กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่

โดย ดังตฤณ


กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ


ตอนที่ ๔๑ คนอยู่ข้างหลัง


คนตายคือพวกที่ออกจากเกมแห่งความไม่รู้ก่อนพวกที่เหลือบนโลก และไปพร้อมกับความไม่รู้ว่าตนได้ทิ้งความยุ่งยากลำบากใจให้กับคนอยู่ข้างหลังมากมายเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อยังมีความสัมพันธ์โยงใยซับซ้อนตกค้างอยู่ในหมู่สังคมมนุษย์



ทีแรกนักข่าวอาชญากรรมซึ่งเปิดวิทยุสื่อสารของตำรวจฟังเหตุการณ์อยู่ตลอด ต่างก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเหตุยิงกันตายสักเท่าไหร่ ต่อเมื่อทราบเนื้อหาเรื่องราว โดยเฉพาะวีรกรรมของสิบตำรวจโทหนุ่มซึ่งมาช่วยหญิงสาวให้รอดพ้นจากการถูกอุ้มไปขายได้ทันท่วงที โดยมิได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า นักข่าวจึงแห่กันมาทำข่าวกันเป็นที่โกลาหล เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครเคยได้ยินมาก่อน และคาดหมายได้ว่าต้องอยู่ในความสนใจของคนทั้งหลายที่ชอบปาฏิหาริย์ ชอบความ ‘บังเอิญ’ ที่ดูเหลือเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้จริง


เมื่อเกิดเหตุดีร้ายหนึ่งๆขึ้น การที่บุคคลในเหตุการณ์จะเป็นข่าวหรือไม่เป็นข่าวนั้น ล้วนมีกรรมเก่าเป็นเครื่องชี้ หลายคนประสบเหตุเหมือนๆกันแล้วเงียบฉี่ ทว่าอีกคนกลับดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา เพียงสื่อมวลชนรายงานข้อมูลนิดหน่อย บุคคลในข่าวก็ตกอยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศทันที


ถ้าหากเคยเป็นผู้ส่อเสียดนินทาหรือใส่ร้ายคนอื่นต่อสาธารณชน วันหนึ่งเมื่อพลาดพลั้งทำบาปหรือแม้เพียงเกี่ยวข้องกับวงจรบาปเพียงเล็กน้อย ความชั่วก็จะปรากฏฟุ้งกระจายไปเป็นที่โจษจัน ควรแก่การอัปยศอย่างใหญ่หลวง แต่ตรงข้าม หากเคยเป็นผู้นิยมสรรเสริญเกียรติคุณของบุคคลผู้น่ายกย่องให้เป็นที่ปรากฏแพร่หลาย วันหนึ่งเมื่อทำหน้าที่ตามปกติ ชื่อเสียงเกียรติยศก็อาจหล่นใส่ ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างน่าชื่นใจโดยมิได้คาดหมายให้เป็นไปเช่นกัน


ข่าวอาชญากรรมทางโทรทัศน์ภาคค่ำประเดิมก่อน แล้วตามด้วยข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยเกือบทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้น หลายฉบับพาดหัวข่าวด้วยการเก็งของ บก. ว่าถ้ายิงคำดีๆอาจมีลุ้นยอดพุ่ง ดังเช่นที่เห็นในฉบับหนึ่งคือ


เด็ดหัวพ่อค้ากาม


ปาฏิหาริย์ส่งพลแม่นปืน


ยื่นมือช่วยสาวสวยฉิวเฉียด!!



รายละเอียดในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเปิดเผยชื่อและนามสกุลจริงของบุคคลในข่าวทั้งหมด ยกเว้นเหยื่อสาวเพียงคนเดียวที่ลงเพียงนามสมมุติ แต่ก็ประกอบรูปครึ่งตัวแบบคาดตาบางๆ เพราะเหยื่อที่มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นจุดเด่นดึงดูดความสนใจประชาชนได้ง่าย นอกจากนั้นก็มีรูปหน้าเต็มขนาดเล็กของสิบตำรวจโทเรืองยศมาประทับเด่น เนื่องจากเป็นมือพิฆาตที่เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับส่งตัวมาช่วยเหลือเหยื่อสาวในเวลาคับขันสุดยอดโดยเฉพาะ ถือเป็นประเด็นข่าวชนิดหนึ่งในล้าน ซึ่งคาดว่าทุกคนคงอยากเห็นหน้าค่าตายิ่งกว่าเหยื่อสาวและพ่อค้ามนุษย์ทั้งหมดด้วยซ้ำ


ละอองฝนรับประทานข้าวเช้าร่วมกับที่บ้านตามปกติ และเป็นคนถือครองหนังสือพิมพ์ซึ่งพาดหัวข่าวดึงดูดใจพอควร หล่อนเหลือบลงมาดูรูปประกอบ ทีแรกก็มองผ่านๆอย่างจะดูสไนเปอร์เสียหน่อยว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พอเห็นรูปร่างและโครงหน้าของหญิงผู้เกือบตกไปอยู่ในมือพ่อค้ามนุษย์ก็สะดุดตา เกิดความเอะใจ เพราะมองเผินแวบเดียวก็พบว่าละม้ายกับอเวราน้าสาวของตนเป็นอย่างยิ่ง แถมเครื่องแต่งกายก็คุ้นว่าเคยเห็นสวมใส่ตอนมาบ้านหล่อนเสียด้วย


การหายตัวไปในวันแรกของอเวรายังไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดสังเกต เนื่องจากช่วงหลังอเวราแยกออกมาอยู่ข้างนอกตามลำพัง กระทั่งวันที่สองของการขาดงานติดกันโดยไม่มีการลา เพื่อนร่วมงานจึงโทร.ถามที่บ้านหล่อนตามเบอร์ในแฟ้มข้อมูลบุคคล นั่นเองความโกลาหลจึงเกิดขึ้น ทุกคนเริ่มตกใจเมื่อไม่สามารถติดต่ออเวราด้วยวิธีใดๆ แม้จะไถ่ถามญาติมิตรเท่าที่รู้จักกันกี่คนๆก็ตาม


ละอองฝนกะพริบตาปริบๆ เพ่งจ้องรูปพรรณสัณฐานของเหยื่อสาวในรูปอย่างพินิจพิจารณา เพราะบ้านหล่อนเพิ่งนั่งนอนร้อนใจ อยู่ไม่เป็นสุขกันเมื่อคืนนี้หยกๆ กับทั้งช่วยไปแจ้งความคนหาย เนื่องจากสืบถามกันทั่วแล้วปรากฏว่าแม่ของหล่อนนั่นเอง คือรายสุดท้ายที่ได้รับการติดต่อจากคนหาย และยืนยันได้ว่าคนหายอยู่ระหว่างทางกลับบ้านตามปกติ เนื่องจากฝ่ายนั้นเพิ่งแสดงความจำนงว่าจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นกัน ไม่ใช่คิดออกนอกเส้นทางหรือไถลไปไหนไกล


ความอยากรู้รายละเอียดทำให้ละอองฝนตัดสินใจอ่านเนื้อข่าวก่อนกระโตกกระตาก แต่พออ่านมาถึงรายงานชื่อพร้อมนามสกุลของหนึ่งในผู้ตาย คือนายพฤหัส เจนธีรการ เด็กสาวก็เผลอร้องกรี๊ดออกมาลั่นโต๊ะทานข้าว ยังผลให้ทุกคนในที่นั้นสะดุ้งเฮือกกันถ้วนหน้า


ณชะเลซึ่งอยู่ใกล้ตัวสะบัดหน้าขวับ เห็นพี่สาวตกตะลึงหน้าซีดเผือดก็ทราบทันทีว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น


“มีอะไรเหรอฝน?”


ชะโงกหน้าไปอ่านจุดที่เห็นว่าสายตาของละอองฝนเพ่งค้างอยู่ แต่เผอิญหล่อนรู้จักและจดจำพฤหัสได้เพียงชื่อ ‘ต่อย’ จึงไม่ทราบว่านายพฤหัส เจนธีรการและรายนามอื่นๆมีความหมายเช่นไร


พอละอองฝนตอบด้วยเสียงสะอึกสะอื้น กับอาการเพ่งแล้วเพ่งอีกไปที่จุดเดิมเหมือนไม่อยากเชื่อ ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตา ณชะเลก็โอบไหล่ถามด้วยน้ำเสียงประโลมปลอบ


“เพื่อนฝนเหรอ?”


ละอองฝนคืนสติจากสภาพช็อก เอานิ้วชี้จิ้มชื่อพฤหัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครือสั่น


“นี่ต่อยไง!”


แม้ณชะเลไม่รู้สึกถูกชะตากับเพื่อนของจองฤกษ์นัก ฟังแล้วยังอดตกใจไม่ได้


“ฮ้า! ใช่เหรอ?”


ละอองฝนเม้มปากพยักหน้า ซึ่งณชะเลก็เชื่อว่าน่าจะจริง โดยสันนิษฐานว่าคนกำลังรักกำลังลุ่มหลงกันอยู่คงไม่จดจำชื่อนามสกุลคลาดเคลื่อนง่ายๆ


ปณิธานกับรสรินทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้จักคนมาจีบลูกสาวรายล่าสุด แม้ปณิธานจะเพิ่งพบหน้าครั้งหนึ่งที่สนามแบดมินตัน ก็ไม่ทราบว่าฝ่ายนั้นชื่อเสียงเรียงไร ดอดมาติดต่อกับลูกสาวคนโตตั้งแต่เมื่อไหร่


“ต่อยไหน?”


รสรินเป็นฝ่ายเอ่ยถาม โดยเล็งจะเอาคำตอบจากณชะเลมากกว่าละอองฝนซึ่งอยู่ในสภาพไม่พร้อมขยายอะไรให้ฟัง


“เพื่อนของฤกษ์น่ะค่ะ”


ตอบแบบไม่ทันคิดแล้วเกือบกัดลิ้นตนเอง เพราะยังไม่ทราบเลยว่าข่าวการตายของพฤหัสเกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรงปานใด พอบอกไปเสียแล้วว่าเป็นเพื่อนของจองฤกษ์ ประเดี๋ยวแม่คงไม่ไว้ใจแฟนหล่อนขึ้นมาอีก เพราะแม่จะถือคติคบบุคคลเช่นใดย่อมเป็นคนเช่นนั้น


ละอองฝนข่มสะอื้น พยายามตั้งสติอ่านเนื้อข่าวต่อจนจบแบบคร่าวๆ รู้สึกโหวงๆเหมือนจะเป็นลม จากนั้นจึงพลิกหนังสือพิมพ์กลับไปหน้าหนึ่งและถามณชะเลเสียงแผ่วหวิว


“ทรายว่านี่คล้ายใคร?”


ณชะเลพิศดูครู่เดียวก็อุทานดังๆ


“อุ๊ย! นี่มันน้าเค้กนี่!”


หน่วยตาของรสรินเบิกกว้าง เรียกหนังสือพิมพ์จากลูกๆทันที


“ไหนเอามานี่ซิ”


หนังสือพิมพ์ถูกเลื่อนส่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ณชะเลเดินตามไปขอดูจากเบื้องหลัง ฝ่ายรสรินเมื่อเห็นรูปของอเวราก็จำได้ทันทีแม้มีแถบคาดตา กับทั้งมั่นใจว่าใช่เพราะปะติดปะต่อจากความจำที่อเวราปรึกษาเกี่ยวกับนายคนชื่อต่อยบ่อยๆ สอดคล้องกับที่ลูกสาวเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่


พอพลิกหน้าอ่านข่าวจบแบบคร่าวๆก็ไม่รอช้า คุณแม่ลูกสาวสองสละเก้าอี้ ลุกขึ้นเดินไปคว้ากระบอกโทรศัพท์ขึ้นกดเบอร์ถึงผู้เป็นน้องทันที โดยเลือกต่อเข้ามือถือก่อน แต่เครื่องไม่เปิด อาจโดนจับตัวไปหลายวันเลยแบตหมดและยังไม่มีกะจิตกะใจชาร์จ รสรินเลยเสี่ยงโทร.เข้าเครื่องที่บ้านพ่อแม่อเวราเป็นอันดับต่อไป


“สวัสดีครับ”


“อาสะพัดเหรอคะ นี่หน่องพูดค่ะ”


สะพัดคือบิดาของอเวรา เป็นน้องชายของพ่อหล่อน


“ว่าไงหน่อง จะตามเรื่องยายเค้กใช่ไหม เขาโทร.มาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วล่ะ ตกลงไม่ได้หายไปไหนหรอก” รายงานทันทีด้วยทราบว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเพียงใด “ไม่มีต้องเป็นห่วงนะ อาว่าจะโทร.บอกหน่องอยู่เหมือนกัน แต่เห็นดึกแล้ว เมื่อคืนยายเค้กไปงานศพใครหรือยังไงนี่แหละ เลยไม่กลับบ้าน นอนค้างที่ห้องของเขา อาสั่งให้โทร.หาหน่องด้วย ได้โทร.หรือเปล่า?”


“เปล่าค่ะ สงสัยคงเหนื่อยน่ะ ไม่เป็นไร เฮ้อ! โล่งอกไปที... ว่าแต่อาสะพัดอ่านข่าวหนังสือพิมพ์หรือยังคะ?”


“ข่าวอะไร?”


รสรินเห็นว่าถ้าฝ่ายนั้นไม่ทราบเอง หล่อนก็ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ทราบเพื่อความกลัดกลุ้มเปล่า อีกประการหนึ่งหล่อนก็ยังรู้เรื่องราวน้อยนัก ฉะนั้นนโยบายเงียบไว้ก่อนน่าจะเหมาะสมที่สุด


“เดี๋ยวหน่องโทร.ไปที่ห้องเขาเอง”


“มีเบอร์หรือเปล่า?”


“มีค่ะ ขอบคุณนะคะอา สวัสดีค่ะ”


“ไม่เป็นไร สวัสดี”


กดปุ่มตัดสายแล้วต่อโทรศัพท์ถึงห้องน้องสาวทันที


“สวัสดีค่ะ”


พอได้ยินเสียงอเวรา รสรินก็ปริยิ้มปรีดา เพิ่งรู้ตัวว่ารักผู้เป็นน้องมากมายเพียงใด


“เค้ก... หายไปไหนมาหือ?”


อเวรากำลังงัวเงียเพราะเพิ่งตื่นจากฝันวกวน พอได้ยินน้ำเสียงห่วงใยอาทรของพี่สาวก็ถึงกับเงียบอึ้งไปด้วยความตื้นตัน


“พี่หน่อง...” คิดหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ เค้กไม่ได้ไปไหนไกลหรอก”


“รูปในข่าวน่ะ เธอใช่ไหม?”


หญิงสาวผู้เกือบตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ากามข้ามชาติเงียบไปอีกครู่ รู้ดีว่าพี่สาวพูดถึงอะไร เพราะฝูงนักข่าวในโรงพักเมื่อวานทำให้เดาได้ไม่ยาก


“เขาลงข่าวยังไงคะ?”


“ก็ที่เธอโดนลักตัวจะเอาไปขายน่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ เขาลงแค่นามสมมุติ แล้วรูปก็มีแถบคาดตา มองไม่ออกหรอกว่าเป็นเค้ก ท่าทางยังไม่มีใครรู้หรอก ยกเว้นแต่จะมีร่องรอยให้ปะติดปะต่อ อย่างเช่นที่เธอหายตัวไปเฉยๆ”


อเวราระบายลมหายใจยาว


“เค้กปลอดภัยดีค่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไร เรื่องทุกอย่างจบแล้ว”


“เธอจะไปทำงานหรือเปล่า?”


“วันนี้กับพรุ่งนี้คงอยู่ที่ห้องค่ะ ไม่มีกะจิตกะใจออกไปไหนไหวหรอก”


“งั้นเย็นๆพี่แวะไปหานะ”


เย็นนั้นเอง รสรินเข้าเยี่ยมน้องสาวถึงห้องโดยพาณชะเลในชุดนักเรียนไปด้วย เพราะคาดหมายว่าลูกสาวสนิทสนมคุ้นเคยพอจะช่วยกันให้กำลังใจได้ สองแม่ลูกนัดแนะกันเป็นอย่างดีว่าจะไม่แย้มพรายให้อเวรารู้เรื่องพฤหัสมาจีบละอองฝนเป็นอันขาด เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมอเวราให้ต้องกระดากใจหนักกว่าเก่า


สภาพของอเวราไม่ได้ย่ำแย่อกไหม้ไส้ขมหรือเอาแต่นอนตรอมตรมดังที่รสรินวิตก อย่างน้อยก็มาเปิดประตูรับแขกได้ตามปกติ แม้รอยยิ้มยังติดเซียวหม่นอยู่บ้างก็ไม่เข้าขั้นซึมเศร้าหรือขวัญเสียให้ต้องปลอบโยนมากมาย


อเวราผายมือให้ผู้มาเยือนทั้งสองนั่งเตียง ส่วนตัวเองลากเก้าอี้จากโต๊ะเครื่องแป้งมานั่ง


“ขอบคุณอีกครั้งที่เป็นห่วงนะคะพี่หน่อง แต่วันนี้เค้กทำใจได้แล้วล่ะ”


เอ่ยคำแรกเพื่อออกตัวทันใด เพราะคิดว่าพี่สาวและหลานสาวมาเยี่ยมเพื่อปลอบขวัญ อเวราแค่อยากให้ทั้งสองเห็นหล่อนชนะทุกข์ได้เร็ว คู่ควรกับการได้ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมะอยู่ในตนจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้ธรรมะไว้บอกว่ารู้ธรรมะ แต่ชนะความโลภ โกรธ หลงไม่ได้สักอย่าง


“เก่งนะคะ ถ้าเป็นทรายคงยังยิ้มไม่ออกเหมือนน้าเค้กหรอก”


ณชะเลให้กำลังใจ


“ลูกศิษย์จะเก่งกว่าคุณครูได้ไง รู้ไว้เถอะว่าน้ารอดมาได้ก็เพราะซึมซับหลายสิ่งหลายอย่างมาจากทรายนี่แหละ”


ผู้เป็นหลานทำหน้าเหมือนรับรู้เฉยๆว่าน้าสาวถ่อมตัวแถมยกคุณงามความดีให้คนอื่น ซึ่งเป็นวิสัยปกติของผู้เริ่มมีธรรมะไหลเวียนอยู่ในสายเลือด แต่อเวรายืนกรานคำเดิมเพื่อให้สองแม่ลูกเชื่อว่าหล่อนหมายความตามนั้น


“ในเวลาคับขันน่าคับแค้นใจอย่างที่สุด มีบางสิ่งสะกิดให้น้าคิดถึงทราย สายตาทรายตอนมองน้าในคืนที่เจ้าอุ๊ยโหยโดนน้าขับรถทับน่ะ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าควรมองคนที่ทำให้เราเจ็บปวดด้วยสายตาแบบไหน ตอนนั้นน้ารู้สึกเป็นอิสระจากความโกรธ ความเกลียด และความกลัว เหมือนออกมายืนในที่สว่างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลย”


ทั้งรสรินและณชะเลยังงงๆ เพราะฟังอเวราเล่าแบบไม่มีต้นไม่มีปลาย


“เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่ฟังหน่อยได้ไหม?”


อเวราพยักหน้ายิ้มเต็มใจ ตั้งต้นเล่าทุกสิ่งอย่างละเอียด นับแต่เมื่อโดนพฤหัสดักขึ้นรถในเย็นวันจันทร์ และพาไปสู่เรื่องราวบัดซบทั้งปวงในเวลาต่อมา กระทั่งจวนเจียนจะถูกส่งมอบตัวให้เครือข่ายข้ามชาติ หล่อนก็ยังคงพูดดี ยืนยันให้ภัยเวรระหว่างตนกับพฤหัสเป็นอโหสิ เขาจึงกลับใจสำนึกเสียได้


ระหว่างเล่านั้น อเวราทำตาแดงๆบ้าง แต่ก็ยังคงมีสติดี ไม่หลุดออกมาเกินหนึ่งสะอื้นสักครั้ง หล่อนลงลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดเป็นขณะๆของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อขับรถหนีตามคำสั่งของพฤหัสแล้วเห็นในกระจกมองหลังว่าเขาถูกยิงลงไปนอน หล่อนพลอยรู้สึกเหมือนถูกยิงตายตามไปด้วย น้ำใจคิดสละเพื่อหล่อนได้แม้ด้วยชีวิตของเขากลายเป็นอำนาจบีบคั้นให้ไม่อาจทนหนีเอาตัวรอดตามลำพัง ต้องย้อนรถกลับมาอย่างลืมกลัวกระทั่งความตายที่อาจรออยู่


การรอดพ้นเงื้อมมือทรชนได้ด้วยปาฏิหาริย์นั้น อเวราสารภาพว่าเป็นช่วงที่กำลังคุมสติไม่อยู่ ไม่ค่อยรู้ตัวนักว่าทำอะไรลงไป หรือกระทั่งเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้นบ้าง คล้ายภาพฝันตัดไปตัดมา มีขึ้นมีลง มีสว่างมีมืด รู้ตัวครั้งสุดท้ายก็ตอนโดนรวบตัวขึ้นรถ ได้ยินเสียงปืนจากเบื้องไกล แล้วหล่อนก็เป็นอิสระ...


เล่ามาถึงตอนจบที่ให้การกับตำรวจ พยายามใช้คำพูดปกป้องพฤหัสผู้ล่วงลับว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มถูกตะล่อมหลอกมาใช้งานเป็นครั้งแรก ไม่เคยทำมาก่อน กับทั้งไม่ได้มีสันดานหยาบช้าสามานย์เกินแก้ เห็นได้จากที่สามารถกลับตัวกลับใจในนาทีสุดท้าย พอถึงตรงนี้รสรินก็ให้ความเห็นเสริมว่า


“คนเราเริ่มทำเลวที่สุดได้ก็ตอนเห็นคนอื่นไม่ใช่คน แต่เลวแค่ไหนก็กลับใจใหม่ได้ ตราบเท่าที่ยังมีตัวตนเป็นคนอยู่ และรู้จักคิดอ่านพอจะสำนึกว่าสิ่งที่ทำลงไปน่าละอายขนาดไหน ต่อยมีวาสนาแล้วที่คนสุดท้ายในชีวิตเขามีความดีงามพอจะบันดาลให้เกิดสำนึกแบบมนุษย์อีกครั้ง”


“ไม่ใช่ว่าเค้กเป็นคนดีหรอกค่ะ ต่อยยังถามเลยว่าเป็นตัวจริงของเค้กแน่เหรอที่ไม่ถือโกรธเขา เค้กตอบว่าเปล่า เค้กเป็นแค่ร่างทรงของนางเอก...” ทอดเสียงอ่อยโดยมิได้แสร้งถ่อม นัยน์ตาเป็นประกายแพรวขณะมองณชะเล “รู้ไหม? ตอนนั้นใจน้าหมายถึงทรายนะ”


ณชะเลอึกอัก บังเกิดความสะดุ้งไหวด้วยความละอายอยู่ภายใน เพราะระหว่างฟังน้าสาวเล่าเรื่องราวต่างๆอย่างละเอียดทุกขั้นตอนนั้น หล่อนโกรธแค้นแน่นอกแทนอเวราอย่างเกินจะหักห้าม กับทั้งประมาณใจตัวเองถูกว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอเวรา คงไม่มีทางชนะใจอีกฝ่ายด้วยน้ำจิตคิดอโหสิเป็นแน่


ความโกรธอาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่การอภัยไม่มีทางเกิดขึ้นโดยบังเอิญ อย่างน้อยต้องมีสิ่งสะกิดใจ หรือมีใจเปี่ยมเมตตาเป็นทุนอยู่ก่อน และถึงนาทีนี้ณชะเลก็เกิดความนับถืออเวราอย่างล้นพ้น ใจแผ่กว้างเป็นมหากุศลเพราะร่วมยินดีในชัยชนะอันเหนือชัยชนะทั้งปวงของผู้เป็นน้า ขนาดยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกอันล้ำลึก


“น้าเค้กทำให้ทรายซาบซึ้งจริงๆ ว่าคนเรามีธรรมะแค่ไหนคงเห็นได้ยากตอนเป็นสุข แต่จะเห็นได้ชัดก็ตอนเป็นทุกข์หรือตกที่นั่งลำบากนี่เอง อภัยทานของน้าเค้กมีอานุภาพเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจอย่างใหญ่ให้ทรายด้วย ทรายกราบอนุโมทนาค่ะ สารภาพตามตรงว่าถ้าเจอกับตัว ทรายคงดีไม่ได้เท่าครึ่งของน้าหรอก”


ผู้เป็นน้ายิ้มเจื่อนๆด้วยความเคอะเขิน เพราะเข้าใจว่าหลานสาวถ่อมตัว


“ทรายเป็นคนมีบุญ ยังไงก็ไม่มีภัยที่ไหนกล้ำกรายได้เหมือนคนบาปอย่างน้าหรอก”


“พี่ว่าบาปของเธอล้างหมดก็คราวนี้แล้วมั้ง เมื่อกี้เห็นเธอทีแรกก็ร่ำๆจะทักนะ ดูเป็นอิสระ เบาตัว แล้วก็พ้นมลทินหมดจดจริงๆ”


“เหรอคะ?” อเวราทำเสียงปีติและถือว่านั่นคือคำพยากรณ์อันเป็นมงคล “เท่าที่เค้กบอกตัวเองได้ คือถ้าเค้กกับเขามาจับคู่กันใหม่ ก็แน่ใจว่าจะไม่เป็นไปเพื่อการก่อเวรอีกแล้ว และตอนนี้เค้กก็รู้สึกดีกับเขามากด้วย”


“นั่นแหละ เค้กไม่ได้ช่วยแค่ตัวเค้กเอง ความดีของเค้กยังขยายผลไปถึงเขา ถ้าเชื่อว่าการทำร้ายกันในชาตินี้คือผลมาจากการผูกเวรของเขาในอดีต เขาก็เป็นอิสระจากอดีตกรรมแล้ว”


ณชะเลพยักหน้าและเอ่ยตามที่กำลังคิด


“ฟังเรื่องของน้าเค้กแล้วทรายเห็นโทษของการผูกเวรชัดเจนเลยค่ะ เวรที่แต่ละคนถือไว้นี่ไม่ใช่แค่แปรเป็นอาวุธทิ่มแทงให้ศัตรูเดือดร้อนเท่านั้น แต่ตัวเองก็จะย่อยยับอับปางไปด้วย เหมือนอย่างนายคนนี้ ที่วิถีแห่งการจองเวร ก็ได้ซัดพาเขาเข้าไปมั่วสุมกับพวกค้ามนุษย์ มหาอัปมงคลขนานแท้เลย อาชีพแบบนี้ ทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ คงเป็นอกุศลล้วนๆ เหมือนอาบบาปต่างน้ำก็ว่าได้”


รสรินเห็นดวงตาของอเวราเศร้าลงถนัดก็ปลอบ


“นี่ยังดีที่เขาก่อกรรมไม่สำเร็จลุล่วงเต็มร้อย กับทั้งละบาปเสียได้ก่อนตาย ไม่งั้นคงลงนรก”


อเวราเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง


“แปลว่าที่ต่อยสละชีวิตอย่างนี้ อย่างน้อยเขาคงไปเกิดใหม่เป็นคนใช่ไหมคะ?”


“น่าจะอย่างนั้นมั้ง กรรมที่ทำใกล้ตายมีผลต่อการกำหนดคติเบื้องหน้าได้มากโข ตำราว่าเหนือกว่ากรรมที่ทำๆเป็นประจำระหว่างมีชีวิตปกติเสียอีก”


รสรินก็เหมือนคนทั่วไปที่ขาด ‘จุตูปปาตญาณ’ หรือญาณหยั่งรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ที่เป็นไปตามกรรม ด้วยเพราะจิตขาดความตั้งมั่นผ่องแผ้วเพียงพอแก่การนำมาน้อมกำหนดรู้ ดังนั้นจึงมีให้ได้เพียงคำสันนิษฐานว่าน่าจะนั้น น่าจะอย่างนี้ ไม่อาจพยากรณ์จากความรู้แจ้งเห็นจริงว่าพฤหัสไปสู่ความเป็นอย่างนี้ ไม่ได้ไปสู่ความเป็นอย่างนั้น


อย่างไรก็ตาม รสรินเป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ ดี ทั้งความมีเมตตา คือปรารถนาดีไม่คิดเบียดเบียนใคร ทั้งความมีใจกรุณา คือคิดสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ทั้งความมีมุทิตา คือเป็นสุขตามคนที่เขาได้ดีโดยไม่มีความริษยา และสุดท้ายความมีอุเบกขา คือรับรู้ตามจริงทั้งส่วนพฤติกรรมด้านดีและด้านร้ายของผู้อื่นโดยปราศจากฝ้าหมอกแห่งความรักและความเกลียดมาบดบัง คุณสมบัติเหล่านี้ปรุงแต่งจิตให้เป็นสมาธิอ่อนๆอยู่เนืองๆ คู่ควรแก่การเป็นผู้วินิจฉัยธรรมบ้างแล้ว


นอกจากนี้ รสรินยังมีความรู้จักเหตุผลของกรรมวิบากและภพภูมิตามที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงโดยสังเขป กล่าวคือได้รับการชี้นำให้มองตามจริงว่า ความมีใจสุจริต ความมีวาจาสุจริต และความมีกายสุจริต ย่อมนำสัตว์เข้าถึงสุคติ คือมีสิทธิ์ถือกำเนิดในโลกมนุษย์และโลกสวรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนความมีใจทุจริต ความมีวาจาทุจริต และความมีกายทุจริต ย่อมนำสัตว์เข้าถึงทุคติ คือจะยอมหรือไม่ยอมก็ต้องไปสู่โลกนรก โลกเดรัจฉาน หรือโลกเปรต อย่างใดอย่างหนึ่ง


ด้วยความที่มีพร้อมทั้งพรหมวิหารธรรมและความเข้าใจกรรมวิบาก รสรินก็เกิดตาชั่งขึ้นในจิตโดยปราศจากการเข้าข้าง และปราศจากใจคิดสาปแช่ง ฉะนั้นขณะหล่อนพูดเชิงปลอบใจอเวราว่าพฤหัสคงไปดีได้เข้าท้องคนเป็นอย่างน้อย ใจส่วนลึกจึงนึกค้านวาจาของตนเองชอบกล


อาสันนกรรมหรือกรรมที่ทำก่อนตายมีอิทธิพลใหญ่ในการชี้ขาดการเปลี่ยนภพภูมิก็จริง ทว่ากุศลจิตจากน้ำใจสละชีพของพฤหัสก็ไม่น่าเกิดได้เต็มดวงนัก ไหนจะวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปยิงศัตรูแล้วถูกสวนหงายท้อง ไหนจะขาดใจทรมาน แล้วไหนจะเป็นคนเริ่มก่อเรื่องชั่วร้ายทั้งปวงด้วยตนเองอีก


สรุปแล้วน้ำใจครั้งสุดท้ายของพฤหัสน่าจะมีแรงฉุดน้อยไป คงดึงให้ศีรษะพ้นอบายขึ้นมาถึงสุคติภูมิได้ยาก แต่อย่างน้อยคงกั้นไม่ให้ร่วงหล่นทะลุลงไปถึงนรก สรุปคือน่าจะมีตัวเลือกอยู่ในระหว่างแห่งเดรัจฉานกับเปรตนี่เอง


ทุกคนเกิดขึ้นเพื่อดำรงอยู่ในสภาพหนึ่งๆชั่วคราว แล้วจะต้องมีอันเป็นไป ดับลงจากสภาพนั้นๆเป็นธรรมดา ผลกรรมที่ทำมาในระหว่างมีชีวิต จะพิจารณาตัดสินเองว่าสมควรเปลี่ยนไปสู่ความมีสภาพใดต่อ ไม่รอฟังคำวินิจฉัย คำวิงวอน หรือคำอุทธรณ์ร้องขอใดๆจากญาติผู้อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น นาทีนี้รสรินดีใจที่ตนไม่มีอภิญญา ไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับจุติและอุบัติของพฤหัส จึงปลอบประโลมน้องสาวได้ตามเพลง สังหรณ์ว่าถ้ารู้จริงแล้วถูกบังคับให้พูด ก็คงไม่แคล้วต้องพูดแบบที่ก่อความเศร้าโศกแก่อเวราไปอีกนาน


ฝ่ายณชะเลที่ยังทรงอุเบกขาแบบพรหมวิหารไม่ได้เท่ามารดา ก็นั่งคิดถึงความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง เผอิญหล่อนเคยถามหมออุปการะว่าสัตว์มีพิษที่น่ากลัวทั้งหลายถือกำเนิดขึ้นจากกรรมอันใด ก็ได้รับคำตอบว่าสัตว์พวกนี้มีโทสะเป็นมูลการเกิด อย่างเช่นได้กำเนิดงูเห่าก็เพราะมีใจหยาบช้าเพียงพอจะประทุษร้ายกระทั่งมิตรแห่งตน จึงต้องไปครองอัตภาพอันมีลักษณะเป็นโทษ มีความไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มีความน่ากลัว มีภัยมาสู่ตัวได้เรื่อยๆ และยังคงติดนิสัยประทุษร้ายมิตรต่ออีกทั้งในภพนั้นๆและภพต่อๆไป ยากมากที่จะถอนจากภพแห่งความเป็นเช่นนั้น


หรืออย่างเช่นตัวต่อ ก็มีเป็นเกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นนักเลงโต ใจเป็นอันธพาลขนานแท้ กล่าวคือชอบเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน เมื่อมาอยู่ในอัตภาพของสัตว์จึงอาจทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่ต้องมีเหตุบาดหมาง เรียกว่าพอเห็นใครก็พร้อมจะปรี่เข้าไปต่อยทันทีด้วยความมันเขี้ยวทันทีแล้ว


พอเด็กสาวรู้สึกตัวว่ากำลังเพลินคิดหาทุคติให้พฤหัส มีกลิ่นอายของการสาปแช่งอยู่ ซึ่งเฉียดจะทำก่อบาปทางใจให้ตนเอง ก็รีบเบนวิถีเสียใหม่โดยการตั้งเจตนาจับเรื่องจริงมาพูดให้อเวรารู้สึกในทางมงคล


“นับว่าลงเอยดีนะคะ ชีวิตนี้ถือเป็นชาติที่น้าเค้กกับเขามาร่วมยุติภัยเวร ตกลงสงบศึกกันอย่างเป็นทางการ ขณะที่คู่หญิงชายส่วนใหญ่มาพบกันเพื่อต่อเวร สร้างภาวะคู่เวรร่วมกันไปเรื่อยๆไม่รู้จบรู้สิ้น”


“ใช่จ้ะ ชาติหน้าถ้าเจอกันคงเจอกันแบบดีๆแล้วมั้ง ชาตินี้แค่ตอนพบหน้าเขาก็นำความเดือดร้อนมาให้ทันทีเลย... รู้เรื่องที่เขาผลักประตูแท็กซี่มาชนรถน้าหรือเปล่า? น้าเล่าให้แม่ทรายฟังตั้งแต่เกิดเรื่องแน่ะ”


“ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ” เด็กสาวสั่นศีรษะน้อยๆ “เพิ่งผ่านเรื่องน่าเข็ดเขี้ยวขนาดนี้ แปลว่าให้อธิษฐานขอเกิดใหม่ได้พบและครองคู่กับเขานี่ ท่าทางน้าเค้กคงยังทำไม่ลงแหงๆ”


สัพยอกกึ่งหยั่งเสียงด้วยความอยากรู้ว่าน้าสาวมีความผูกพันลึกซึ้งกับชายชั่วผู้กลับใจในนาทีเกือบสุดท้ายสักแค่ไหน ตั้งใจว่าถ้าเห็นน้าสาวหลงผิดคิดเจอตานี่ไปทุกชาติ หล่อนจะเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนใจเสีย!


อเวรายิ้มกร่อยๆก่อนตอบ


“ถ้าเขามีชีวิตต่ออีกสักหน่อยให้น้าได้ร่วมเหตุการณ์ประทับใจมากกว่าเรื่องบนเตียง ก็อาจพิศวาสกันพอจะร่วมอธิษฐานได้มั้ง แต่นี่เหตุการณ์ทุกอย่างล้วนแล้วแต่น่าสะเทือนใจ แล้วชีวิตเขาก็จบเร็วเกินไป ที่เหลือทิ้งไว้เลยไม่ใช่กำลังใจระดับคิดอธิษฐานอยากเจออีก”


ในคำพูดของอเวรา มีประสบการณ์ตรงเล็กๆที่ถ่ายทอดโดยตรงถึงใจหลานสาวอยู่บ้าง ณชะเลได้คิดว่าเรื่องบนเตียงอย่างเดียวไม่มีทางผูกใจคนสองคนให้ยึดเหนี่ยวกันไว้ข้ามภพข้ามชาติได้เลย


และนั่นทำให้หล่อนย้อนกลับมาคิดถึงคู่ของตน ถึงวันนี้จองฤกษ์ไม่แม้แต่จะเริ่มทดลองจับมือถือแขนหล่อน แต่ความประทับใจร่วมกันก็แน่นแฟ้นขึ้นทุกที หล่อนคิดถึงเขาแต่ในทางดี เริ่มรักผู้ชายเป็น เห็นเขาเป็นที่พึ่ง และช่วยกันก่อความรักที่ประกอบด้วยสติ เตือนกันและกันไม่ให้หลงฟุ้งซ่านหรือใช้เวลาไปในทางเหลวไหล เรียกว่าเริ่มมีใจกระชับลึกซึ้งถึงกันชนิดเอาเจ้าชายในนิทานมาแลกก็คงไม่ยอมแล้ว ฉะนั้นหากจะอธิษฐานขอติดตามไปเจอใครทุกภพทุกชาติ ก็คงเป็นจองฤกษ์นี่เอง


ทว่าถ้าพูดถึงการอธิษฐานขอเกิดเป็นคู่แท้ถาวรไปทุกภพทุกชาติจริงจัง ใจหล่อนกลับอยากถอนออกมา จองฤกษ์เคยพูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อไปทำบุญร่วมกันในระยะหลังๆ หล่อนว่าหล่อนเต็มใจทำบุญร่วมกับเขา แต่ไม่ถึงที่สุดว่าจะขอจองตำแหน่งคนรักของเขาไปจนชั่วกัลปาวสาน จึงรู้สึกฝืนใจ แม้กระทั่งจองฤกษ์เสนอตัวเป็นฝ่ายเปล่งวาจาอธิษฐานแล้วหล่อนเพียงพยักหน้ายอมรับอยู่ในใจเงียบๆ ก็ยังประดักประเดิดอยู่ดี


อาการอึกอักของหล่อนทำให้เขาเสียใจและทำมึนตึงใส่หล่อนไปหลายวัน แต่ณชะเลก็พยายามง้อด้วยคำพูดแก้ขัดเช่นหล่อนยังเขินอยู่ จะให้ฝืนอธิษฐานอะไรแบบนี้ได้อย่างไร ไว้รอถ้าหล่อนอยากอธิษฐานก็จะชวนเอง


ถามตัวเองว่าทำไมไม่อยากเดินทางไกลร่วมกับจองฤกษ์ ก็คงมีคำตอบอยู่สองสามข้อ หนึ่งคือเขาไม่แรงพอจะกระพือฝันของหล่อนให้ยินดีโบยบินสู่จินตนาการแห่งอนันตชาติ หรืออาจเพราะหล่อนคุ้นเคยกับธรรมะพระพุทธองค์มาจนคิดหวังแค่สั้นๆ อยากพ้นทุกข์พ้นภัยจากสังสารวัฏเสียเร็วๆ แม้ถ้ารู้ว่าหล่อนมีคู่บุญที่แรงกว่าจองฤกษ์รออยู่ ก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับใครอีกแล้ว


ณชะเลเคยปรารถนาแบบเด็กๆประการหนึ่ง คือคิดว่าถ้าเจ้าอุ๊ยโหยตาย ก็ขอให้มันกลับมาเกิดเป็นสุนัขของหล่อนอีก หล่อนจะได้เลี้ยงมันไปเรื่อยๆ แต่พอย้อนมองตามจริงก็ได้แต่อนาถว่าจะให้เป็นดั่งใจอย่างไรไหว จินตนาการว่าพอมันตายปุ๊บ หล่อนคงต้องควานหาลูกสุนัขเกิดใหม่ไปทั่วทั้งเมือง เพื่อใช้สัมผัสที่หกแห่งความเป็นนายเก่ามาทำการระบุตัวเจ้าอุ๊ยโหยกระมัง?


การเกิดใหม่ช่างเป็นอะไรที่ไม่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรประกันความแน่ใจ และไม่มีใครจำใครได้ เหมือนเล่นซ่อนหาชนิดปิดทางพบเจอ ทำให้ณชะเลมองความสัมพันธ์ทั้งหลายเป็นเรื่องหลอกลวง ถึงแม้พยายามเป็นที่พึ่งให้กันก็เป็นไปได้แค่เดี๋ยวเดียว แล้วต่างต้องแยกย้ายไปเสวยกรรมตามวิบากแห่งตน ไม่อาจนัดหมายว่าจะไปเจอกันที่ไหน เมื่อไหร่ ในสภาพเช่นใดเลย


เหลือบมองน้าสาว แล้วณชะเลก็ถอนความคิดเรื่องภพชาติไกลตัว


“ที่น้าเค้กรอดมา เหมือนมีใครวางตัวตำรวจนักแม่นปืนไว้ช่วยเลยนะคะ ทรายว่านี่เป็นสุดยอดของความเหลือเชื่อจริงๆ”


“น้าเองก็งงๆเหมือนกันแหละ”


“ตัวของตำรวจก็คงงงไม่แพ้กัน”


รสรินเสริม และนั่นก็ทำให้สามนางหัวเราะพร้อมกันในบรรยากาศอัศจรรย์ใจ


“ทรายว่าต้องเป็นวิบากดีของน้าเค้กแน่ๆ ถ้าน้าเค้กไม่ให้อภัยคนทำร้าย นายคนนั้นก็อาจไม่เปลี่ยนใจ ยังคงกักน้าเค้กรอส่งตัวอยู่ที่บ้าน ผลคือจะไม่มีใครไปถึง ‘จุดนัดพบของวิบาก’ ที่มีตำรวจนั่งแป้นรอช่วยเหลืออยู่ ทุกอย่างประจวบเหมาะกันพอดีแบบไม่มีอะไรขาด ไม่มีอะไรเกิน ทั้งบุคคล สถานที่ และนาทีสำคัญ”


“นึกถึงแล้วน้าก็ไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงถูก นี่ตั้งใจจะซื้อของขวัญไปฝากอยู่เหมือนกัน แต่ยังไงคงตอบแทนไม่ได้เท่าครึ่งของครึ่งที่เขาช่วยเราไว้ทั้งชีวิต เขาเป็นคนดีมากเลยนะ แค่มองว่านั่นเป็นหน้าที่ของเขา เขาไม่ได้ทำอะไรพิเศษ และไม่เห็นเป็นบุญคุณสักเท่าไหร่ พูดหน้าตาเฉยว่าปืนเป็นของราชการ และเขาเองเป็นคนของราชการ เงินเดือนก็มาจากภาษีของเค้ก การช่วยให้เค้กรอดถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ช่วยสิถึงจะนับว่าละเลยหน้าที่ อือม์... ได้สัมผัสตำรวจแสนดีในคราวนี้เอง”


“ก็ดีนะ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเสียสละด้วยการยอมให้มือตัวเองเปื้อนเลือด”


อเวราย่นคิ้วเล็กน้อย เพราะสงสัยและอยากไถ่ถามพี่สาวอยู่พอดี


“สิ่งที่เขาทำนี่... บาปด้วยเหรอคะ?”


“ก็... ต้องพูดแยกเป็นเรื่องๆ”


“ผลกรรมที่ทำอาชีพนี้เป็นอย่างไรหรือคะ?”


“ถ้าเขาตั้งต้นจากความคิดช่วยคนบริสุทธิ์ ก็ถือว่าอาชีพของเขาคือการช่วยเหลือผู้อื่น จัดเป็นฝ่ายบุญ เขามีคนแบบเค้กจำนวนหนึ่งที่ติดหนี้บุญคุณอย่างใหญ่ แล้วโดยเจตนาช่วยใครต่อใคร ก็จะทำให้เป็นผู้ได้รับการช่วยเหลือแบบไม่คาดฝันบ่อยๆ แต่การที่เขาอาจต้องทำตัวเป็นยมทูต ปลิดชีวิตคนชั่วร้ายโดยไม่ให้มีโอกาสหลบหลีก ก็ทำให้เป็นผู้ได้รับการลอบทำร้ายแบบหมดทางป้องกันตัวได้เหมือนกัน”


ใบหน้าอเวราสลดลง ธรรมดาผู้ได้รับการช่วยเหลือย่อมอยากเข้าข้างผู้มีพระคุณ แต่หล่อนก็คิดฝึกที่จะรับฟังกฎแห่งกรรมวิบากตามจริงอย่างมีอุเบกขา


“เท่าที่เค้กฟังๆพวกตำรวจคุยกันที่โต๊ะสอบสวน คำพูดค่อนข้างสะท้อนชัดนะคะ ว่าใจพวกเขาเห็นคนชั่วสมควรตาย เห็นว่าต้องมีผู้ทำหน้าที่ แล้วจะใครที่ยอม ถ้าไม่ใช่พวกเขาซึ่งคิดเห็นและเต็มใจยอมเป็นฝ่ายลงมือกำจัดชีวิตคนเลวๆทิ้งจากโลก”


“นั่นแหละ แต่ละอาชีพมีความสนุกของตัวเองซึ่งคนวงการอื่นไม่รู้ไม่เห็น ความสนุกนั้นแหละจะดึงดูดคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปหา และวนเวียนอยู่กับวงจรชนิดนั้นๆ พอคิดฆ่าแล้ว ลงมือฆ่าแล้ว จิตก็จะยึดจับภพแห่งเพชฌฆาตไว้ เชื่อว่าการฆ่าพวกชั่วจะได้บุญ ทำให้มีวิบากต้องวนเวียนอยู่ในวงจรปาณาติบาต เสวยผลจากปาณาติบาต แต่ก็ต่างจากพรานล่าเนื้อตรงที่มีกุศลจิตมาแบ่งเบาบ้าง”


ฟังพี่สาวพูดแล้วอเวรามีสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยไม่หาย


“เขาคงไม่ทำตรงนี้ไปตลอด วันหนึ่งคงมีคนมาแทน”


รสรินยิ้มนิดๆอย่างเข้าใจความรู้สึกของน้อง


“พลแม่นปืนไม่น่าจะหาได้ง่ายนักหรอก เพราะต้องการคุณสมบัติหลายอย่างพร้อมสรรพในตัวคนเดียว... เค้กอย่าห่วงเขาเลย ถ้าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความโกรธหรือความชิงชังเป็นส่วนตัว ใจก็จะไม่ยินดีกับการฆ่าอย่างเหนียวแน่น เดี๋ยวอนิจจังก็ถามหาเอง อย่างไรเขาก็ต้องคลายจากภพของเพชฌฆาตด้วยปัจจัยแทรกแซงอื่นๆที่เป็นบุญไปเอง”


“กลัวแทนจังค่ะ ถ้าเขาต้องทำอยู่ตรงนี้นานๆ”


“โลกเรามีเรื่องอยุติธรรม แล้วมีคนกลุ่มหนึ่งเห็นความอยุติธรรม มีความตั้งใจทำลายล้างความอยุติธรรม ซึ่งบางทีวิธีทำลายล้างก็อาศัยความอยุติธรรมนั่นเอง การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเต็มไปด้วยหลุมพรางของโลภะ โทสะ โมหะ ง่ายที่จะพลาด แต่ยากที่จะรอด พระท่านถึงบอกว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นไม่ควรโทษใคร แต่ต้องเห็นเป็นโทษของการอยู่ในสังสารวัฏ”


อเวราสลดซึมลง ถ้าเอาอย่างใจย่อมอยากตัดสินให้สิบตำรวจโทเรืองยศไม่มีส่วนแห่งบาปเลยจากการช่วยเหลือหล่อน แต่ก็รู้ว่าการพิพากษาที่แท้จริงไม่อาจมาจากใครอื่นนอกจากกฎแห่งกรรมวิบากซึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมเสมอมาและจะเสมอไป


“ถ้าเค้กเอาหนังสือธรรมะไปฝากเขา เขาจะหาว่าเค้กเห็นเขามีมลทิน ต้องเอาของสะอาดไปช่วยชะล้างหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”


“เจตนาดีอยู่ที่เรา ความเข้าใจถูกผิดอยู่ที่เขา” แล้วรสรินก็เปลี่ยนเรื่องด้วยการเปรยแกมบ่น “ปีนี้รู้สึกใกล้ชิดกับความตายเสียจริง อาสะพัดบอกว่าเมื่อวานเธอไปงานศพนายต่อยมาแล้วใช่ไหม?”


“ค่ะ”


บ่ายวันเกิดเหตุ ตำรวจโทร.เรียกญาติของพฤหัสมารับศพไปจัดการตามประเพณี ซึ่งญาติผู้มาด้วยน้ำตานองหน้าก็รับตัวไปแบบยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก เพียงทำใจยอมรับความจริง ติดต่อวัดจองศาลาเพื่อบำเพ็ญกุศลกันตอนเย็นนั้นเอง


“เข้าหน้ากับพ่อแม่นายต่อยได้สนิทหรือเปล่า? เขาคงไม่พาลพาโลกล่าวหาอะไรเธอนะ”


“ก่อนหน้านี้เค้กยังไม่เคยเจอหรอกค่ะ ไม่เคยรู้จักหน้ากันเลย เค้กโผล่ไปนั่งร้องไห้ก็ไม่มีใครแปลกใจ คงรู้ๆว่าเป็นหนึ่งในบรรดาสาวๆของต่อย และคงเดาว่าเค้กทราบเรื่องจากญาติของต่อยคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครเข้ามาซักอะไรเลย”


ณชะเลยิ้มแหยๆ ถามเลียบเคียงว่า


“น้าเค้กเจอเพื่อนคนไหนของต่อยบ้างหรือเปล่าคะ?”


“เมื่อวานรู้กันแต่ญาติพี่น้อง แต่วันนี้คงมีเพื่อนที่โรงเรียนไปกันบ้าง”


“แล้วเดี๋ยวน้าเค้กกำลังจะไปอีกไหม?”


ความจริงคือณชะเลเกรงอเวราจะไปเจอจองฤกษ์ ซึ่งคุยกันไปคุยกันมาเดี๋ยวอาจโยงมาถึงละอองฝน แล้วอเวราก็อาจต้องเจ็บย้อนหลังเมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนล่าสุดของพฤหัสก็คือหลานสาวของตัวเอง


ฝ่ายอเวราเข้าใจว่าหลานสาวเกรงหล่อนจะเป็นที่จดจำได้ว่าคือบุคคลในข่าวซึ่งเพิ่งลงหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า จึงตอบตามซื่อ


“น้าก็กลัวคนจะคุ้นเหมือนกันแหละ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่านะ เห็นตัวเองในรูปแล้ว มีแถบคาดตาอย่างนั้น เวลาเจอตัวจริงคงไม่มีใครนึกว่าใช่ อย่างทรายจำน้าได้ก็เพราะคุ้นกันอยู่ก่อน และปะติดปะต่อเอาจากที่น้าหายตัวไป แต่คนอื่นใครจะไปรู้”


ณชะเลฝืนยิ้มไม่ค่อยสนิทนัก คิดว่าเดี๋ยวต้องโทร.แอบบอกกล่าวจองฤกษ์ล่วงหน้า และตนเองคงตามไปคุมเชิงอีกแรง แม้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่หล่อนก็ห่วงใยความรู้สึกของน้าสาวนักหนา


“ให้ทรายไปเป็นเพื่อนไหมคะ?”


อเวราทำหน้าแปลกใจ แต่ก็ยิ้มยินดี


“เอาสิ ดีเลย” แล้วก็หันไปขอพี่สาว “ยืมตัวทรายหน่อยนะคะพี่หน่อง เสร็จจากงานแล้วจะไปส่งที่บ้าน”


ผู้เป็นแม่แค่ถามว่า


“จะไปทั้งชุดนี้เหรอ?”


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ เพื่อนของนาย... นายอะไรของน้าเค้กอีกหลายคนก็คงไปทั้งชุดนักเรียนเหมือนกัน”


อเวรายกมือบีบต้นแขนหลาน


“โอเคนะ งั้นเดี๋ยวน้าขออาบน้ำแต่งตัวแป๊บเดียว”