มหาสติปัฏฐานสูตร (ฉบับปรับปรุงใหม่ 2550)



กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



14 ผลแห่งการเจริญสติ

หากเราไม่ทำอนันตริยกรรม คือไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าแม่ ไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าพ่อ ไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าพระอรหันต์ ไม่ใช่ภิกษุผู้ทำหมู่สงฆ์แตกแยก และไม่ใช่ผู้ที่ทำพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต กับทั้งพร้อมพอจะได้ศึกษาทำความเข้าใจ ตลอดจนลงมือปฏิบัติธรรมเต็มความสามารถ เจริญสติอย่างถูกต้องตามวิธีที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ ก็ย่อมเป็นผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นประกันว่า ภายใน ๗ ปีเป็นอย่างช้า หรือ ๗ วันเป็นอย่างเร็ว จักได้บรรลุมรรคผลขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้นิรทุกข์!

แก่นสารของพุทธศาสนาเล็งกันที่จุดสูงสุดจุดเดียว คือ ‘พ้นทุกข์’ และเป็นการพ้นแบบเด็ดขาด ไม่หวนกลับมามีทุกข์ทางใจอีก คือได้ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตพรากจากขันธ์แล้ว

เพื่อให้เข้าใจว่า ‘จิตพรากจากขันธ์’ เป็นอย่างไร ก็ขอให้มองว่ากายใจเปรียบเหมือนแม่เหล็กทรงพลังที่ดึงดูดจิตให้ติดอยู่ ยึดอยู่ หลงมัวเมาอยู่ ทำให้เข้าใจผิดไปว่านี่คือตัวเรา มีเราอยู่ในกายใจนี้ เดิมทีเราจะไม่สงสัยเลยว่ากายใจใช่เราแน่ไหม
ต่อให้พบพุทธศาสนา มีผู้สาธยายให้ฟังอย่างพิสดารว่าแท้จริงกายใจเป็นเพียงขันธ์ ๕ ทว่าก็ยากจะคลายพลังแม่เหล็กระดับขันธ์ ๕ ลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเส้นทางธรรมของเรายังวกวนอยู่กับการเอาแต่คิด เอาแต่พูดเรื่องธรรมะ แม้จะเป็นธรรมะชั้นสูงของพระอรหันต์ ก็อาจจะเสริมแรงดึงดูดให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก ค่าที่เข้าใจผิดคิดว่าตนรู้หมดแล้ว แทงถึงธรรมชั้นสูงแล้ว

แต่ถ้าเริ่มเจริญสติตามลำดับ เข้ามารู้กายใจที่ปรากฏอยู่ตามจริงในปัจจุบัน จนเห็นว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่บุคคล เป็นของสูญ นั่นเองกายใจจึงปรากฏเหมือนแม่เหล็กที่เสื่อมแรงดึงดูดลงทุกที แต่ละครั้งที่จิตรู้ความไม่เที่ยงของกายใจ เห็นว่าเป็นอื่น เป็นของแปลกปลอม เป็นภาระ ไม่น่าเอา ก็คือการถอยห่างออกมาจากอำนาจดึงดูดของกายใจทีละน้อยทั้งสิ้น

ความเสื่อมอำนาจดึงดูดจะมาในรูปของความรู้สึกแหนงหน่าย คลายความยินดี เห็นว่าอะไรๆเกิดขึ้นหลอกๆชั่วครู่ชั่วคราว ไม่เห็นจะน่าติดใจ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ แม้ยังอยู่ก็ไม่แน่ว่าจะครองอะไรนาน ฉะนั้นไม่ควรนับว่าเราได้อะไรมาเท่าไร แต่ควรนับว่าเสียอะไรไปบ้างมากกว่า
อย่างไรก็ดี แม้เริ่มเข้าใจความจริงอย่างอริยะ กิเลสเริ่มน้อยลง แต่อำนาจดึงดูดที่มากมายมหาศาลของกายใจนั้น ก็ไม่ใช่เอาชนะกันได้ง่ายๆ วันนี้เบื่อหน่าย พรุ่งนี้อยากอีก เบื่อๆอยากๆสลับกัน แสดงให้เห็นว่าอำนาจดึงดูดของกายใจนั้น เสื่อมได้ด้วยสติ ทว่าก็อาจแก่กล้าขึ้นใหม่ด้วยการเผลอหลงลืม ไม่ตั้งสติรู้ความจริงที่เข้ามากระทบในแต่ละครั้ง

ต่อเมื่อเจริญสติโดยไม่ประมาท ไม่เผลอนึกว่าเก่งแล้ว ในที่สุดจะรู้กายใจได้ละเอียด เห็นเป็นเพียงองค์ประกอบของสภาวะต่างๆ กระทั่งความรู้สึกว่านี่คือกายใจหายไป กลายเป็นความรู้ชัดว่านี่สักแต่เป็นสภาวธรรม

เมื่อเห็นว่ามีแต่สภาวธรรมคือขันธ์ ๕ ประชุมกันลวงตาลวงใจ ก็ย่อมหมดหวังว่าอะไรๆจงเที่ยง อะไรๆจงเป็นไปตามใจเรา และเมื่อเห็นทุกสิ่งมีเหตุผลที่จะเกิด กับทั้งมีกาลอันควรที่จะดับ เป็นความสืบเนื่องแห่งกองทุกข์ที่ไร้แก่นสาร ความรู้สึกอยากมีขันธ์ ๕ ย่อมเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกใคร่พ้นไปจากขันธ์ ๕ เสียแทน
ตัวความรู้สึกใคร่พ้นไปจากขันธ์ ๕ อย่างแท้จริง คือเครื่องบอกว่าแรงดึงดูดของขันธ์ ๕ อ่อนกำลังลงเต็มที หากเจริญสติไม่เลิกราถึงจุดหนึ่ง เยื่อใยที่ผูกให้หลงยึดว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวเราย่อมถึงกาลขาดสะบั้นลง จิตตั้งมั่นเป็นฌาน ปฏิรูปตนเป็นไฟล้างกิเลสที่เรียก ‘มรรคจิต’ รู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา กับทั้งประจักษ์ด้วยจิตว่าพ้นจากขันธ์ ๕ ยังมีความสงบจากขันธ์ ๕ อันไร้นิมิต ไร้ที่ตั้ง เป็นธรรมชาติที่ปราศจากการอุบัติขึ้นและพินาศลง จึงเป็นอมตะและทรงความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการใดๆ

ในความพิสุทธิ์ไร้ขันธ์ ๕ นั้นไม่อาจมีชื่อ แต่เมื่อต้องสมมุติเรียกเพื่อให้คนทั้งหลายเข้าใจ ก็สมควรเรียก ‘สิ่งนั้น’ ตามลักษณะเฉพาะ เช่น เรียกว่า ‘บรมสุข’ เพราะสุขจริงโดยไม่ต้องอิงเวทนาขันธ์ หรืออาจเรียกว่า ‘อมตะ’ เพราะไม่มีวันตาย หรืออาจเรียกว่า ‘อนันตะ’ เพราะไม่มีขอบเขตอันเป็นที่สุด หรืออาจเรียกว่า ‘นิพพาน’ เพราะดับสนิทจากทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ฯลฯ จะเรียกเป็นอย่างไรก็ตาม สรุปคือ ‘สิ่งนั้น’ เป็นของจริง เพราะไม่เลอะเลือนไป แตกต่างจากขันธ์ ๕ อันเป็นเท็จ เพราะไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน

ขันธ์ ๕ ใดรู้จักนิพพาน ขันธ์ ๕ นั้นสมมุติเรียกว่า ‘โสดาบัน’ เพราะทำลายความเห็นผิดว่ากายใจเป็นตัวตนได้แล้ว มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ไม่สงสัยความจริงในแบบของอริยะและไม่มีทางหลงไขว้เขวไปถือปฏิบัติตนตามแนวทางที่มิใช่อริยะอีกอย่างเด็ดขาด โสดาบันบุคคลจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้ากระแสนิพพาน ไม่กลับตกต่ำเป็นธรรมดา
เมื่อโสดาบันบุคคลเจริญสติ ย่อมรู้ว่าแม้จิตไม่ใช่ตน แต่จิตก็รู้นิพพานได้ โดยอาศัยการเห็นกายใจไม่เที่ยง จนคลายความยินดีในกายใจ เปลี่ยนมายินดีในความเป็นกลางวางเฉย เมื่อเป็นสมาธิตั้งมั่นเต็มที่แล้วถอนความยินดีในความเป็นกลางวางเฉยนั้นอีกชั้น จิตก็จะหลุดจากกรอบครอบงำของขันธ์ ๕ แล้วตื่นรู้เบิกบานอยู่ในการเห็นนิพพานอันสงบจากขันธ์ ๕ นิ่งรู้นิพพานด้วยอำนาจฌานอย่างนั้นโดยไม่มีไฟล้างกิเลสลุกโพลงขึ้นแต่อย่างใด

แต่แม้เห็นนิพพานได้อย่างโสดาบัน อำนาจแรงดึงดูดของกายใจก็ยังไม่หมด เห็นได้จากที่โสดาบันบุคคลยังมีราคะ โทสะ และโมหะได้เท่าเดิม เพียงแต่จะไม่หลงทำผิดศีลธรรมด้วยอำนาจกิเลสฝ่ายต่ำเหล่านั้น

เมื่อไม่ตั้งอยู่ในความประมาท กับทั้งอาศัยความเบิกบานในการเห็นนิพพาน ก็เดินหน้าเจริญสติต่อไป สะสมกำลังสติ รู้ความจริงแบบอริยะชัดเจนขึ้น โสดาบันบุคคลจะยกระดับได้อีกขั้น เมื่อจิตปฏิรูปตนเป็นไฟล้างกิเลสครั้งที่ ๒ เราสมมุติเรียกว่า ‘สกทาคามี’ เพื่อให้คนในโลกสมมุติทราบว่าเป็นบุคคลผู้บรรเทาเบาบางลงจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว

อำนาจดึงดูดของกายใจยังไม่หมด สกทาคามีบุคคลต้องเจริญสติต่อไปอีก กระทั่งยกระดับได้อีกขั้น เมื่อจิตปฏิรูปตนเป็นไฟล้างกิเลสครั้งที่ ๓ เราสมมุติเรียกว่า ‘อนาคามี’ เพื่อให้คนในโลกสมมุติทราบว่าเป็นบุคคลผู้หมดจากกามราคะแล้ว ไม่มีความขัดเคืองใดๆกระทบใจได้อีกแล้ว จิตจึงมีความสุขเป็นปกติ รู้ขันธ์จากระยะห่าง ไม่เข้ามายุ่งด้วยแบบประชิดติดพันเหมือนเคยๆ
func100()
แต่แรงยึดเหนี่ยวสุดท้ายอันเปรียบเหมือนเส้นใยบางๆยังคงอยู่ และเส้นใยบางๆนี้เองที่ลึกลับที่สุด เห็นยากที่สุด เพราะคล้ายขันธ์ ๕ ไร้แรงดึงดูดแล้ว ไม่อาจครอบงำจิตได้อีกแล้ว แต่จิตก็ยังไม่เป็นอิสระถึงที่สุด ยังรู้สึกว่าขันธ์ ๕ เป็นตนอยู่ ต่อเมื่ออนาคามีบุคคลเจริญสติจนทราบชัดถึงที่สุด ว่าจิตผู้รู้ที่แสนสุขก็เป็นตัวทุกข์อยู่ทั้งตัว พอทำลาย ‘ความไม่รู้ว่าจิตเป็นทุกข์’ เสียได้อย่างเด็ดขาด นั่นเองจิตจึงปฏิรูปตนเป็นไฟล้างกิเลสครั้งสุดท้าย ได้ชื่อว่า ‘อรหันต์’ เพราะมีจิตพรากจากขันธ์อย่างเด็ดขาดแล้ว

ผู้เข้าถึง ‘จิตที่พรากจากขันธ์’ ย่อมทราบว่านอกจากภาวะถอยห่างเป็นต่างหากจากกายใจ ยังมีภาวะเหมือนอยู่คนละโลกกับกายใจ แบบเดียวกับเหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่นี่คือที่สุดของฟ้าจริงๆ แม้ในขณะแห่งการพูดคุย มโนภาพบุคคลผู้กำลังพูดคุยก็ไม่เกิดขึ้นในห้วงมโนทวารเลย อย่าว่าแต่จะมีแรงยึดสักน้อยหนึ่งมาถือเอากายใจเป็นตน

การเจริญสติตามวิธีของพระพุทธเจ้า นำไปสู่ความมหัศจรรย์เหนือความมหัศจรรย์ทั้งปวง พวกเราเป็นมนุษย์ผู้ประกอบด้วยกายใจ มีศักยภาพในการเจริญสติอย่างถูกต้อง จึงไม่ควรรีรอแม้แต่นาทีเดียวในอันที่จะพิสูจน์ เพื่อทราบว่าที่สุดของความคุ้มในชีวิตมิใช่การใช้ชีวิตได้ตามอำเภอใจ แต่เป็นการได้หลุดพ้นจากการครอบงำตามอำเภอใจของชีวิตต่างหาก