โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เล่มที่ ๗: แรงบันดาลใจ เล่ม ๗


หนังเสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๙๙ จนถึงฉบับที่ ๒๕๑๒ และผนวกเอาบทส่วท้าย คือ ‘รอยยิ้มของพระ’ ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เข้าไว้ด้วย


วันเทศกาลบางวันก็เป็นเครื่องชี้บอกได้เหมือนกัน ว่าบ้านเราเมืองเรามาถึงไหนกันแล้ว อย่างวันสงกราณต์ที่ผ่านมานี้ทำให้ผมเกิดความคิดสองสามแง่ เช่น


๑) เรายึดถือวันเทศกาลสงกรานต์แบบสืบๆกันมาโดยไม่ดูว่าในปัจจุบันยังเป็นโอกาสที่ควรเล่นหรือเปล่า หลายปีแล้วที่ฝนตกในช่วงสงกรานต์เป็นประจำ ถ้าปีหน้า ปีถัดไป และถัดๆไปฝนตกอีก ก็น่าจะย้ายวันสงกรานต์ได้แล้ว อาจจะเป็นช่วงเดือนมีนาคมแทน เพราะช่วงนั้นฝนยังไม่ตก แล้วก็ร้อนอบอ้าวเอามาก ผมว่าดูเพี้ยนๆที่เราสาดน้ำเล่นกันตอนฝนตก ขนาดผมไม่ได้เอาเนื้อตัวเข้าไปเล่นด้วย เห็นแล้วยังหนาวแทนเลย


๒) เดี๋ยวนี้ถ้าฝนไม่ตกจะร้อนอบอ้าวทนได้ยาก ไม่ช้าพวกเราจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียวในโลก ที่ถูกหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยพลังความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ถ้าขาดเครื่องปรับอากาศต้องตาย ผมเคยนั่งกินข้าวกับน้องคนหนึ่งในร้านที่มีแต่ลมธรรมชาติเป่า หันไปมองแล้วเกือบสะดุ้งนึกว่าเขากำลังจะเปลี่ยนร่าง เหงื่อกาฬไกลโกรกเป็นสายๆราวกับกำลังจะหมดสภาพ ต้องแปลงร่างเป็นอื่นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ใครจะไปรู้ จู่ๆวันหนึ่งอาจเกิด โรค 'ละลายเพราะแดด' ขึ้นมาก็ได้


๓) ผมเล่นสงกรานต์ครั้งสุดท้ายดูเหมือนสัก ๒๐ กว่าปีก่อน จำได้ว่าผู้หญิงใส่เสื้อผ้ากันมิดชิด แต่ตอนนี้ใส่แบบไหนคงไม่ต้องบรรยาย เหมือนกำลัทำหนังโป๊ในโรงถ่ายก็ไม่ปาน อีกอย่างเริ่มมีวัฒนธรรมทางเพศกลางถนนโจ่งแจ้งมากขึ้นทุกที ถึงขั้นจับนมคนสวยลูบเป้าคนหล่อ ในเทศกาลสงกรานต์ได้ไม่ถือกัน แล้วอีกหน่อยมิแปลว่านอกเทศกาลสงกรานต์ก็หยวนๆหรอกหรือ?


เท่าที่ทราบ เมืองไทยเรายังมีครอบครัวที่ 'เป็นปกติ' อยู่มาก คือไม่ถึงกับหัวโบราณ แต่ก็มีจิตสำนึกแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ดังจะเห็นได้ว่านักร้องหรือดารานางแบบหลายๆคนซึ่งถ่ายแบบวาบหวิวเป็นประจำ แม้มีชื่อเสียงคับฟ้าเมืองไทย และเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆทั้งปรเทศ แต่พอเข้าบ้านฝ่ายชาย ก็เกิดปัญหาผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ไม่อยากได้เป็นสะใภ้ ไม่อยากให้ลูกชายคบหาด้วย อะไรทำนองนี้


อีกอย่าง ถ้าหากดูๆการสำรวจตามเว็บบอร์ดหรือหนังสือพิมพ์ ก็ยังมีหญิงชายที่ไม่สนับสุนนการประพฤติทางเพศแบบโจ๋งครึ่มกันมาก แต่สงสัยผลการสำรวจจะใช้ไม่ได้กับคนส่วนใหญ่ พฤติกรรมทางเพศที่น่าเกลียดจึงปรากฏถี่ขึ้นทุกที


เรื่องคิดแก้ปัญหาโดยการรณรงค์ตางๆ เช่นป่าวร้องว่า 'เจ้าข้าเอ๊ย! อย่างทำอย่างนี้เลย!' คงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดผลได้จริง คนส่วนใหญ่เริ่มคร้านที่จะมองกันแล้วด้วยซ้ำว่านี่คือ 'ปัญหา'


กระทั่งปัญหาโตขึ้นถึงจุดของการแสดงผลลัพธ์ เช่น คดีอาชญากรรมทางเพศรูปแบบต่างๆ ก็ค่อยตั้งคำถามกันว่า เอ๊ะนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณรุ่นใหม่ๆชักคิดอ่านไม่เหมือนมนุษย์เข้าไปทุกที นี่แหละไม่มองเหตุแห่งปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ พอผลลุกลามทั่วไปหมดแล้วค่อยสืบหากันว่ารากเหง้าคืออะไรหนอ แล้วเราจะช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไรทัน


อาจต้องนั่งคิดกันคนละสองสามนาทีต่อวันครับ ว่าจะทำอย่างไรให้คนใกล้ตัวเชื่อเรื่องกรรมวิบาก ทำอย่างไรให้เขาเห็นว่าความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากคนใกล้ตัวเราเข้าใจว่าทุกสิ่งไหลมาแต่เหตุ และมองเห็นกันจริงๆว่าสังคมกำลังช่วยกันสร้างเหตุแห่งทุกข์ ความเห็นถูกเห็นชอบนั้นก็จะค่อยๆเป็นยาสลายเชื้อโรคทางจิตได้ แม้การเยียวยาอาจต้องอาศัยเวลานานสักหน่อย ก็ดีกว่าไม่ช่วยกันทำอะไรเลย


ความเสื่อมย่อมนำมาซึ่งความสิ้น สัญญาณแห่งคามเสื่อมย่อมปรากฏผ่านความรุนแรงแห่งเพลิงราคะ โทสะ โมหะ และเมื่อสัญญาณปรากฏชัด ผู้คนย่อมทอดท้อถดถอยกับการสร้างความดี ตลอดจนกระทั่งหมดอาลัยตายอยากกระทั่งกับความมีความเป็นในปัจจุบั เพราะไม่อยากอยู่ในโลกที่กำลังเสื่อม กำลังพัง กำลังจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอมร่อแล้วนี้


สารภาพว่าเมื่อหลายปีก่อนผมก็เป็นนักนับถอยหลังสู่วันโลกาวินาศกับเขาคนหนึ่ง ต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นนักนับถอยหลังสู่วันเห็นโลกใหม่ที่สดใสกว่าเดิม


โลกแบบไหนจะปรากฏจริงเร็วๆนี้ไม่สำคัญ สำคัญที่เรากำลังพยายามอยู่ในโลกแบบไหน หรือขวนขวายเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกที่สร้างโลกแบบไหนต่างหาก เพราะนั่นแหละคือกรรมของเรา แล้วก็ไม่มีอะไรจริงสำหรับมากไปกว่ากรรมที่ทำไว้ เนื่องจากจะมีเราเองเป็นทายาทรับผลกรรมในวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วครับ


ดังตฤณ

มิถุนายน ๒๕๔๙