทุกคนต้องตายเป็นธรรมดาเหมือนกับเรา ถึงเราใส่ใจห่วงใยหรือไม่ห่วงใยในมารดา บิดา บุตร และภรรยา พวกเขาก็จะต้องตายตามไปอยู่ดี ฉะนั้น ขอให้ละความห่วงใยในบุคคลเหล่านั้นเสียเถิด
หากเขารับว่าสามารถละความห่วงใยในบุคคลรอบตัวได้แล้ว พึงถามเขาอีกว่ายังมีความอยากได้ข้องติดในกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่หรือ? หากผู้ป่วยตอบว่ายังข้องติด ก็ให้กล่าวโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประกันว่า กามอันเป็นทิพย์ยังดีกว่า ประณีตกว่ากามอันเป็นของมนุษย์ ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากกามอันเป็นของมนุษย์ แล้วน้อมจิตไปในเทวดาชั้นต่างๆเถิด
หากเขารับว่าสามารถละความอยากได้ข้องติดในกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์ได้แล้ว พึงกล่าวว่าความสุขแม้ที่เหนือกว่ากามคุณ ๕ ในภพเทวดายังมี คือความสุขจากการเข้าสมาธิฌานในพรหมโลก แต่แม้จะได้เป็นถึงรูปพรหมและอรูปพรหมก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังนับเนื่องในความหลงผิดยึดมั่นถือมั่นว่าภพนั้นๆว่าเป็นตน ขอจงพรากจิตให้ออกจากเทวโลกและพรหมโลก แล้วนำจิตเข้าไปในความดับจากการยึดมั่นถือมั่นเถิด
หากเขารับว่าสามารถถอนความยึดมั่นแม้ในเทวโลกและพรหมโลกแล้ว และได้นำจิตเข้าไปในความดับจากอาการยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอะไรๆแล้ว เช่นนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่าท่านไม่กล่าวถึงความต่างอะไรกันระหว่างผู้มีจิตพ้นแล้วอย่างนี้ กับภิกษุผู้พ้นแล้วตั้งร้อยปี เพราะต่างก็พ้นด้วยวิมุตติเหมือนกัน
หากจังหวะใกล้ตายอันเป็นโอกาสทองนั้น จิตของผู้ป่วยทบทวนอยู่โดยอาการเช่นที่กล่าวมานี้ กระทั่งหมดความไยดี หมดความข้องติดพะวงในอะไรๆ แล้วตั้งมั่นอยู่ในความผ่องใสไร้มลทิน ก็จะมีกำลังเพียงพอต่อการปล่อยวางภพภูมิทั้งหลายด้วยปัญญาอันชอบได้
สภาพแวดล้อมของนิพพาน
นิพพานไม่ใช่ผลของกรรม ไม่ใช่ภพภูมิ ฉะนั้น จึงไม่มีสภาพที่มนุษย์และเทวดาจะเห็นด้วยตาเปล่า ไม่อาจกำหนดว่าเป็นรูปเหลี่ยมหรือรูปกลม เป็นอากาศว่างหรือทึบตัน ทุกอย่างต่างไป พ้นจากวิสัยที่เราเคยรับรู้จากประสาทหยาบ และผู้พบมาแล้วก็ไม่อาจเอ่ยถึงว่ามหัศจรรย์ปานใด ได้แต่กล่าวบอกเป็นนัยว่าขืนคิดไปก็ฟุ้งซ่านเปล่า คล้ายกับปลาใต้น้ำย่อมงุนงงสงสัย เมื่อเต่าขึ้นบกแล้วกลับลงมาเล่าให้ฟังว่าบกเป็นอย่างไร อากาศว่างและเวิ้งฟ้าสวยงามปานไหน
การเจริญสติทั้งหมดเป็นไปเพียงเพื่อไหลเข้าไปรวมกับมหาสมุทรแห่งความว่างซึ่งมีอยู่ก่อน ไม่ใช่เจริญสติแล้วมหาสมุทรแห่งความว่างจึงปรากฏในภายหลัง ถ้าจะคิดถึงมหาสมุทรแห่งความว่างนี้ด้วยอาการคะเน พระพุทธเจ้าตรัสแนะให้คิดถึงความเป็นบรมสุข มีความเป็นอนันต์ สว่างแจ้งทั่วตลอด ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครทำ และไม่อาจตายไป แต่ผู้เจริญสติสามารถเข้าไปรู้ได้เฉพาะตนตั้งแต่ยังไม่ตาย
อย่างที่เราเห็นกันอยู่นี้ จะเป็นตัวคนอ่านหรือหนังสือก็ตาม เรียกว่า "มีขึ้นด้วยเหตุ" ดับจากที่เห็นที่เป็นอยู่นี้ เรียกว่า "ไม่มีแล้ว เพราะเหตุดับ" แต่นิพพานอยู่เหนือกว่าการมีและการไม่มี จึงพ้นวิสัยที่จะบรรยายด้วยคำพูดที่ "ติดอยู่กับการมี" ขอเพียงให้ย้ำระลึกไว้เถิดว่า พระพุทธเจ้าให้คิดถึงนิพพานโดยความเป็นบรมสุข เป็นรสอันเหนือรสทั้งปวง จะได้มีกำลังใจเข้าให้ถึงอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับต่อไป
|
 |
 |
|


 |
 |
 |