31


สำรวจความพร้อมบรรลุมรรคผล
พุทธพจน์

๑) รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
) รู้ชัดว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
๓) รู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
๔) รู้ชัดว่าปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
๕) รู้ชัดว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
๖) รู้ชัดว่าสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต
๗) รู้ชัดว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ในจิต

อนึ่ง โพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย โพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
(มหาสติปัฏฐานสูตร - ธัมมานุปัสสนา - โพชฌงคบรรพ)

ลงมือปฏิบัติ

เมื่อเจริญสติตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าตามลำดับโดยไม่เลิกล้มกลางคัน นักเจริญสติรู้สึกถึงความเป็นไปได้ที่จะบรรลุมรรคผล ด้วยการมีปกติเห็นว่ากายใจไม่ใช่บุคคล ไม่แม้กระทั่งอยากได้มรรคผลเพื่อตนเอง เพราะอุปาทานว่ามีตนลดน้อยถอยลงทุกที

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเข้าใกล้มรรคผลมีหลายแบบ แบบไม่รู้อะไรเลยแต่นึกว่ารู้ก็มี แบบย้ำหลอกตัวเองให้เชื่อว่าเข้าใกล้ภาวะบรรลุมรรคผลเข้าไปทุกทีก็มี แบบสำคัญผิดคิดว่าภาวะของจิตบางอย่างเฉียดมรรคเฉียดผลก็มี ตัวความรู้สึกจึงไม่ใช่เครื่องประกันที่ดี ตรงข้าม อาจลวงเราให้ไขว้เขว มัวหลงเมากิเลสรูปแบบใหม่ก็ได้

เราจึงควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้ตรวจสอบคุณภาพของจิตว่าพร้อมบรรลุมรรคผลจริง และเป็นหลักเกณฑ์ชนิดที่เราสามารถเทียบวัดได้ด้วยตนเอง อาศัยประสบการณ์ภายในมาตัดสินว่าใช่หรือไม่ใช่ โดยภาวะดีๆทางใจที่เป็นสัญญาณบอกเหตุว่า "จวนแล้ว" นั้น รวมเรียกว่า "โพชฌงค์" มีอยู่ ๗ ประการ ดังนี้

) มีสติเป็นอัตโนมัติ

สติคือความสามารถในการระลึกรู้ได้ และไม่ใช่อะไรที่สูงส่งพิสดารเกินจินตนาการ เอาแค่ง่ายๆอย่างเช่นตอนนี้กายนั่งอยู่รู้ไหมว่ากายนั่งอยู่ ถ้ารู้ก็นั่นแหละ ปากทางไปนิพพาน

อย่างไรก็ตาม สติชนิดที่พร้อมจะพาไปถึงมรรคถึงผลได้จริงนั้น หมายถึงรู้ได้เอง และรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องคอยคุมสติ ไม่ต้องคอยระวังตั้งใจ เปลี่ยนท่านั่งก็รู้ เปลี่ยนจากสบายเป็นอึดอัดก็รู้ เปลี่ยนจากสงบเป็นฟุ้งก็รู้ เปลี่ยนจากจิตดีๆเป็นจิตตกก็รู้ เปลี่ยนจากปลอดโปร่งเป็นกระโจนออกไปหาเหยื่อล่อทางหูตาก็รู้ กล่าวโดยย่นย่อ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับกายใจก็รู้อยู่อย่างเป็นอัตโนมัติ ไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่เผลอ เหม่อ หรือหลงลืมไปว่ากายใจเป็นอย่างไร แล้วนานๆทีค่อยมานั่งนึกเอาว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่

การตั้งสตินั้น ยิ่งจงใจออกแรงเพ่งมากขึ้นเท่าไร ตัวตนและมโนภาพแบบนักเพ่งก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ต่อเมื่อออกแรงเพ่งน้อยลง อาการยึดสิ่งที่เพ่งจึงค่อยเบาบางลง และที่สุดเมื่อสติเป็นอัตโนมัติ รู้เองอย่างไร้ความจงใจ ก็เท่ากับขาดชนวนของตัวตนตั้งแต่เริ่ม

การฝึกรู้ลมหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติได้ตั้งแต่เริ่ม จะมีส่วนเกื้อกูลให้เกิดสติอัตโนมัติข้อนี้เป็นอันมาก เพราะคุณจะได้ฝึกออกแรงรู้ให้น้อยที่สุด กระทั่งจิตเกิดอาการไม่เกี่ยงงอนว่าจะให้รู้สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ และพัฒนาเป็นความเคยชินที่จะรู้ไปทุกสิ่งที่กำลังปรากฏเด่น ไม่ว่าลมหายใจ อิริยาบถ สุขทุกข์ สภาพจิต ตลอดจนสภาวธรรมหยาบและละเอียดทั้งปวง

เมื่อไร้ความจงใจ จะเกิดสติแบบ "รู้ตามที่ปรากฏ" ไม่ใช่ "เลือกรู้แค่สิ่งดีๆที่อยากให้ปรากฏ" คุณจะตระหนักว่าแม้ภาวะแย่ๆของกายใจก็ถูกรู้ได้ เช่น ผุดความคิดไม่ดีขึ้นมา หรือเกิดอาการห่อเหี่ยวทางใจขึ้นมา ไหนๆมันก็มาให้ดูแล้ว สติอันเป็นอัตโนมัติจะไม่ปล่อยให้หลุดมือ เสียของไปเปล่าๆเลย

) มีการพิจารณาสิ่งถูกรู้ด้วยปัญญา

เมื่อสติเป็นอัตโนมัติดีแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเท่าทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามจริง และการมีความสามารถล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ตามจริงนั้น ก็จะพลอยได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นชอบ เป็นผู้ทรงปัญญาเยี่ยงพุทธแท้ คือ มีสติรู้ภาวะที่เกิดขึ้นตรงหน้าสดๆร้อนๆ และรู้เห็นโดยความเป็นสภาพเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา แต่หากปราศจากการเห็นโดยความเป็นของเกิดดับ ก็ไม่ได้ชื่อว่าจิตมีปัญญาเห็นตามจริง แค่เห็นไปอย่างนั้นเอง

ยกตัวอย่างเช่นบางคนบอกว่าตนสามารถรู้สึกตัวได้เรื่อยๆ จะขยับเคลื่อนไหวท่าไหนรู้หมด เท่าทันไปหมด อันนั้นก็อาจจะจริงอยู่ ทว่าเขารู้ด้วยอาการ "ยึดมั่น" ว่ากายของเขาขยับ กายของเขาจึงดูเป็นสิ่งคงที่อยู่ ต่อเมื่อเขารู้สึกตัวด้วยอาการ "เห็นจริง" ว่าธาตุขันธ์มันขยับ กายของเขาจึงปรากฏตามจริงว่าเปลี่ยนท่าทางไปเรื่อยๆ เปลี่ยนลมเข้าออกไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไออุ่นไปเรื่อยๆ

กล่าวแบบเฉพาะเจาะจงให้เห็นภาพชัดขึ้น การมีสติรู้ว่ากายขยับนั้น นักยิมนาสติกจัดว่าเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า แต่ก็ไม่มีใครบรรลุมรรคผลเพียงเพราะเล่นยิมนาสติกเก่ง ทั้งนี้เพราะจิตยังถูกหลอกว่า "มีตัวเราขยับได้อย่างเก่งกาจ" หรือ "กายเรายืดหยุ่นว่องไวเหนือคนอื่น" อยู่เสมอ

การมีทั้งสติและปัญญา ย่อมทำให้นักเจริญสติไม่หลงยึดเอาภาวะใดภาวะหนึ่งที่ตนชอบใจมาเป็นเกณฑ์วัดว่าตนใกล้จะถึงมรรคผล ดังเช่นที่หลงยึดกันมากกว่าอย่างอื่น เห็นจะเป็นความรู้สึกว่างๆ พอว่างๆก็มักเหมาว่านั่นคือว่างจากความรู้สึกในตัวตน จึงพยายามกลับไปสู่ความรู้สึกว่างชนิดนั้นท่าเดียว ไม่สนใจภาวะทางกายใจที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน ที่สุดก็ย่อมติดอยู่กับความรู้สึกว่าตนเฉียดมรรคเฉียดผลอยู่อย่างนั้นไปจนชั่วชีวิต ทั้งที่ยังอยู่อีกห่าง ต้องเจริญสติเพื่อรู้ตามจริงอีกมาก

อนึ่ง การพิจารณาธรรมอาจหมายถึงความสามารถในการรับมือกับกิเลสเฉพาะหน้าได้อย่างท่วงทันด้วย เช่น เมื่อเกิดราคะกล้า รู้แล้วว่าราคะเป็นสภาวะเด่นให้เห็นชัดในปัจจุบัน แต่ราคะยังไม่หายไปเพียงด้วยการตั้งสติรู้นั้น ก็เปลี่ยนแผนรับมือกิเลสเสียใหม่ อาจระลึกถึงก้อนเสลดในลำคอ ซึ่งทั้งลื่น ทั้งเหนียว ทั้งเหม็น หากเชี่ยวชาญในการนึก รู้สึกถึงความสกปรกได้ชัด ก็ย่อมถอนราคะได้ทันสถานการณ์ นี่นับเป็นตัวอย่างของปัญญาพิจารณา เลือกเฟ้นข้อธรรมมารับมือกับกิเลสเฉพาะหน้าอย่างถูกฝาถูกตัว

) มีความเพียรพิจารณาธรรม

เมื่อปัญญาในการเห็นสภาวธรรมต่างๆเกิดขึ้นเต็มที่ สิ่งที่จะตามมาเป็นธรรมดาคือความเพียรไม่ย่อหย่อน เพราะพบแล้วว่าหลักสำคัญของการเจริญสติมีอยู่นิดเดียว นั่นคือ "มีอะไรให้ดูก็ดูให้หมด" ซึ่งหมายความว่าดูได้ตลอดวันตลอดคืน ไม่ใช่เข้าสู่สถานที่ปฏิบัติธรรมแล้วค่อยเริ่มความเพียรกันแบบหน้าดำคร่ำเครียด

แม้แต่ขณะที่รู้ได้น้อยที่สุดอย่างเช่นยามขี้เกียจ ยามเหม่อ ยามฟุ้งซ่าน คุณก็ถูกฝึกให้รู้สึกตัวมาแล้ว ว่ากำลังขี้เกียจ กำลังเหม่อ กำลังฟุ้งซ่าน โดยเห็นว่าภาวะเหล่านั้นเป็นสิ่งถูกรู้ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวเรา เกิดได้ก็ดับได้ถ้ามีภาวะขยันอันเป็นปฏิปักษ์มาแทนที่

นักเจริญสติมักปักใจเชื่อผิดๆ นึกว่าความเพียรหมายถึงการย่ำทำอะไรซ้ำๆอยู่กับที่ให้ต่อเนื่องนานๆ เช่น การนั่งสมาธิหลายๆชั่วโมงไม่พัก โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพเอาเลย การนั่งหลายชั่วโมงด้วยความฟุ้งซ่านจับอะไรไม่ติด นับเป็นความเพียรที่สูญเปล่า ไม่เกื้อกูลให้สติเจริญขึ้นเลย

ผลของการเพียรนานแบบผิดๆนั้น คือการเหนื่อยหน่าย เข็ดขยาด ท้อแท้ เพราะไม่เห็นความก้าวหน้า แต่หากความเพียรยืนพื้นอยู่บนการพิจารณาธรรมโดยไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นภาวะใด เช่น ขณะนี้รู้สึกพร่าเลือน ไม่พร้อมจะตั้งสติ ก็ทำความรู้จักอาการพร่าเลือนสักนิดหนึ่ง ดูว่ามันมีสภาพอย่างไร แล้วจะแปรไปเป็นแบบไหนอีก เท่านี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความเพียรแล้ว

ผู้มีความเพียรพิจารณาทุกสภาวธรรม ย่อมร่าเริงในการเห็นสภาวะต่างๆในขอบเขตกายใจ ว่าเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปจริงๆทั้งหมด แต่ผู้เพียรสร้างแต่สภาวธรรมที่น่าพอใจ ย่อมหดหู่แบบไม่รู้ตัวเพราะพบกับความล้มเหลวไม่ได้อย่างใจร่ำไป

) มีความอิ่มใจในการเท่าทันสภาวธรรม

เมื่อความเพียรพิจารณาธรรมแก่กล้าเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดตามมาเป็นธรรมดาคือความอิ่มใจ และความอิ่มใจในที่นี้ก็มิใช่ลักษณะเดียวกับความสมหวังน่าชื่นมื่นแบบกิเลสๆ เพราะเป็นความอิ่มใจอันปราศจากเหยื่อล่อแบบโลกๆ กับทั้งมิใช่ความปลาบปลื้มกับการนึกว่าจะได้มรรคผลรำไรในอนาคตอันใกล้ เพราะใจเราจะพออยู่กับสติที่มาถึงแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่มรรคผลที่ยังมาไม่ถึงเบื้องหน้า

ความเท่าทันธรรมจะทำให้เราตระหนักว่าความอิ่มที่แท้นั้น ไม่ใช่กายได้กินมากเท่าใด กับทั้งไม่ใช่ใจสมหวังเพียงไหน แต่เป็นความพอ เป็นความหยุดอยาก เป็นการยุติอาการไขว่คว้าเหยื่อล่อภายนอกทั้งสิ้นทั้งปวง

ถึงขั้นนี้ เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง คือ เป็นผู้เห็นทรัพย์ภายในน่าปลื้มใจกว่าทรัพย์ภายนอก ยิ่งจิตเป็นอิสระจากการเกาะเกี่ยวเท่าไร ก็เหมือนทรัพย์ภายในยิ่งเพิ่ม ยิ่งเอ่อท้นล้นอกมากขึ้นเท่านั้น หากปราศจากความอิ่มใจในขั้นนี้แล้ว ใจเราย่อมทะยานออกไปไขว่คว้าเหยื่อล่อภายนอกไม่รู้จบรู้สิ้น ไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง ไม่คนใดก็คนหนึ่ง จะสามารถกระชากความรู้สึกของเราให้ยื่นไปยึดได้เสมอ ไม่วันนี้ก็วันหน้า

) มีความสงบระงับเยือกเย็น

เมื่ออิ่มเอมเปรมใจเต็มที่ ถึงขั้นไม่อยากได้อะไรนอกจากมีสติรู้นั้น ย่อมตามมาซึ่งความสงบระงับเยือกเย็นเป็นธรรมดา กายขยับเท่าที่จำเป็นต้องขยับ ใจเกิดปฏิกิริยาเท่าที่จำเป็นต้องเกิดปฏิกิริยา แตกต่างจากคนธรรมดาที่มักอยู่ไม่สุข นั่งนิ่งไม่เป็น ใจเย็นไม่ได้

ความสงบระงับมีหลายระดับ ระดับที่กายหมดความกระสับกระส่ายเพราะนอนหลับสบายก็มี ระดับที่กายใจผ่อนพักหลังสะสางการงานยุ่งเหยิงเสร็จสิ้นก็มี ระดับที่จิตใจสงบสุขเพราะเรื่องร้ายผ่านไปก็มี ระดับที่กายใจหยุดกระโจนไปหากามก็มี ระดับที่จิตดับความเร่าร้อนของเพลิงพยาบาทลงด้วยน้ำใจอภัยได้ก็มี

แต่ความสงบระงับที่กล่าวมาทั้งหมด ยังด้อยคุณภาพนักเมื่อเทียบกับความสงบระงับในขั้นนี้ เพราะในขั้นนี้จิตอิ่มใจในธรรมจนไม่อยากกลับไปหากิเลส อยากตีตัวออกห่างจากกิเลส และเมื่อจิตไม่เอากิเลส กิเลสย่อมปรากฏเป็นของอื่น เป็นของแปลกปลอมจากสติผู้รู้ผู้เห็น ยากที่จะกดดันกายใจให้กระสับกระส่ายได้อีก

เครื่องชี้ว่าเรามาถึงความสงบระงับจริง คือ ยังมีสติเป็นอัตโนมัติโดยการปราศจากแรงดิ้นใดๆ ลองสังเกตดูง่ายๆ ตอนที่เปลี่ยนจากความสงบระงับเป็นฟุ้งซ่าน หากรำคาญตัวเอง อยากสงบให้ได้อย่างใจทันที ตลอดจนออกแรงกดจิตให้นิ่งตามเดิม อันนั้นเป็นตัวบอกว่ายังมีแรงดิ้นอยากสงบอยู่ ยังไม่ใช่ของจริง แต่หากฟุ้งแล้วรู้ทันว่าฟุ้งโดยไม่อินังขังขอบ ไม่ดิ้นรนใดๆ กระทั่งความฟุ้งแสดงความไม่เที่ยงด้วยการระงับไปเอง อย่างนี้จึงเรียกว่าของจริง เพราะแม้แต่แรงดิ้นที่จะสร้างความสงบก็ไม่มี

) มีความตั้งมั่น

เมื่อจิตระงับความกระเพื่อมไหว เหมือนแผ่นน้ำกว้างใหญ่สงบราบคาบจากใจกลางถึงขอบฝั่ง สิ่งที่เกิดตามมาเป็นธรรมดาคือความตั้งมั่นแห่งจิต และไม่ใช่ตั้งมั่นทื่อๆแบบไม่รู้อะไรเลย แต่เป็นความตั้งมั่นอยู่อย่างรู้เห็น ทราบว่ากายใจสักแต่เป็นสภาวะไร้บุคคล เกิดภาวะหนึ่งแล้วต้องเสื่อมจากภาวะนั้นเป็นธรรมดา

เพื่อเข้าใจ "ความตั้งมั่นแห่งจิต" ในที่นี้อย่างแท้จริง ก็สมควรอาศัยการเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเจริญสติ คือตั้งแต่เราเกิดมา จะมีความตั้งมั่นชนิดหนึ่งอยู่เองโดยธรรมชาติ นั่นคือตั้งมั่นในความรู้สึกอยู่ว่ากายใจนี้คือเรา ต่อเมื่อเจริญสติกระทั่งกายใจไม่กระสับกระส่าย สงบระงับเยือกเย็นบริบูรณ์ จึงถึงความตั้งมั่นอยู่กับความรู้สึกว่ากายใจนี้ไม่ใช่เรา ไม่ว่าขยับท่าไหน เกิดปฏิกิริยาทางใจหนักเบาเพียงใด ก็ล้วนเป็นภาวะแห่งรูป เป็นภาวะแห่งนามไปทั้งสิ้น

ความตั้งมั่นในอาการไร้อุปาทาน จะทำให้จิตปรากฏเด่นดวง มีความเป็นใหญ่ จิตรู้จิตเองมากกว่ากาย และเครื่องกระทบภายนอกน้อยใหญ่ก็ไม่มีอิทธิพลพอจะทำให้หวั่นไหวเสียการทรงตัว ลดระดับความสามารถรับรู้ตามจริงเลย ในชั่วขณะที่มีความตั้งมั่นระดับนี้

) มีความเป็นกลางวางเฉย

เมื่อจิตตั้งมั่นจนความยินดียินร้ายทั้งหลายหายเงียบ สิ่งที่เกิดตามมาเป็นธรรมดาคือความรับรู้อย่างเป็นกลางวางเฉย เป็นความวางเฉยที่เงียบเชียบยิ่ง คือ รับรู้อยู่เงียบๆถึงการผ่านมาแล้วจากไปของสรรพสิ่ง ไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ เห็นใครตายก็รู้เท่าทันว่าแค่ภาวะแห่งรูปหนึ่งดับไป หรือแม้เห็นความคิดแย่ๆผุดขึ้นในหัวก็รู้ว่าแค่ภาวะแห่งสังขารขันธ์เกิดขึ้น ไม่มีบุคคลอยู่ในที่ไหนๆทั้งภายในและภายนอก

ความมีใจรู้อย่างเป็นกลางเต็มที่ ก็คือปล่อยวางถึงขีดสุดนั่นเอง และการปล่อยวางถึงขีดสุดนั่นเอง เป็นคุณภาพของจิตที่พร้อมจะถึงฌานในแบบมรรคผล

เมื่อถึงความพร้อมบรรลุมรรคผล จิตจะคล้ายฟองสบู่ที่พร้อมแตกตัวหายวับโดยไม่ไยดีกับการมีการเป็นของตน มโนภาพบุคคลเหลือน้อยหรือไม่มีเลย สุดท้ายไม่มีการได้อะไรให้ใคร เราเจริญสติมาทั้งหมดก็เพื่อสร้างเหตุให้เกิดไฟล้างผลาญกิเลสว่ามีตัวตน มีคนได้อะไรต่างหาก

จิตที่ถึงมรรคผลจะอยู่ถัดไปอีกไม่นาน คุณจะรู้ว่าจิตสามารถลุกโพลงเป็นไฟล้างกิเลส เป็นลูกไฟมหัศจรรย์ที่ฉายให้เห็นมหาสมุทรแห่งความว่างคือนิพพาน เกิดลูกไฟนี้เพียงครั้งเดียว ชีวิตของคุณจะแตกต่างจากเดิมไปจนสิ้นกาลนาน!