กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่

โดย ดังตฤณ


กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ


ตอนที่ ๔๕ ได้คิด ได้ทำ


๑ ปีผ่านไป


โครงการวิจัยเพื่อประดิษฐ์คิดค้นเครื่องพยากรณ์กรรมเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จองฤกษ์ว่าจ้างนักวิจัยมือดีมาช่วยไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว เพราะคอนเซ็ปต์ที่แหวกแนวหนึ่ง เพราะความไม่แน่นอนเรื่องผลสำเร็จหนึ่ง และเพราะวัยวุฒิกับคุณวุฒิเจ้าของโครงการที่ต่ำเตี้ยเกินเหตุหนึ่ง ถึงแม้มหาเศรษฐีวัยรุ่นจะยื่นข้อเสนองามๆ เช่นสนนราคาค่าจ้างที่แพงลิบระดับเดียวกับนักวิจัยของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ก็ไม่มีใครไว้ใจ เพราะพอถามถึงที่มาของเงินทุน จองฤกษ์ก็อึกอัก ให้คำตอบไม่ได้ชัดเจน บอกกล้อมแกล้มเพียง ‘มาจากคนรวยหลายราย’ เท่านั้น



ทำไปทำมา ทั้งโครงการซึ่งควรประกอบด้วยทีมงานนับสิบ จึงเหลือเพียงหัวหน้าซึ่งทำงานเต็มเวลาหนึ่งคน กับลูกมือที่ทำงานตามแต่จะว่างอีกหนึ่งคน ทว่าก็เป็นอะไรที่ทำๆ ไปแล้วหัวหน้าโครงการพึงพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้ซึ้งว่าการทำงานใกล้ชิดกับบุคคลที่ตนรักนั้น แสนสุขเพียงใด


จองฤกษ์พยายามปฏิบัติตามที่คนรักขอร้อง เป็นต้นว่าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อเอาวุฒิเสียหน่อย เขาใช้วิธีจ้างคนไปนั่งจดเลคเชอร์ ถึงวันสอบก็ไปสอบ แต่เวลาเกือบทั้งหมดเทให้กับงานวิจัยอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อความคุ้มเงินค่าจ้างที่เหล่าเศรษฐีระดับโลกให้มาโดยไม่รู้ตัวและไม่เต็มใจ


พอทำงานเก็บเงินเก็บทองมาระยะหนึ่ง จองฤกษ์ก็เริ่มประพฤติตนเป็นพ่อบุญทุ่มได้ถนัดมือมากขึ้น ณชะเลเริ่มรับของฝากแพงๆ นับจากชิ้นเล็กเช่นเสื้อผ้าและน้ำหอม แล้วค่อยๆ เขยิบขึ้นไปถึงชิ้นโตผิดสังเกตอย่างเช่นรถยนต์ ซึ่งของใหญ่ชิ้นล่าสุดนี้ มีพิธีรีตองเป็นพิเศษกำกับอยู่ด้วยเพื่อความไม่น่าเกลียด


พ่อแม่ของณชะเลไม่รวยขนาดซื้อรถให้ลูกสาวขับไปมหาวิทยาลัย เขาก็ซื้อให้ และทางเดียวที่จะซื้อของแพงผิดปกติให้โดยไม่รู้สึกผิดปกติ ก็คือทำให้มันเป็นของหมั้นไปเสีย!


จองฤกษ์เซ้าซี้อยู่ร่วมปี อ้างว่าแค่หมั้นเอาพิธีไม่เห็นเป็นไร ถ้าบอกว่ายังเด็กไป ทำไมกฎหมายไทยถึงให้คนเราหมั้นและแต่งงานได้ตั้งแต่อายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่รับรอง และจุดประสงค์แท้จริงของเขาที่ขอหมั้น ก็เพียงเพื่อให้ของขวัญชิ้นใหญ่ได้โดยไม่ต้องประดักประเดิดเท่านั้น หาใช่คิดทำมิดีมิร้ายเสียเมื่อไหร่


ทีแรกณชะเลอิดออด แต่พอถูกตื๊อมากเข้าก็ตัดรำคาญโดยการแจ้งให้พ่อแม่รู้ความประสงค์ของจองฤกษ์ นึกว่าจะเอาคำปฏิเสธของพ่อแม่มาอ้าง แต่ที่ไหนได้ พ่อแม่ตกลงรับหมั้นง่ายดายเสียจนหล่อนเองตกใจแทบสลบ


พ่อแม่ดีๆ ที่เคร่งครัดและคุมตัวลูกสาวอย่างเข้มงวดนั้น เอาเข้าจริงก็เพื่อให้ได้คู่ครองที่น่าพอใจสูงสุด ดังนั้นเมื่อเจอหนุ่มถูกใจชนิดเข้าตากรรมการเต็มเหนี่ยวแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลต้องห่วงหวงอีกต่อไป กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาจองฤกษ์ทำกรรมดีพิสูจน์บารมีของตัวเองมากพอ โดยเฉพาะในแง่ความเสมอต้นเสมอปลาย คบหากับณชะเลด้วยความอยากให้มากกว่าอยากเอา ถือว่าชนะใจกรรมการพอจะให้กรรมการอนุมัติข้อเรียกร้องทุกชนิด


ช่วงแรกที่ปณิธานทราบจากภรรยาว่าจองฤกษ์ขโมยเงินเหล่าเศรษฐีได้เป็นพันล้าน เขาแทบสั่งห้ามไม่ให้เด็กหนุ่มเหยียบเข้าบ้านอีก เพราะถือว่าประวัติติดตัวน่ากลัวเกินไป กับทั้งอาจนำภัยมาสู่ครอบครัวเขาในทางใดทางหนึ่งโดยง่าย แต่หลังจากฟังรสรินเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการตั้งเป้าใหม่ จะใช้เงินในมือให้เป็นคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาวโลก ท่าทีของปณิธานก็เริ่มอ่อนลง เพราะไม่เคยได้ยินใครคิดการใหญ่ขนาดนั้นมาก่อน นั่นคือจะใช้เทคโนโลยีล่าสุดสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่อาจเปลี่ยนความเชื่อของคนได้ครึ่งโลกอย่างถาวร!


ความเป็นแฮกเกอร์อันดับหนึ่งซึ่งเคยป่วนโลกมาแล้ว เคยคว้าเงินพันล้านจากอากาศมาแล้ว รวมทั้งเคยช่วยใครต่อใครให้พ้นสถานการณ์ลำบากมาแล้ว จึงเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้ไอเดียสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ไม่ถูกมองเป็นความคิดเพ้อฝันแบบเด็กๆ แต่เป็นสิ่งน่าจับตามองว่าที่สุดของความฉลาดคิดเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง จะก่อแรงสะเทือนได้สะท้านฟ้าสะเทือนดินสักขนาดไหน!


ปณิธานค่อยๆ เลียบเคียงไถ่ถามจองฤกษ์ถึงรายละเอียดโครงการ ยิ่งฟังมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งขนลุกมากขึ้นเท่านั้น ทุกสิ่งที่จองฤกษ์พูดและแสดงข้อมูลเชิงวิเคราะห์ล้วนฟังขึ้น แม้จะยังอยู่ในทฤษฎีต้นแบบ ก็เห็นเค้ารำไรว่าเครื่องพยากรณ์กรรมน่าจะมีทางเป็นไปได้จริง


อีกประการหนึ่ง เท่าที่เห็นกับตา ได้ยินกับหู และสัมผัสรู้กับใจ ปณิธานพบว่าจองฤกษ์ฝักใฝ่ในทางบุญทางกุศลด้วยใจจริง เชื่อได้ว่าเป็นคนดีศรีสังคมผู้มีสวรรค์เป็นคติที่ไปอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าจองฤกษ์ขอหมั้น ด้วยเหตุผลเพื่อหยิบยื่นเงินทองของมีค่าให้ได้โดยปราศจากข้อน่าตะขิดตะขวง ปณิธานจึงไม่มองว่านั่นเป็นความอยากแบบดิบๆ ของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่มองเป็นข้อเสนอของบุคคลพิเศษที่สมควรยอมรับด้วยความเต็มใจยิ่ง!


คนพร้อมจะดีมีมากกว่าคนดีพร้อม และจองฤกษ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาอาจเคยเป็นเด็กไม่รู้คิด แต่เมื่อปณิธานรู้แล้วว่าคนอย่างจองฤกษ์คิดได้แค่ไหน จองฤกษ์ก็ถูกมองเป็นหนึ่งใน ‘คนพร้อมจะดี’ และ ‘โชคดีที่มีโอกาสกลับตัวทัน’ โดยสมบูรณ์ หาใช่คนชั่วที่กลับตัวช้าเกินหนีนรกทันแต่อย่างใด


เมื่อทราบว่าณชะเลเป็นแรงบันดาลใจให้จองฤกษ์สร้างคุณูปการแก่ชาวโลก เขาก็ยินดียกลูกสาวให้ฝ่ายนั้นโดยไม่เกี่ยงงอน และแทบไม่อยากเรียกร้องสินสอดทองหมั้นจากว่าที่ลูกเขยคนเก่งเลยด้วยซ้ำ!


วันงาน หลังจากสวมแหวนหมั้นเสร็จ จองฤกษ์ก็หยิบกุญแจเบนซ์ซีคลาสจากพานทองมาประจงหยอดใส่มือคู่หมั้นสาวคนสวย จากนั้นยื่นหน้าไปหอมแก้มหนึ่งทีโดยไม่มีช่างภาพที่ไหนขอ นั่นถือเป็นครั้งแรกนับแต่คบกันมา แถมเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเสียด้วย ณชะเลไม่รู้ตัวล่วงหน้า แก้มถึงกับขึ้นสีชมพูเข้ม อับอายประชาชีจนทนนั่งต่อแทบไม่ไหว


ตกเย็น คู่หมั้นหนุ่มสาวออกมารับประทานข้าวเย็นกันตามลำพังเพื่อฉลองของหมั้นชิ้นหรู ณชะเลเป็นคนขับราชรถป้ายแดงรุ่นล่าสุดคันนั้นด้วยความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน พวงมาลัยติดโค้ดสามแฉกของเบนซ์ในมือคือสิ่งที่ได้มาจากการเป็นคนรักของเขาผู้นั่งอยู่เคียงข้าง


หนึ่งปีที่ผ่านมาหล่อนช่วยงานเขา เป็นกำลังใจให้เขา รับผิดชอบดูแลความถูกต้องต่างๆ ให้กับชีวิตเขา และนั่นก็ทำให้ณชะเลรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีคุณค่าบางอย่างที่คู่ควรกับการรับของขวัญ วันนี้หล่อนเป็นหญิงสาวเต็มตัวคนหนึ่งที่กำลังทะยานแล่นไปสู่อนาคตเบื้องหน้าร่วมกับใครบางคน ที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางดีขึ้น


เต็มใจ ยินดี และปรีดา...


เหมือนนั่งเคียงกันในครอบแก้วที่แยกจากโลกภายนอกมาอยู่ในโลกส่วนตัวตามลำพัง รับรู้ว่ามีกันและกันโดยไม่มีใครเอ่ยคำใดเป็นนาน กระทั่งชายหนุ่มเป็นฝ่ายกระแอมชม


“ขับนิ่มจัง ไม่เหมือนมือใหม่เลย”


ณชะเลยิ้มรับคำชมเงียบๆ ความเงียบภายในห้องโดยสารหรูที่อวลกลิ่นอายรักอบอุ่นนั้น ชวนให้อยากอมยิ้มเฉยมากกว่าเอ่ยคำใด เพราะรู้ตัวว่าความปลื้มล้นอกอาจเป็นเหตุให้พูดจาด้วยสำเนียงและภาษาที่แปร่งแปลกน่าขัดเขิน


แต่จองฤกษ์ยังคงเดินหน้าชวนสนทนาประสาคนเพิ่งหมั้นหมาย ที่กำลังอยากเอาอกเอาใจคู่หมั้นจนสุดความสามารถ


“ทรายอยากได้อะไรอีกหรือเปล่า? บอกมา เราจะทำให้”


หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้น เพราะแฟนหล่อนใช้คำว่า ‘ทำให้’ ไม่ใช่ ‘ซื้อให้’ ซึ่งฟังมีพลังและความหมายกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยจากปากนักประดิษฐ์ชั้นอ๋องอย่างเขา


“ฤกษ์ทำอะไรได้บ้างล่ะ?”


เอียงหน้าและเสียงหนีบเล็กน้อยด้วยความประหม่ากับบรรยากาศสดใหม่ หล่อนกับเขาเหมือนย้ายมาอยู่อีกภพหนึ่งที่แตกต่างจากเดิมแล้วอย่างสิ้นเชิง


“เราถนัดทางการเอาชนะข้อจำกัด”


ชายหนุ่มตอบเสียงสบาย ยังผลให้แฟนสาวหัวเราะ และพยายามสะกดเสียงเป็นปกติ


“อือม์...ถึงวันนี้เชื่ออย่างไร้ข้อกังขาแล้ว ขนาดส่วนสูงยังใช้เวลาแค่ปีเดียวยืดขึ้นได้ตั้งเกือบยี่สิบเซ็น!”


“เรารู้ว่าผู้หญิงอยากได้แฟนตัวสูงกว่า ไม่ใช่แค่ไล่เลี่ยกัน บางทีเดินๆ ด้วยกันแล้วเรารู้สึกว่าทรายก็ต้องการ”


“ส่วนสูงทางกายไม่เท่าไหร่หรอก” ความอยากแก้ตัวทำให้เผลอพูดเสียงรัวเร็วเล็กน้อย แต่พอตั้งสติได้ก็ปรับจังหวะให้ช้าลง และตรงกับใจจริงไม่มุสา “ถ้าได้ก็ดี แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่สำคัญเท่าส่วนสูงทางใจ เดินด้วยกันแล้วรู้สึกว่าเงาของใจฤกษ์สูงใหญ่กว่าของทราย แค่นี้ก็ปลื้มตายแล้ว”


กล่าวจบก็คิดถึงศักยภาพของเขา เหมือนจองฤกษ์ทะลวงผ่านได้ทุกข้อจำกัดเอาจริงๆ ไม่ว่าเรื่องนอกตัวหรือในตัว ดังเช่นที่เขาสูงขึ้นแบบทะลึ่งพรวดพราด ฉวยโอกาสช่วงท้ายๆ ตามที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้ยืดได้ ทั้งกินอาหารเสริม ทั้งว่ายน้ำ และทั้งลงทุนฝึกเล่นบาร์คู่จริงจัง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เห็นผลทันตา ธรรมชาติฝ่ายรูปยินยอมมอบร่างใหม่ให้โดยไม่ต้องรับผลข้างเคียงด้านร้าย เพราะทำถูกกติกา ไม่หาทางลัดด้วยวิธีลงทุนต่ำแต่หวังผลสูง


และไม่เฉพาะส่วนสูงที่ทำให้จองฤกษ์เหมือนเปลี่ยนแปลง ความนุ่มนวลของจิตใจยังทำให้เขาดูผุดผ่องชวนมอง ทั้งโครงหน้าที่มีเนื้อหนังเต็มกว่าเดิม ทั้งผิวพรรณที่ลดความหยาบลง และทั้งแววตาที่อ่อนโยนเป็นมิตรขึ้น กล่าวโดยรวมคือคุณสมบัติทั้งภายนอกและภายในของเขาถูกใจหล่อนยิ่ง เท่ เก่ง และทรงเสน่ห์เยี่ยงผู้มีศีลฉายรัศมีจับตา อยู่ใกล้แล้วรู้สึกเข้ากันได้สนิทยิ่งๆ ขึ้น ผูกพันแน่นแฟ้นยิ่งๆ ขึ้น


“เราจะทำให้ทรายสมปรารถนาทุกอย่าง”


พูดพลางวางมือลงบนตักของคนรักสาว


“จริงเหรอ?”


“จริง! ทรายก็เห็นว่าเราทำได้ทั้งนั้น มาถึงวันนี้ เราเปลี่ยนแปลงตัวเองจนทรายพอใจ แถมเราเคยทำเรื่องยากที่สุดในโลกมากี่ครั้ง ยังต้องถามอย่างนี้อีกหรือ?”


คุยโตอย่างอยู่ในอารมณ์โวเล่น


“งั้น...ทรายขออีกอย่างหนึ่ง”


ณชะเลทำประกายตาชวนฝันเหมือนเจ้าหญิงในนิทาน สุ้มเสียงคล้ายดีดแก้วเจียระไนเป็นสัญญาณเรียกยักษ์ในตะเกียง ซึ่งยักษ์ในตะเกียงก็ตาตื่นกระตือรือร้นพึ่บพั่บทันที เพราะชักย่ามใจในอำนาจสติปัญญาแห่งตนที่อาจมีอยู่เหนือยักษ์ในนิทาน


“ขออะไร ว่ามา”


“หยุดโลกไว้ให้มีแต่วันนี้ได้ไหม?”


ชายหนุ่มไหล่ตก ทำคอพับไปอีกทาง


“ปู้โธ่!”


“ปู้โธ่ทำไม? ขอจริงๆ นะ ไม่ได้พูดเล่น ไหนว่าทำได้หมดทุกอย่างไง?”


จองฤกษ์จีบปากกลอกหน้า เหมือนจะพูดตอบแต่คร้านเกินกว่าจะขยับขากรรไกร ณชะเลจึงหัวเราะใสและสัพยอกคนหมดท่าต่อ


“อุตส่าห์เก่งที่สุดในโลกอย่างนี้ จะไม่ลองคิดหาความเป็นไปได้เสียหน่อยเหรอ? ทำให้ทุกวันเป็นวันหมั้นของเรา และทำให้พรมวิเศษนิ่มๆ ที่เรากำลังขี่นี้ใหม่อยู่เสมอ ทรายชอบบรรยากาศเหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแบบนี้ แต่ถ้าได้มาแล้วต้องเสียไปให้โหยหาอย่างสิ้นหวัง บางทีสู้ไม่เคยได้มาเลยจะดีกว่า”


ชายหนุ่มเอามือแปะหน้าหัวเราะหึหึ ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี


“ยอมแพ้ง่ายๆ เงี้ยเหรอ?”


หญิงสาวกระเซ้าเสียงหวาน จนอีกฝ่ายจำต้องปริปากพูดตามน้ำ


“น่าแค้นใจเหมือนกันแฮะ เราทำได้มากที่สุดคือเรียนรู้ว่าธรรมชาติออกกฎไว้กี่ข้อ แต่ไม่มีทางคิดทำลายได้ซักข้อเดียว”


ใช่แล้ว...กฎข้อที่หนึ่ง ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป!


แต่คนอย่างเขา เมื่อรู้จักยอดสุดแห่งความสุขในรักแล้ว ก็จะไม่มีวันยอมร้องไห้เพราะสูญเสียมันไปอย่างเด็ดขาด!


“เราทำให้โลกนี้มีแต่วันหมั้นไม่ได้ แต่เรารู้ว่าจะทำยังไงให้ทุกวันเป็นวันที่เรารักทราย!”


ณชะเลปรือตาลง


“ทำยังไง?”


“ทำให้ใจเราเสมอกับทรายทุกๆ ด้าน!”


หญิงสาวปรายตาไปทางคนรักแวบหนึ่ง


“แน่เหรอว่าทำได้?”


“แน่!”


“ทรายไม่อยากมีลูก ถ้าอีกสามปีแต่งงานกัน เราไม่ต้องมีลูกได้ไหม?”


จองฤกษ์ถึงกับสะอึกนิ่วหน้า


“ทำไมล่ะ?”


ถามแล้วก็วูบนึกถึงสังหรณ์ของตนขึ้นมาทันที เขาเคยกลัว และยังกลัวว่าจะไม่ได้มีลูกกับหล่อน แล้วบัดนี้คำตอบก็กำลังถูกเฉลยจากปากหล่อนเอง


หล่อนไม่อยากมีเด็ก!


ณชะเลหัวเราะกลบเกลื่อนเพื่อซื้อบรรยากาศสบายๆ กลับคืนมา


“ทรายแค่อยากชี้เท่านั้นว่าเห็นไหม? ใจเราเสมอกันทุกด้านไม่ได้หรอก ใช่จะด่วนยื่นคำขาดอะไรในวันนี้เสียหน่อย” รถติดไฟแดง หล่อนจึงเหลียวหน้าแลคนรักด้วยสายตาตรงขณะเอ่ยสืบต่อ “ชีวิตของฤกษ์เต็มไปด้วยก้าวกระโดดและข้อยกเว้น ทรายพยายามกระโดดตาม แล้ววันนี้ก็ต้องเริ่มทำตัวเป็นข้อยกเว้นเหมือนฤกษ์ นั่นหมายความว่าทรายรักเธอพอจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับเธอ ไม่ใช่ให้เธอเปลี่ยนแปลงตามทรายอยู่ฝ่ายเดียว”


คำพูดคล้ายจบบริบูรณ์นั้น แฝงปริศนาที่ทำให้จองฤกษ์คิดต่อด้วยความไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันแห่งการสัญญาว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไปเช่นนี้


“อย่าใช้สำนวนฟังยากนักเลย ทรายประกาศความตั้งใจให้ชัดๆ ได้ไหม เราจะได้เตรียมใจถูก”


“คิดอะไรก็พูดไปหมดแล้วไง”


หญิงสาวตอบยิ้มๆ ซึ่งก็ทำให้ชายหนุ่มชักหงุดหงิดเล็กๆ แม้ดวงหน้าอันเป็นที่รักยังคงน่าพิสมัยเกินใครเปรียบอยู่เช่นเคย แต่แววตาอ่านยากของหล่อนก็รบกวนอารมณ์เขามิใช่น้อย บางครั้งเหมือนเขากับหล่อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสนิท แต่บางครั้งก็เหมือนเขาไม่เคยรู้จักหล่อนเลยจนนิดเดียว


“เราเรียนรู้อย่างหนึ่ง...” จองฤกษ์พึมพำคิ้วเคร่ง “ว่าความรักไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีในการบีบบังคับให้อีกฝ่ายคิดตามเรา...ในอนาคตทรายอาจตัดสินใจอย่างที่เราต้องผิดหวังแรงๆ หลายหน แต่ตัวตนของทรายคงไม่ทำให้เราต้องเก็บกดจนเกินไป”


“น่าสงสารจัง...” ณชะเลยื่นมือน้อยมาไล้แก้มเขาแผ่วๆ “ฤกษ์ฝึกคารมจนคมคายเข้าขั้นขออะไรทรายก็ใจอ่อนหมดแหละ”


ทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างจะดึงเขากลับมาสู่ภาวะหน้ารื่นตามเดิม เพราะรู้สึกตัวว่าอาจพูดให้เสียบรรยากาศไป แต่แฟนหนุ่มยังคงตั้งท่าเคร่งขรึมจริงจัง รวบสองมือหล่อนกุมแล้วจ้องตาเขม็ง


“ทรายสั่งเรายังไงก็ได้ ขออย่างเดียว สัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอไป ไม่ว่าต้องเกิดอีกกี่ครั้ง”


“เฮ้อ! เอาอีกแล้ว” ณชะเลค้อนปะหลับปะเหลือก ทอดถอนอ่อนใจ “คนเรานี่จริงๆ เลย ตอนเชื่อว่ามีชาติเดียวก็คิดแค่รักกันไปจนกว่าจะตาย ตานี้พอปักใจเชื่อภพชาติขึ้นมาก็ล้ำหน้าไปอีกขั้น จะมัดมือด้วยตราสังข์ขังกันให้พายเรือในอ่างไม่รู้จักสิ้นจักสุดอยู่นี่เอง”


“ตอบมาตามตรง เราสัญญาว่าจะไม่โกรธ...ทรายไม่ได้รักเราใช่ไหม?”


ณชะเลถอนใจยาว ก้มหน้าตอบอ่อยๆ


“รัก...”


“เราไม่เข้าใจ ในเมื่อรักแล้วทำไมทรายต้องบ่ายเบี่ยงอยู่เป็นปีๆ ทั้งๆ ที่ก็รับหมั้นเราแล้ว จะแต่งงานกับเราอยู่แล้ว อธิษฐานร่วมกันแค่นี้ยากเย็นนักหรือ? อย่าอ้อมค้อมอีกเลย บอกเรามาเถอะว่าทรายคิดยังไงกันแน่ แต่งเสร็จจะหนีเราไปบวชชีหรือเปล่า?”


พอดีสัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น ณชะเลจึงดึงมือออกมาเพื่อเข้าที่เตรียมตัว สายตาหล่อนทอดตรงไปเบื้องหน้าเพื่อรอความเคลื่อนไหวของขบวนรถ เงียบเชียบอยู่อึดใจหนึ่งก่อนตอบ


“ทรายแค่...ไม่ได้วางแผนจะเป็นนักเดินทางไกลที่ต้องถามตัวเองซ้ำๆ ว่ากำลังไปไหน ท่องเที่ยวเรื่อยเปื่อยเพื่ออะไร”


ความจำใจที่ถูกบังคับให้ตอบก่อกระแสเย็นชาในน้ำเสียงนิดๆ


“เพื่อความรักระหว่างเราไง...”


หางเสียงชายหนุ่มติดสั่นและแฝงสำเนียงขมขื่น เพราะเริ่มตระหนักว่าตนกำลังจะถูกทิ้งให้เป็นนักท่องเที่ยวผู้โดดเดี่ยวบนเส้นทางแห่งนิรันดร


วูบหนึ่งณชะเลเกือบรู้สึกผิดที่หล่อนไม่อาจอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา ทว่าก็รู้เท่าทันอย่างรวดเร็วว่านั่นเป็นเพียงอุปาทานตามเขา นี่ก็เป็นอีกแง่หนึ่งที่ใจเขากับหล่อนไม่เสมอกัน ในทางธรรมเขาเพิ่งตั้งไข่ ขณะที่หล่อนเริ่มขาแข็งจนพอเดินได้บ้างแล้ว


“ทรายถูกสอนไม่ให้กลัวการจากพราก และไม่พยายามยื้อฝันดีที่ต้องหนีหายไป” หญิงสาวอธิบายพร้อมออกรถ “รักระหว่างเรา มีแค่ชาติที่ทรายคือทราย ฤกษ์คือฤกษ์ พอตายจากความเป็นอย่างนี้ก็หมดความเป็นเรา และไม่มีรักระหว่างเราอีกแล้ว”


“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ? ทรายเป็นคนทำให้เราเชื่อไม่ใช่หรือ ว่าเราต่างเป็นทายาทของกรรม เราเองจะต้องไปเสวยกรรมที่ร่วมกันทำเอาไว้”


“ตัวตนในชาติหน้าเป็นแค่เงาของเราในชาตินี้ เรียกได้ว่าเป็นทายาทของเรา แต่ไม่ใช่ตัวเราที่จำกันได้ว่านี่ทราย นั่นฤกษ์...” ณชะเลค่อยๆ ปรับจังหวะพูดเหมือนรินน้ำ “แค่หยุดใช้จินตนาการ แล้วตรึกนึกเอาตามจริง เธอจะเห็นอย่างที่ทรายถูกสอนให้มองมานาน คิดสิว่าเมื่อเกิดใหม่ เราสองคนต้องไปถามกันอีกกี่ครั้ง ว่าเธอชื่ออะไร คุณเป็นใครหรือ?”


ถ้อยคำเหล่านั้นพาภาพในอดีตย้อนกลับมาสู่ห้วงมโนทวารของจองฤกษ์อย่างรวดเร็ว วันที่เขาปีนบ้านหล่อน พบหล่อนอยู่กับสุนัขแสนรักตามลำพัง ต่างฝ่ายต่างจำกันไม่ได้ในนาทีแรกว่าเป็นเพื่อนเก่า ต้องทักถามชื่อกันและกันเพื่อความแน่ใจว่าใช่...


ย้อนกลับไปอีก ครั้งกระโน้นเมื่อเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม ต่างฝ่ายต่างเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยพูดค่อยจา หล่อนเคยมาให้อธิบายวิธีคิดเลขสองสามหน เขาหลงรักหล่อน แต่ความขี้อายทำให้ปิดปากเงียบ และกระทั่งแสดงความเมินเฉย ด้วยกลัวว่าถ้าณชะเลรู้ หล่อนจะเกลียดเขา และเอาไปบอกเพื่อนๆ ให้หัวเราะเยาะเขา


ถึงนาทีนี้ ชาตินี้มีแต่ภาพความทรงจำระหว่างกันที่แสนดี และชีวิตที่แสนดีนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด


“เราว่า...วิถีทางของความรักงดงามดีออกนะทราย แม้ถูกธรรมชาติล้างความจำไปแล้ว กรรมที่ผูกพันกันมาก็บันดาลให้ได้มารู้จัก มาประทับใจ และใกล้ชิดกันอีก จะกลัวอะไรกับการหลงลืมเพียงชั่วคราว ในเมื่อรู้ว่าเดี๋ยวเราก็ได้อยู่ด้วยกันอีก”


“เราอาจเคยครองคู่กันมาจริงๆ ” ณชะเลตอบแบบกึ่งจะรับ “แต่ความรักในหนก่อนของเราเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้กับเส้นทางของความไม่แน่นอน ตอนเด็กทรายเคยอยากคุยกับฤกษ์ ทำไมฤกษ์ถึงทำเป็นเฉย เก๊กท่าจนทรายหน้าม้านเสียเอง...ชาติต่อๆ ไปเธออาจทำเป็นเมินอย่างนั้นอีก แล้วจะมีอะไรประกันว่าภายหลังต้องได้พบกันด้วยความบังเอิญเหมือนชาตินี้?”


“เรากำลังปลูกศรัทธากันอยู่ไง ว่าไม่มีความบังเอิญ มีแต่เหตุและผลที่อธิบายได้” แล้วจองฤกษ์ก็หัวเราะแผ่ว ดวงตาส่องประกายปลื้ม “เพิ่งรู้นะว่าตอนเด็กทรายเคยอยากคุยกับเราด้วย”


ณชะเลระบายยิ้มอ่อน มาถึงขนาดหมั้นหมายกันอย่างนี้ หล่อนก็ไม่จำเป็นต้องอุบเงียบเพื่อรักษาเชิงหญิงแต่อย่างใดแล้ว


“ทรายจำได้ว่าทรายชอบฤกษ์นะ อยากให้ฤกษ์มาคุยด้วย แต่พอไปคุยกับฤกษ์ก่อนแล้วเห็นเธอทำเฉยๆ ก็ไม่กล้าไปตอแยอีก”


ภาพวัยเยาว์ที่แจ่มกระจ่าง ปรุงความรู้สึกให้เหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ขนาดที่จองฤกษ์แทบร้องไห้กับการดีใจย้อนหลัง เมื่อรู้ความจริงว่าคนที่ตนหลงรักก็คิดเช่นเดียวกัน


“เราอยากเข้าไปคุยกับทรายใจจะขาด...แต่กลัวทรายรู้ว่าเรารักทราย กลัวทรายรังเกียจ กลัวโดนเพื่อนล้อว่าไม่เจียมกะลาหัว” พักเม้มปากสะกดความยินดีที่เหมือนจะล้นปรี่ออกมาเป็นน้ำตา “ทรายดูสวยแล้วก็เหมือนอยู่เกินเอื้อมสำหรับเราเสมอ แม้กลับมาเจอกันใหม่ตอนโต ถ้า...ถ้าไม่ได้เจ้าต่อยช่วยเป็นกำลังใจให้ในวันแรกๆ เราก็อาจยังติดอยู่กับความกลัวแบบเก่าๆ และต้องเจ็บใจตัวเองวันแล้ววันเล่าเหมือนเด็กๆ อีกครั้ง”


นั่นเป็นความรู้ใหม่สำหรับณชะเล แล้วก็ทำให้เห็นข่ายใยสัมพันธ์ผูกโยงระหว่างผู้คนทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เหมือนทุกคนถูกวางตำแหน่งไว้กระทบกันเป็นทอดๆ ไม่มีใครถูกวางไว้ลอยๆ โดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเลยสักคน เพียงแต่จะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น


“ความสัมพันธ์แต่ปางก่อนระหว่างเราคงยั่งยืนพอ ชาตินี้ถึงอยู่ในสายตาของกันและกันมาตั้งแต่แรก”


“ใช่...” จองฤกษ์รีบสนับสนุน “แถมเราน่าจะเคลื่อนมาจากภพเดิมพร้อมกัน ถึงได้เกิดวันเดียวกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ทรายก็ไม่ควรปฏิเสธการอธิษฐานให้เราสองคนได้ไปอยู่ในสายตาของกันและกันอีก”


“การอยู่ในสายตาของกันและกัน ประกันอะไรได้บ้าง?”


จองฤกษ์อึกอัก แต่ชั่วสองสามพริบตาก็ตอบด้วยท่าทีหนักแน่น


“เราอธิษฐานช่วยกันประคับประคองกันและกันให้เดินไปในทางดี ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพลาดหลงไปในทางชั่ว กำหนดไว้ว่าจะให้ทรายดีงามและอยู่ในภูมิสูงส่งได้เหมือนชาตินี้ตลอดไป”


ณชะเลยักไหล่และเบะปากยิ้มนิดๆ


“ฤกษ์ว่าทรายดีมากเหรอ?”


“ที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะดีได้!”


“อือม์...ก็เคยหลงสำคัญตัวอย่างนั้นเหมือนกันนะ แต่เมื่อปีก่อนพ่อหมออุปการะชี้ให้ทรายเห็นความคิดบางอย่างของตัวเอง ความจริงเหมือนรอยเปื้อนในจิตแค่เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่าถือสา แต่ต่อมาพอทรายสังเกต ก็เห็นว่าในตัวเองเต็มไปด้วยความคิดเหลวแหลกสารพัด ทั้งกลางวันกลางคืน”


“แต่ทรายก็ดักความคิดพวกนั้นได้ และไม่ปล่อยให้หลุดออกมาเป็นความทุจริตทางกายวาจา อย่างนี้จะต้องไปกลัวอะไร?”


ณชะเลเลิกคิ้วผ่อนลมหายใจทีละน้อย


“กลัวความไม่แน่นอนของอนาคต กลัวบาปแต่หนหลังจะให้ผล แล้วก็กลัวความคิดชนิดที่ควบคุมไม่ได้ด้วยสติระดับไหนๆ ยอมรับเถอะว่าเชื้อร้ายยังฝังแน่นอยู่ในเรามากมาย ประมาทไม่ได้เลย เผลอพลาดทำบาปแม้เล็กน้อยก็ต้องเสวยทุกข์ที่คิดไม่ถึง น่าเหนื่อยจะตายกับการระมัดระวังศัตรูที่เกิดจากใจตัวเอง”


ขณะกล่าวยังไม่จบ หญิงสาวกดคันเร่งนิดหนึ่งเมื่อเห็นถนนโล่งขึ้น แต่เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังคะนองในขุมพลังแรงจัดที่สั่งได้จากปลายเท้า เป็นเหตุแห่งความประมาทอันไม่สมควรแก่มือใหม่หัดขับ ก็ยั้งไว้ และรู้สึกถึงความมีใจเยือกเย็น เห็นโลกเบื้องหน้าสงบลงดังเดิม


“หลังจากหัดดูความจริงเข้ามาในตัวเองตรงๆ พักหนึ่ง ทรายรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสนามแคบที่เขาวางกับระเบิดไว้ถี่ยิบ...ฤกษ์อ้างว่ารักทราย ความรักของเธอคือการอยากให้ทรายปลอดภัยหรือตกอยู่ในห้วงอันตราย?”


ชายหนุ่มใจหาย คำถามเดียวของณชะเลแทบทำให้เขาตาสว่างในบัดดล


“หมายความว่า...”


“ฤกษ์ทำให้ทรายไว้ใจ ทรายเชื่อว่าฤกษ์จะซื่อสัตย์กับทรายไปจนชั่วชีวิต เพราะฉะนั้นจนตายทรายจะมีเธอคนเดียว”


สีหน้าจองฤกษ์แช่มชื่นขึ้น


“ขอบใจ...”


“แต่...ทรายไม่ไว้ใจตัวเองว่าจะคิดดีได้กี่น้ำ โดยเฉพาะชาติหน้าชาติโน้นที่มองไม่เห็น เดาไม่ถูก ทำนายไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าก่อเชื้อให้เกิดตัวตนอื่นขึ้นอีกเลย เอาแค่ชาตินี้พอแล้ว การตั้งอธิษฐานว่าจะต้องเจอกันไปเรื่อยๆ ทุกชาติจะกลายเป็นนิสัยและความฝังใจ เป็นมโนกรรมที่พาเราเที่ยวไกล สุ่มเสี่ยงเข้าสงครามบุญบาปในจิตไม่รู้จบรู้สิ้น”


จองฤกษ์ยังคงเงียบอึ้ง กะพริบตาคิดคล้ายคนเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากหลับฝัน เอาแต่ฟังคนรักสาวกล่าวอธิบายอยู่ฝ่ายเดียว


“ถึงตอนนี้เราได้คิด ได้พูด และได้ทำอะไรดีๆ ด้วยกันมามาก ความรักจะอยู่ที่นี่ และถ้าต้องเกิดใหม่ก็จะอยู่ที่โน่นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องอธิษฐาน ไม่ต้องวอนขอ ไม่ต้องเรียกร้องกับใครที่ไหน”


ชายหนุ่มยิ้มออก หล่อนไม่รังเกียจที่จะพบเขาในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป เพียงแต่หล่อนไม่อยากอธิษฐานในแบบที่จะต้องท่องเที่ยวยืดเยื้อไร้จุดหมายปลายทางเท่านั้น


“แล้ว...ทรายต้องการให้เราทำอะไรเพื่อทราย?”


“ส่งเสริม เป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นผู้นำให้ทรายได้ยิ่งดี พาทรายไปสู่การยุติความไม่รู้และความหลงติดทั้งหลาย ตามหลักวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนไว้”


จองฤกษ์หัวเราะหึหึ


“เพื่อทราย เราจะพยายาม...” แล้วเขาก็เงยหน้าหัวเราะขำหนักขึ้น ยกมือแปะหน้าผากและปิดตา “ทรายนี่เยี่ยมจริงๆ นะ เปลี่ยนโจรให้เป็นนักบุญเต็มตัวเลย”


“ว่าไง นักประดิษฐ์เอก”


พ่อหมออุปการะทักชายหนุ่มที่มาเดี่ยวอย่างเป็นกันเอง


“สวัสดีครับอาจารย์” จองฤกษ์พนมมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนเอ่ย “อย่างที่โทร.บอกนะครับ วันนี้จะขอสรุปรากฐานทฤษฎีสร้างเครื่องพยากรณ์กรรม อยากให้อาจารย์ช่วยดูว่าครอบคลุมเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นแล้วหรือยัง”


“ได้ซี ว่าไปเลย ผมอยากรู้เหมือนกันว่าน้องทำคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”


“ถามจากที่อาจารย์เห็นก่อนดีกว่า เอ่อ...ถ้านี่เป็นรถหรือเรือ ถึงตอนนี้ลุล่วงไปแค่ไหนครับ?”


อุปการะนิ่งตรึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ


“ถ้าเปรียบกับโครงการสร้างรถสร้างเรือ ก็ถือว่ายังเป็นแค่รูปวาดอยู่ในกระดาษ แต่เริ่มมีเค้าโครงของต้นแบบที่จะเอาไปใช้ในโรงงานประกอบชิ้นส่วนจริงบ้างแล้ว อือม์...เท่าที่สัมผัสเห็นนี่สมองน้องทำงานเหมือนสายฟ้าแลบอยู่เกือบตลอด ทั้งรวบรวมข้อมูลมหาศาล ทั้งคิดคำนวณอะไรซับซ้อนปะติดปะต่อกันพิสดารเหลือเกิน ผมเห็นกองงานของน้องใหญ่โตราวกับภูเขาอะไรสักลูก...ระวังผมหงอกก่อนอายุยี่สิบล่ะ”


นักประดิษฐ์หนุ่มหัวเราะออกมาได้


“ทักได้ตรงเป๋งเลยครับอาจารย์ ผมหงอกเพิ่งงอกออกมาเส้นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทรายเป็นคนเห็นจากข้างหลังแล้วตกใจใหญ่”


“ปริมาณงานกับข้อมูลที่ผ่านสมองน้องแต่ละวันอาจมากเท่าคนทั่วไปเจอกันเป็นเดือน อย่างนี้อีกสิบปีจะเกิดพายุในหัวแรงเกินรับ ทำให้สมองพังได้นะ น้องควรฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดความสมดุลบ้างแล้ว”


“รู้ตัวครับ เรื่องคิดแรงจนหยุดไม่ได้นี่เป็นมาพักหนึ่งแล้ว ปีหนึ่งที่ผ่านมาเหมือนทำโปรเจ็กต์ย่อยพร้อมๆ กันร่วมร้อย โหดกว่าตอนพยายามเจาะระบบดาวเทียมไม่รู้กี่เท่า...งั้นไว้ผมจะเรียนทำสมาธิกับอาจารย์บ้างนะครับ อายุจะได้ไม่สั้น”


“ดี”


แล้วจองฤกษ์ก็ตัดบทเข้าเรื่อง


“ผมใช้วิธีซื้อข้อมูลจากแหล่งวิจัยเกี่ยวกับดีเอ็นเอต่างๆ มาวิเคราะห์ ถือว่าเข้าทางลัด ย่นเวลาได้มากพอดู แทนที่จะต้องอาศัยสมอง อาศัยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และอาศัยเวลาเป็นสิบปี”


อุปการะผงกศีรษะและดักคอ


“แรกๆ เคยเกือบคิดปล้นเงินอีก เพราะคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วน่าจะไม่พอใช่ไหม?”


จองฤกษ์ยกมือลูบหน้าขึ้นลงเขินๆ


“อบายยื่นบันไดขั้นต่อมาให้จริงๆ ครับ ขนาดคิดทำเรื่องบุญเรื่องกุศล บาปเก่าๆ ยังอุตส่าห์จะตามมามีเอี่ยว นี่ถ้าไม่มีศรัทธาในกรรมวิบากมากพอ ก็คงสู้แรงยุฝ่ายต่ำไม่ไหวเหมือนกัน...ตอนนี้ผมเอาชนะข้อจำกัดด้วยการแบ่งงานออกเป็นหลายส่วน หลายระยะ เช่นบางส่วนจะรอเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่านี้ อาจจะอีกสักสิบปีค่อยเริ่มลุย ป่านนั้นต้นทุนคงถูกลงเป็นร้อยเท่า”


พูดพลางนึกถึงการถอดรหัสดีเอ็นเอของคนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างลักษณะพรรณนับพันเพื่อเก็บตัวอย่างเปรียบเทียบ ซึ่งต้องอาศัยความเร็วในการประมวลผลเกินกว่าคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันจะสนองตอบ


“ดีแล้ว รอสิบปีดีกว่ามีกรรมดำเปื้อนจิต น้องอุตส่าห์ขาวขึ้นขนาดนี้แล้ว เหตุผลไหนๆ ก็ไม่พอให้กลับไปกระดำกระด่างอีกหรอก”


“ครับ เอ่อ...สำหรับช่วงนี้ผมกำลังวิเคราะห์วิจัย แล้วก็ใช้วิชาย้อนรอยเทคโนโลยีบางอย่างที่คนอื่นสร้างทำไว้แล้ว เพื่อประกอบเป็นอุปกรณ์ใหม่”


เขารายงานโดยสังเขป เจตนาเพื่อให้อุปการะช่วยตรวจสอบว่าตนเองทำทุกสิ่งด้วยความสะอาดสะอ้านพอหรือยัง ซึ่งฝ่ายอุปการะก็พยักหน้าช้าๆ เป็นการยืนยันว่าใช้ได้ไม่มีปัญหา


“ตอนนี้มีวิชาอยู่แขนงหนึ่ง ว่าด้วยการสื่อสารสัมพันธ์ระหว่างสมองกับร่างกาย วิชานี้เหมือนการเจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งผมถนัด แล้วอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสมองก็ก้าวหน้าไปมาก เป็นไปได้ที่จะให้คนธรรมดาพกติดตัวไปไหนมาไหน แต่ก็ต้องพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้เฉพาะงานกันนาน”


อุปการะทำหน้าสนใจ


“มีประโยชน์กับงานยังไง?”


“ผมต้องการให้ ‘กรรมใหม่’ ของแต่ละคนถูกเก็บในรูปข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ และนั่นก็คงต้องอาศัยคลื่นสมอง เพราะคลื่นสมองเกิดขึ้นจากเจตนาในปัจจุบันชาติโดยตรง ขั้นพื้นฐานจะเล็งว่าใครมีเจตนาเจืออยู่ด้วยราคะ โลภะ โทสะ พยาบาท หรือโมหะเป็นหลัก จากนั้น...ในอนาคตอีกสิบหรือยี่สิบปี ถ้าผมสามารถถอดรหัสข้อมูลดีเอ็นเอซึ่งเป็น ‘กรรมเก่า’ สำเร็จ ก็จะสามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ได้ โดยอาศัยหลักของทานและศีลเป็นเกณฑ์การหาความสัมพันธ์”


ผู้อาวุโสยกมือลูบคาง เท่าที่พอเข้าใจคือจองฤกษ์อาศัยหลักการที่ว่า ‘กายคือกรรมเก่า’ และ ‘เจตนาคือกรรมใหม่’ มาประยุกต์ ถ้าทำให้ของเก่ากับของใหม่อยู่ในรูปที่บันทึกลงคอมพิวเตอร์ได้ งานพยากรณ์กรรมของเขาก็จะเป็นรูปเป็นร่าง จับต้องได้ชัดเจนในหนทางของวิทยาศาสตร์


จองฤกษ์เห็นอุปการะเงียบฟังเหมือนเข้าใจกระจ่างก็อธิบายต่อ


“ผมหวังว่าเมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ดีพอ เราจะได้ภาพเกี่ยวกับคิวของการให้ผลกรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ก่อความคลางแคลง ไม่อาจลงใจศรัทธากรรมวิบากได้มากที่สุด เช่นทำไมทำดีถึงยังไม่เห็นได้ดีสักที หรือทำไมคนชั่วจึงลอยนวลอยู่อย่างมีเกียรติ เครื่องพยากรณ์กรรมจะทำได้ขนาดพล็อตกราฟออกมาถูกเลย ว่าตอนนี้กรรมขาวหรือกรรมดำในอดีตประเภทไหนกำลังส่งผลแรงที่สุด และจะทอดเวลาให้ผลไปอีกนานเพียงใด กว่าที่กรรมใหม่ในปัจจุบันจะเริ่มส่งผลแทรกแซง”


อุปการะเอาแต่พยักหน้าหงึกๆ แม้ไม่เข้าใจเชิงเทคนิคก็มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววทึ่ง เพราะเขาอาศัยวิทยาการและกรอบความคิดหลายๆ ด้านผนวกกันจนกลายเป็นมุมมองเกี่ยวกับกรรมวิบากที่ชัดเจนตรงจริง


“อย่างกรณีของน้าเค้ก...” จองฤกษ์กล่าวสืบต่อ “ซึ่งอาจารย์บอกว่าอดีตของเขาถือศีลแปด ด้วยเจตนาอันเจือด้วยราคะ ผลในปัจจุบันซึ่งเห็นด้วยตาเปล่าก็เป็นแบบหนึ่งในทางร้าย ทีนี้พอน้าเค้กถือศีลแปด ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตรงทางมาครบปี เราก็เห็นความจริงไปอีกแบบหนึ่งในทางดี...เหมือนรัศมีพิสุทธิ์ของศีลแปดจะดึงดูดแต่ผู้ชายดีๆ เข้ามาหาน้าเค้กมืดฟ้ามัวดินไปหมด แต่ละคนประวัติดีชนิดมีกลิ่นสะอาดลอยออกมาจากจิตกันเลยทีเดียว”


“อานุภาพของศีลแปดเป็นของใหญ่ พอสั่งสมไปจนรัศมีเริ่มทอตัวออกมาจากภายใน ผลหลายๆ อย่างก็เริ่มปรากฏชัดออกมาที่ภายนอก”


“นั่นแหละครับ ถ้าน้าเค้กเคยรักษาศีลแปดมาก่อน และกำลังเสวยผลกรรมนั้นในปัจจุบันด้วยการมีรูปร่างหน้าตาดี ร่างกายก็ต้องมีข้อมูลบางอย่างที่สอดคล้องกันกับเจตนาถือศีลแปดใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมสันนิษฐานว่าเมื่อเอาบุญเก่าเช่นศีลแปดมาต่อยอด ก็จะเห็นผลใหญ่รวดเร็วกว่าพวกที่ไม่มีวิบากทางศีลแปดเป็นฐานอยู่ก่อน”


อุปการะเอนหลังพิงพนัก มองจองฤกษ์นิ่ง คำพูดของชายหนุ่มทำให้เขาเริ่มเชื่อว่าเป็นไปได้ ที่เทคโนโลยีกับมันสมองของมนุษย์ยุคปัจจุบันอาจพาไปสู่ความเข้าใจกรรมวิบากได้อย่างลึกซึ้ง


“น้องเห็นได้ถูกแล้ว กรรมเก่าเป็นฐาน เป็นแนวโน้ม และเป็นที่ตั้งของความรู้สึกสุขทุกข์จากเครื่องกระทบทั้งหลายว่ามีขอบเขตประมาณนั้น ส่วนกรรมใหม่เป็นตัวรักษา เป็นจุดเปลี่ยน หรือเป็นแรงขับดันให้ฐานเดิมงอกเงยต่อยอดหรือพังพินาศล่มสลายลง”


จองฤกษ์ยิ้มใสที่อีกฝ่ายให้การรับรอง


“ถึงตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนค้นพบความจริงอย่างหนึ่ง คือรูปร่างหน้าตาถูกคุมด้วยกรรมเก่าเป็นหลัก แต่ก็ถูกปรับปรุงด้วยกรรมใหม่ได้มาก แม้จะยากในช่วงแรกของการเปลี่ยนเส้นทางกรรม แต่ก็จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้ามาในเส้นทางกรรมสายใหม่นั้นๆ ”


“ใช่! บางคนแทบจะเปลี่ยนหมดทั้งรูปร่างและหน้าตา เพียงเพราะรู้จักทำทานและรักษาศีลด้วยความเข้าใจตลอดสาย แต่ก็ต้องสั่งสมบุญใหม่กันหลายปีกว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับหนูเค้กซึ่งฐานเก่าส่งผลรองรับในทางบวกอยู่แล้ว พอมาตั้งใจถือศีลด้วยมุมมองที่ถูกที่ชอบเข้าอีก ก็ยิ่งงามจัดรับกันทั้งจากภายในและภายนอก รวมทั้งกระแทกวิบากเก่ากระเด็นไปจากวงโคจรชีวิตได้ ทั้งที่เอาจริงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แค่ปีเดียว”


“อีกอันหนึ่ง มีร่องรอยบ่งชี้ว่ากรรมเก่าจะมีกำลังแรง และมีอิทธิพลใหญ่ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการตั้งใจทำทานให้มาก รักษาศีลให้มาก ข้อสรุปนี้ถูกไหมครับ?”


“ถูก! แค่มีความเข้าใจ มีความปลงใจศรัทธาในทานและศีลถ่องแท้ ภพเดิมก็เริ่มเคลื่อนแล้ว และส่งผลกระทบกับรูปดวงแบบเดิมๆ แล้ว แต่ถ้ายังไม่จุดประกายกันด้วยศรัทธาในทานและศีล ก็เหมือนแสงสว่างยังส่องกระทบจิตไม่เต็มที่ ต่อให้ใช้เคล็ดลางหรือฉลาดเปลี่ยนแบบแผนชีวิตท่าไหน แม้ได้ผลก็วูบวาบประเดี๋ยวประด๋าว ต้องเวียนทุกข์เวียนสุขประมาณเดิมๆ เพราะยังไม่มีพลังพอจะขับให้เคลื่อนออกจากภพเดิมๆ นั่นเอง”


จองฤกษ์พยักหน้าด้วยความรู้สึกเชื่อมั่นว่าตนมาถูกทาง


“ผมจะสร้างเครื่องพยากรณ์กรรมให้ช่วยทุกคนวางแผนเลือกเกิดใหม่โดยไม่ต้องตายเสียก่อน เพียงบอกว่าแต่ละคนทำกรรมเก่าอย่างไรมา และมีขั้นตอนตามลำดับอย่างไร จึงจะเป็นการต่อยอดบุญเก่าที่เคยทำไว้ เพื่อให้เห็นผลทันตาเป็นกำลังใจ และถ้าเป็นไปได้ก็ลงลึกถึงระดับการเตือน เพียงใครตั้งจิตไว้ผิด หรือยังศรัทธาไม่ตรงทาง รวมทั้งให้คำแนะนำได้ว่าต้องเปลี่ยนความคิดท่าไหน จึงจะบรรลุผลตามต้องการ”


“ไม่เลว...”


“ผมขอให้อาจารย์ทำนายอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อกำลังใจในการเริ่มต้น แต่เป็นความอยากรู้จริงๆ ครับว่าก่อนตายผมจะทำสำเร็จไหม?”


“สำเร็จส่วนหนึ่ง...” อุปการะตัดสินใจตอบ เพราะเห็นว่าชายหนุ่มทุ่มเทลงมาลึกพอจะไม่ถอดใจแล้ว “เดี๋ยวน้องทำๆ ไปจะพบว่าสัจจะเกี่ยวกับกรรมวิบากนั้น ยิ่งขุดก็ยิ่งลึก หาเค้าเงื่อนตลอดสายไม่ได้หรอก พอน้องเริ่มผมหงอก จะเริ่มถอดรหัสกรรมเก่ากับกรรมใหม่ได้กว้างขวาง และนำมาหาความสัมพันธ์กันจนบอกคิวการให้ผลกรรมถูก แต่ก็ยังจะมีข้อผิดพลาดให้ต้องคลำหาปมเพื่อแก้ไขไปเรื่อยๆ ”


จองฤกษ์ก้มหน้าปลง


“นึกแล้วเชียว”


“อย่าห่วงเลย ถึงตอนนั้นจะเริ่มมีเสียงขานรับ และมีการรับช่วงต่ออย่างกว้างขวาง สาระสำคัญคือน้องได้เริ่มคิด ได้เริ่มทำ ซึ่งอะไรแบบนี้แม้ต้องรอเป็นร้อยๆ ปีก็คุ้ม เพราะจะทำให้มนุษย์ทั่วไปศรัทธาว่ากรรมวิบากมีจริง เมื่อรู้จริงก็จะได้ไม่ต้องทำผิด ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นผู้ผิดเพราะไม่รู้อยู่ร่ำไป...แค่ได้เป็นผู้เริ่มก่อรูปก่อร่างเท่านี้ ก็มีกำลังกรรมขาวเหนือกรรมดำในอดีตอักโขมโหฬารแล้ว การเริ่มต้นนั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะถ้าขาดก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวอื่นๆ ให้พูดถึง และจะไม่มีเส้นชัยเป็นที่หวัง”


ชายหนุ่มเงยหน้า สายตาฉายแววใส


“อาจารย์พูดอย่างนี้ค่อยใจชื้นหน่อยครับ”


“เครื่องพยากรณ์กรรมจะมีหรือไม่มี กรรมวิบากก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป หน้าที่ของแต่ละคนคือทำความรู้จักกฎแห่งกรรมวิบาก และช่วยเหลือให้คนอื่นรู้ตามเท่าที่กำลังจะเอื้อ เพื่อสาระคือการได้คิดและได้ทำประโยชน์สูงสุดให้ตนเองและผู้อื่น แค่นั้นน่าพอใจเกินกรรมใดเปรียบแล้ว”



จบตอน