โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เล่มที่ ๗: ตอนที่ ๑


๐ กรรมที่ทำให้ตัวเตี้ย

๐ จะทำอย่างไรกับคนร้อนๆ ที่เข้ามาใกล้

๐ จะง้อลูกชายอย่างไรดี

๐ ปิ๊งกันแล้วรู้สึกเหมือนถูกไฟดูดเพราะอะไร

๐ ถ้าเจอสามีในชาตินี้เมื่อเป็นชายด้วยกันในชาติหน้า


ถาม : กรรมอะไรที่ทำให้เกิดมาเป็นคนตัวเตี้ยครับ?

ตอบ :



ต้องจำแนกก่อนครับว่าเตี้ยแบบไหน แล้วจึงระบุว่ากรรมอันเป็นต้นเค้าคืออะไร


๑) เตี้ยแบบที่สมสัดส่วน หรือออกไปในทางสันทัด คือดูโดยรวมแล้วไม่ใช่ตัวเล็ก แต่ก็ไม่ใช่ตัวใหญ่ขนาดทำให้ใครเกรงใจ จำแนกนิสัยใจคอในอดีตอันก่อให้เกิดกรรมต่างๆคือ

ทาน มีความคิดสละออกพอประมาณ ไม่ได้มีใจใหญ่เป็นพิเศษในทางทาน

ศีล ไม่มีใจชอบข่มเหงรังแกใคร แต่ก็ไม่ได้คิดปกป้องใครเป็นพิเศษเช่นกัน

ทิฐิมานะ ไม่ได้กร่างมาก แต่ก็ไม่ได้อ่อนน้อมเป็นพิเศษแต่อย่างใด


๒) เตี้ยแบบที่ไม่สมสัดส่วน ดูแล้วรู้สึกว่าเตี้ยจริงๆ เช่นหัวโต หลังยาว ขาสั้น แต่ยังดูบึกบึนมีความน่าเกรงใจ จำแนกนิสัยใจคอในอดีตอันก่อให้เกิดกรรมต่างๆคือ

ทาน มีใจใหญ่ในทางทานพอประมาณ แต่อาจเสียในเรื่องศีลและทิฐิมานะ หรือมีความเห็นแก่ตัวตระหนี่ถี่เหนียว แต่อาจดีในเรื่องศีลและทิฐิมานะ

ศีล มีความคิดเอาตัวเข้าปกป้องผู้อ่อนแอกว่า แต่อาจเสียในเรื่องทานและทิฐิมานะ หรือชอบข่มเหงรังแกคนเล่นเป็นของสนุก แต่อาจดีในเรื่องทานและทิฐิมานะ

ทิฐิมานะ อ่อนน้อมกับผู้ทรงคุณหรือผู้ที่เหนือกว่า แต่อาจกระด้างกระเดื่องกับคนระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า


๓) เตี้ยและบอบบาง ดูน่ารังแก ไม่เหมือนมีอำนาจทางกายที่จะปกป้องตนเองและคนรอบข้าง จำแนกนิสัยใจคอในอดีตอันก่อให้เกิดกรรมต่างๆคือ

ทาน ไม่มีใจคิดเผื่อแผ่ใคร อยากเก็บไว้คนเดียว เอาตัวรอดคนเดียว

ศีล เห็นการข่มเหงรังแกคนอ่อนแอเป็นของสนุก ไม่คิดปกป้องหรือช่วยเหลือใครเมื่อเห็นเขาตกอยู่ในอันตราย

ทิฐิมานะ กร่างได้เป็นกร่าง จิตใจแข็งกระด้าง หาความอ่อนน้อมไม่ได้ หรือจะพินอบพิเทาก็ต่อเมื่อเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือตน อาการหงอให้เงินหรืออำนาจอันมิชอบก็จะมีส่วนปรุงแต่งให้ต้องเป็นคนต่ำต้อย หรือที่สังคมเห็นแล้วนึกดูถูกและมักด่าเข้าหูให้เจ็บใจเช่นเป็น ‘ไอ้กระจอก’


ส่วนกรรมที่ทำให้สูงสง่าผึ่งผาย ดูมีอำนาจทางกายมาก และอาจจะมีอิทธิพลบารมีโดยรวมสูง ก็คือเป็นผู้มีใจใหญ่ในการเจือจาน รักการให้ทานด้วยความคิดอนุเคราะห์ มิใช่ให้เพื่อเอาหน้าหรือเอาความนิยมจากสังคม นอกจากนั้นยังมีความคิดในเชิงปกป้องผู้อื่น อาจเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงช่วย หรืออย่างน้อยก็ใช้สติปัญญาหาทางช่วยเหลือสุดความสามารถ


ที่สำคัญกว่าอะไรอื่นคือเป็นผู้มีจิตใจอ่อนน้อมโดยธรรมชาติ ไม่ดูถูกใคร ไม่กร่างใส่ใคร ไม่รีรอที่จะทำความเคารพนบไหว้ผู้มีพระคุณหรือผู้ทรงศีล


สรุปคือถ้านิสัยโดยรวมทำให้จิตตั้งมั่นในเมตตา คิดปกป้องผู้อื่น กับทั้งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ชาติถัดมาจะมีร่างกายสูงสง่า ไม่อายใคร ถ้าขาดเมตตา คิดแต่จะเอาตัวรอดขี้เกียจลำบากช่วยใคร กับทั้งมีความกร่าง ชาติถัดมาจะตัวเตี้ย ต่ำต้อย และมีอำนาจน้อยครับ


ถาม : หากความเย็นของเราดึงดูดให้คนร้อนๆเข้ามาหา เพราะอยู่ใกล้แล้วเขาเย็นใจ แต่บางทีพอความเย็นของเราเอาความร้อนของเขาไม่อยู่ เขาก็เอาเรื่องร้อนๆมาสุมใส่เรา จนเราเองยังทนเย็นอยู่ไม่ไหว ทั้งวางอุเบกขาก็แล้ว คิดเมตตาก็แล้ว มันทำให้ชีวิตเราเริ่มหมดความสุขลงทีละน้อย ถ้าเจอแบบนี้ ควรจะวางใจอย่างไรดีคะ?

ตอบ :



อย่าทนร้อนสิครับ ให้น้ำเขาแก้วหนึ่งเป็นตัวอย่างว่าน้ำเย็นเป็นอย่างนี้ แล้วให้วิธีหาน้ำเย็นเพื่อให้เขาพึ่งตัวเองได้ จากนั้นเขาจะหาได้หรือไม่ได้ก็วางเฉยเสีย


นโยบายที่ดีที่สุดในการเผชิญกับคน มีความร้อนติดตัว คือตั้งระยะห่างไว้พอประมาณ อย่าเพิ่งเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาใกล้ขนาดไม่เกรงใจว่าเราจะร้อนตามเขาไปด้วย ถี่บ่อยเพียงใดก็ได้ เว้นแต่ว่าเขาคบเรา ได้ความเย็นจากเรา จนกระทั่งเห็นจริงๆว่าความเย็นของเขามีความนิ่ง มีความตั้งมั่นได้เทียบเท่ากับเรา หรือยิ่งกว่าเรา อันนั้นแหละค่อยเปิดรับเขาเป็นคนสนิท


เท่าที่เห็นมาโดยมากนะครับ หากเดิมเคยร้อนสุดๆ อาละวาดฟาดงวงฟาดงาเก่งสุดๆ จะเหมือนกันแทบทุกราย คือรำคาญตัวเอง ใจจริงส่วนลึกอยากจะสงบเย็น แต่ยังหาคนเย็นมาเป็นผู้เหนี่ยวนำให้พอใจเปลี่ยนแปลงตนเองไม่เจอ หากโชคดีได้เจอและได้พึ่งพาไอเย็นจากคนใจคอสงบสุขสักพัก ก็จะเหวี่ยงนิสัยร้อนๆดั้งเดิมไปอยู่ขั้วตรงข้าม คือเมตตาได้สุดๆ เยือกเย็นและสว่างอาภา เป็นที่สบายตาสบายใจแก่ผู้พบเห็นเสียยิ่งกว่าคนมีธาตุนิสัยร้อนโดยเดิม


ยกตัวอย่างหลวงปู่ขาว ผมเห็นใบหน้าท่านแล้วจับใจตั้งแต่แรก เข้าใจว่าท่านคงเปี่ยมเมตตามาแต่อ้อนแต่ออก ที่ไหนได้ ท่านเคยเป็นคนดุ และระบุเลยว่าช่วงก่อนบวชนี่ท่านเป็นคนโมโหร้ายมาก


แต่แน่นอนครับ เมื่อท่านจะเปลี่ยนแปลง ท่านคงไม่เจอครูบาอาจารย์ประเภทที่ปล่อยให้ท่านได้สำแดงความร้อนของโทสะได้ ตามอำเภอใจ ท่านต้องถูกกำราบ หรืออย่างน้อยก็ต้องได้แรงบันดาลใจอย่างใหญ่ในระยะห่าง เห็นความเยือกเย็นดีงามของผู้เป็นอาจารย์แล้วซึมซับ น้อมรับความเยือกเย็นดีงามนั้นเข้าไปไว้ในตนบ้าง


สรุปคือคุณทำตัวเป็นที่พึ่งในระยะ ห่าง เป็นแรงบันดาลใจในระยะไกล และเป็นผู้ออกแรงใช้นิ้วในการชี้ทาง ไม่ใช่เอามือและไหล่แบกทั้งตัวเขาไปส่งถึงที่ เพราะคุณจะหน้ามืดเป็นลมอยู่กลางทางนั่นเอง เขาเองก็จะหลงทางต่อ แล้วช่วยพัดวีให้คุณฟื้นไม่เป็นเสียด้วย


ถาม : ผมมีลูกชาย ๒ คน คนเล็กอยู่กับผม ส่วนคนโตผู้ใหญ่ที่นับถือได้ขอไปเลี้ยง ในที่นี้ผมขอเรียกว่าคุณลุง นะครับ ลูกชายไปอยู่กับคุณลุงตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ คือเพิ่งอยู่ประถม ๑ ปัจจุบันอยู่ประถม ๕ ระยะหลังลูกชายผมจะไม่รับโทรศัพท์จากผมและคุณแม่ของเขาเลย ไปหาที่บ้านก็ไม่ยอมลงมาพบ ทำอย่างไรจะให้ลูกรับโทรศัพท์ พูดคุยกับพ่อแม่ หรือมาหาพ่อแม่บ้าง คุณลุงกับคุณครูที่โรงเรียนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คิดเอาตัวกลับมาเลี้ยงดูเองก็ไม่แน่ใจว่าลูกชายจะยอมหรือไม่ ครั้นจะใช้วิธีบังคับก็เกรงว่าจะไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง กรุณาชี้แนะด้วยนะครับ

ตอบ :



ความ น้อยใจของเด็กบางคนนั้น บางทีเกินกว่าที่เราจะคาดคิดครับว่ามากมายแค่ไหน และไม่เฉพาะเด็ก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็อย่างนั้น บางทีเอาแมวฝากคนอื่นเลี้ยงไม่กี่วัน มันยังงอน ไม่ยอมมานัวเนียอย่างแต่ก่อน หรือบางทีก็หลบหนีออกจากบ้านไปเลย นับประสาอะไรกับเด็กที่รู้ความแล้ว และ ‘คิดมาก’ ได้ยิ่งกว่าแมวหลายเท่า


ผมเข้าใจว่าคุณคงมีความจำเป็นบาง อย่าง จึงต้องฝากลูกไว้กับคนอื่น และท่าทางเขาก็จะพิศวาสลูกชายคุณ อยากรับอุปการะเป็นลูกจริงๆถาวรเสียด้วย จึงไม่เกี่ยงภาระนานปีใดๆ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเขาประคบประหงมลูกคุณเป็นอย่างดี ทำให้เด็กไม่เห็นความจำเป็นต้องดิ้นรนจะกลับมาหาคุณแต่อย่างใด


คนเรานะครับ ไม่ว่าวัยไหนถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ เวลางอนจะมีโทสะปกคลุมหนาทึบกว่าปกติ เช่นถ้าพ่อแม่ทำให้เจ็บใจ ทำให้งอน ก็อยากเอาคืนด้วยการทำอะไรก็ตามให้พ่อแม่เสียใจมากๆ


ทางที่ดีอย่าแสดงออกซึ่งความโศก เศร้าให้แกรู้มากนัก อย่าพยายามตื๊อหรือให้แกเห็นว่าคุณใจจะขาดให้ได้ ทำใจให้แข็งแรง แต่ก็ไม่ทอดทิ้ง ไม่หายไปนานๆ แกจะรับรู้ได้ในวันหนึ่งว่าคุณคิดถึง และขณะเดียวกันก็จะไม่มีความเศร้าโศกจากคุณไปกระตุ้นให้แกอยากงอนต่ออีกนานๆ


เด็ก ป.๕ นั้น ยังตัดตายขายขาดจริงๆไม่เป็นหรอกครับ ต่อให้แกนึกเอาจริง ไม่เผาผีกันอีกเลยก็เถอะ รอวันแกใจอ่อน แล้วก็อย่าอ่อนใจเสียเองเท่านั้น


ถาม : มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกที่เรียน ป.โท ด้วยกันไม่รู้สึกอะไรเลย เฉยๆ แต่เมื่อเขาตามไปไหว้พระที่วัดระฆังด้วย ขณะที่นั่งรอเรือข้ามฟาก เราหันหลังให้เขาแต่พอเหลียวกลับไปพบว่าเขากำลังมองมาที่เราพอดี ทันทีนั้นเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ หรืออะไรบางอย่างพุ่งเข้ากระทบหัวใจ งงมากว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน พยายามหาคำตอบว่าคืออะไร มีเพื่อนบางคนบอกว่า เป็นสัญญาณเตือนจากอดีตชาติ อาจเคยให้สัญญากันมา จำได้ว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่จำความได้ รบกวนช่วยอธิบายด้วยค่ะ

ตอบ :



ถ้าหากเป็นสัญญาเก่า เป็นสัญญาณเตือนว่าเคยเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่อดีตชาติอย่างเหนียวแน่น ก็น่าจะรู้สึกรู้สาตั้งแต่ตอนเจอกันแรกๆสมัยเรียนโทแล้วครับ ไม่น่าจะรอเสียตั้งนานมาจนกระทั่งต้องทำบุญด้วยการไปไหว้พระด้วยกันขนาดนั้น


กรณีนี้ขอให้มองว่าการทำบุญร่วมกันเป็นสิ่งที่มีฤทธิ์ และให้ผลในเชิงปฏิพัทธ์ได้ในกรณีคู่ที่ควงกันมาเป็นเพศตรงข้าม ยิ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีใจอยู่ก่อน ก็จะเกิดความซึ้งใจ เป็นสุขร่วมกันได้อย่างสูง เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบใจบุคลิกนิสัยหรือคุณสมบัติด้านลบบางอย่างของ อีกฝ่าย อันนั้นก็จะทำให้ใจไม่น้อมไปในทางเดียวกันขณะทำบุญ


หากเขาชอบๆคุณอยู่ก่อน แล้วได้มีโอกาสตามเคียงไปเป็นความอบอุ่นใจในวันไหว้พระ ก็ไม่น่าแปลกใจที่กระแสนัยน์ตาเขาจะประจุเต็มอยู่ด้วยไฟปฏิพัทธ์ แถมมีกำลังสนับสนุนอยู่ด้วยพลังบุญร่วมกัน ใจคุณพอได้รับแรงปะทะจากอะไรอย่างนั้นจึงสั่นสะเทือนได้มาก


อย่าไปมองที่ความรู้สึกหวามแบบวูบวาบอะไรพรรค์นั้นเลยครับ พิจารณาจากเหตุปัจจัยรอบด้านดีกว่า ถ้าระยะยาวเราไปกับเขาได้ดี ชวนไปทำบุญด้วยกันกี่ทีก็มีความสุขตลอด อย่างนั้นคงไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธ แต่หากมีแค่วูบเดียวที่รู้สึกดีๆต่อกันล่ะก็ ชั่งใจให้จงหนักเถิด คิดเสียว่าผีดลใจก็ได้ วิบากดำของตัวเองลวงจิตก็ได้ อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมาก


ถาม : อันนี้ลองนึกดูเล่นๆนะคะ หากเราเป็นผู้หญิงที่มีวิธีคิดและการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวได้เหมือนผู้ชาย มีความคิดริเริ่มในการบุญ มีความหนักแน่นไม่โลเลในการรักษาสัตย์เกี่ยวกับเรื่องดีๆ แล้วอย่างชาติหน้าถ้าได้เกิดเป็นชาย ส่วนสามีของเราในชาตินี้ก็ยังได้เกิดเป็นชายด้วย อย่างนี้เวลาเจอกันอีกมิกลายเป็นพวกผิดเพศหรือคะ?

ตอบ :



เรื่องข้ามภพข้ามชาตินี่ ละเอียดอ่อนมากนะครับ เกิดใหม่คือลืมหมด ความจำทุกอย่างถูกล้างออกเกลี้ยงเกลา ความรู้สึกทุกชนิดเกี่ยวกับเพศเดิมถูกลบออกด้วยเพศใหม่ในอัตภาพใหม่ ถ้าคู่รักเดิมมาเจอกันในที่ขณะต่างก็เป็นชาย อย่างมากก็แค่รู้สึกดี อยากเกื้อกูลกัน มีความวางใจกัน สนิทสนมแน่นแฟ้นขนาดอยากเป็นคู่หูกัน ซึ่งความสนิทจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ในอดีตที่ผ่านมาเป็น ตัวกำหนด


ขอให้สังเกตด้วยว่าสามีภรรยานั้น อยู่ด้วยกันไปนานๆก็ไม่ได้คิดถึงกันแบบคนต่างเพศสักเท่าไหร่ คือเอาเนื้อหาหลักๆว่ามีบทบาทต่อกันในชีวิตประจำวันอย่างไรมากกว่า แล้วอย่างนี้ถ้าข้ามชาติ เปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยนเนื้อตัว เปลี่ยนเพศอะไรไปหมดแล้ว พอทำความรู้จักกันก็ต้องตั้งต้นกันที่เนื้อหาของบทบาทใหม่ที่มีต่อกันด้วย


อีกประการหนึ่ง ความรู้สึกเกี่ยวกับเพศของตน จะเป็นตัวปรับโฟกัสด้วย ว่าคบใครจะเกิดความรู้สึกอย่างไร อันนี้ไม่ต้องพยายามอะไร ธรรมชาติช่วยให้เป็นไปเองอยู่แล้ว เหมือนคุณเล่นกีฬาให้ทีมเอ วันหนึ่งมีอันต้องไปอยู่ทีมบีซึ่งเป็นคู่แข่งกัน แม้แรกๆจะเขินบ้าง แต่นานไปก็จะรู้สึกว่าทีมบีเป็นมิตร ส่วนทีมเอเป็นคู่ต่อสู้ไปเต็มๆ นี่ขนาดแค่ชาตินี้ เดือนนี้ที่ยังจำๆได้นะครับ ถ้าล้างความจำไปแล้ว เจอกันอีกในหลายสิบหลายร้อยปีข้างหน้า ก็ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะเกิดความจำแต่หนหลังกระตุ้นให้รู้สึกผิดปกติใดๆขึ้นมา