กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่

โดย ดังตฤณ


กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ


ตอนที่ ๓๙ ฝันครั้งสุดท้าย


พฤหัสเคยมองฉาดฉานแล้วนึกนิยมมาดเหี้ยมๆและยิ้มเย็นๆ ราวกับมีสิทธิ์กุมชะตาหลายชีวิตไว้ในมือ บัดนี้เขารู้ด้วยตนเองแล้วว่าจะมีมาดชนิดนั้นขึ้นมาได้ด้วยพฤติกรรมเช่นใด อารมณ์โหดแบบสุขุมเป็นสิ่งเลียนแบบได้ยาก เช่นยามเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่พลิกผัน เขายังเยือกเย็นพอจะต่อโทรศัพท์หาสิงคารโดยปราศจากอาการลุกลี้ลุกลน กับทั้งไม่แยแสนักว่าอเวราจะรู้สึกหรือนึกคิดเช่นไร



“ขอโทษที่ต้องโทร.ปลุกอีกครั้งนะอามู่” พฤหัสเริ่มนิ่มๆ “แผนแตกแล้วล่ะ ผมดันพูดไม่ระวังให้อีแอบฟังได้”


สิงคารกำลังงัวเงียถึงกับตาสว่าง อึ้งงันไปเป็นครู่ ก่อนถามอย่างใจหายเพราะเดาว่าพฤหัสรายงานท่านี้มีหวังปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปแล้ว


“แล้วผู้หญิงอยู่ไหน?”


“ก็นั่งฟังอยู่ข้างๆเนี่ยแหละ จ้องเขม็งเลย”


“หือ? รู้แล้วทำไมเงียบนักล่ะ เอ็งมัดปากไว้เหรอะ?”


“เปล่า… คงยังช็อกมั้ง หรือไม่ก็ยังเหนื่อยไม่หาย เพิ่งโดนล่อไปไม่นาน”


ตัวการใหญ่ขมวดคิ้วย่น เห็นหลานชายวัยละอ่อนพ่นอารมณ์แล้วเกรงสถานการณ์จะยิ่งย่ำแย่ จึงปรามแบบเกร็งๆ


“เฮ่ย! พูดจาเหมือนผู้ร้ายไปได้ เอ็งนี่ เกรงใจผู้หญิงหน่อยซีโว้ย”


“เกรงใจทำไม รู้ตัวแล้วอ้ะ”


สิงคารคิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าเหยื่อรู้ตัวแล้วคงไม่อยู่เฉยให้เป็นฝ่ายถูกกระทำต่อแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยื่อประเภทมีสมอง มีความสามารถคิดอ่านที่คาดเดายาก หากไหวตัวขึ้นมา ต่อให้เขาเองก็ขี้เกียจรับมือ นี่เป็นเจ้าเด็กอ่อนหัดปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเข้าไปอีก


เท่าที่เคยฟังจากพฤหัสบรรยายสภาพ ขณะนี้ทั้งคู่อยู่ในอาคารที่มีห้องข้างเคียงมากมาย แค่เสียงร้องขอความช่วยเหลืออาจพลิกสถานการณ์ได้ทุกนาทีแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยหากเหยื่อคิดอ่านหาทางหนีได้ซับซ้อนกว่านั้น อีกอย่างเขาไม่ไว้ใจสมุนมือใหม่เอาเลย ท่าทางมันหย่อนความสามารถคุมอารมณ์ตัวเอง บันดาลโทสะแล้วหุนหันพลันแล่น ก็ในเมื่อบ้องตื้นขนาดพูดโทรศัพท์กลางห้องเผยไต๋ให้เหยื่อรู้ความลับมาแล้ว มันจะทำเรื่องโง่ที่เหลือเชื่อได้อีกแค่ไหนใครจะรู้


“เอาล่ะต่อย! เอ็งคงต้องย้ายที่เหยื่อแล้ว เพราะตอนนี้ไม่ร้อง อีกเดี๋ยวก็ต้องร้อง ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า แยกไปขังไกลๆผู้คนซะ”


“ผมก็คิดอยู่เหมือนกันแหละ แต่ที่ไหนล่ะ?”


“มียานอนหลับเหลือไหม?”


“มี”


“เดี๋ยวหาทางยัดปากซะ ป้องกันปัญหาขณะขนย้าย… อย่าใช้วิธีรุนแรงถ้าไม่จำเป็น”


“โอเค จะพยายาม แต่ไม่รับประกันนะ ฉุกเฉินขึ้นมาอาจต้องตบให้สลบเหมือดก่อน แค่ปากปลิ้นเป็นครุฑสองสามวันคงไม่กระไร ไม่ถือว่าสินค้าชอกช้ำมากใช่ไหมอา?”


ขณะพูดโผงผางก็ปรายตาไปทาง ‘สินค้า’ ด้วย เป็นการบอกให้รู้ว่านี่คือขู่กันแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม สิงคารระบายลมหายใจยาว คิดเงียบๆว่าไอ้เวรตะไลนี่ทำงานไม่ค่อยใช้สมอง ประมาทขาดความระมัดระวังหลายๆอย่าง ถ้ามีครั้งหน้าคงต้องอบรมดีๆกว่านี้


“เฮ้อ! ใจเย็นๆน่าต่อย งานผิดกฎหมายแบบนี้นะ ถึงทำครั้งแรกก็ต้องสวมวิญญาณมืออาชีพ จะมัวหน่อมแน้มเป็นมือสมัครเล่นไม่ได้ พลาดท่าขึ้นมาเดี๋ยวเลยต้องไปนอนคุกรวมกับพวกชอบตุ๋ยหนุ่มลูกคางใส อย่ามาด่าอาทีหลังก็แล้วกัน ถือว่าเตือนแล้ว”


คำขู่เรื่องคุกเรื่องตะรางเป็นวาระแรกนั้นสัมฤทธิ์ผล อย่างน้อยพฤหัสก็เสียงอ่อยลง


“ผมรับผิดชอบส่งให้อาแค่นี้ได้ไหมล่ะ?”


“ฮื้อ! วันนี้อาติดธุระสำคัญ”


“ธุรกิจอู้ฟู่จังนะ ยังมีธุระสำคัญกว่าของในมือผมอีกเหรอ?”


“ก็สำคัญเหมือนกันหมดแหละ สายๆต้องไปจัดการสะสางสินค้าเกรดบีบวกก่อน”


พฤหัสย่นคิ้วยิ้มงงอย่างเด็กเพิ่งทำงานยังไม่รู้ศัพท์เฉพาะในวงการ


“เป็นยังไง บีบวก?”


“สวย เต็มใจ แต่ขาดปริญญา พูดง่ายๆคือจ้ออังกฤษได้แค่งูๆปลาๆหรือไม่ได้เลย”


“แล้วของผมล่ะเกรดไหน?”


“เอธรรมดา สวย มีปริญญา แต่ขาดความเต็มใจ”


“อ๊อ…” เด็กหนุ่มครางยาวอย่างถึงบางอ้อ “ถ้าเอบวกนี่คือสวย มีปริญญา แล้วก็เต็มใจด้วยใช่ไหม?”


“ถูกแล้ว”


“ตั้งแต่ทำมา เครือข่ายของอามีกี่คน เอบวกน่ะ?”


“ไม่มีซักคน พวกสวยเกรดเอเนี่ย ถ้าอยากขายตัวขึ้นมา แค่เดินบนเวทีนางงามหรือนางแบบ แล้วรอรับข้อเสนอเสี่ยสองสามคืนก็รวยเละแล้ว ใครจะมาหาเรา ของเราอย่างมากก็เกรดเอลบ คือมีปริญญา เต็มใจ แต่รูปร่างหน้าตาแค่พอถูไถ ถึงบอกไงล่ะว่าของเอ็งเนี่ยหายาก เกรดเอธรรมดานี่ลำบากลำบนเลือดตากระเด็นกันทุกครั้ง แต่ออเดอร์กำลังพุ่ง ยังไงก็ต้องหาสินค้าไปป้อน นี่อาตกปากรับคำกับเครือข่ายไว้แล้ว เอ็งจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด งานชิ้นแรกจะเป็นเครดิต เป็นหน้าเป็นตาให้เอ็งเอง เพราะฉะนั้นจะพูดจะจาให้คิดถึงผลลัพธ์ไว้ พลาดขึ้นมาจะชวด”


พฤหัสยิ้มอย่างนึกคึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจระยำตำบอนนี้ เพราะงานชิ้นแรกที่ทำก็ป้อนสินค้าเกรดเอกันเลย


“แล้วอาจะรับตัวเร็วกว่ากำหนดได้ไหม? ผมชักอยากกลับไปเรียนน่ะ หน้าที่ล่อลวงและปักยาเข็มแรกๆของผมก็ถือว่าจบสิ้นสะอาดสะอ้านดีแล้ว”


“เอ็งอย่าใจเสาะเซ้าซี้เป็นเด็กขี้เบื่อหน่อยเลยวะ พลาดแล้วต้องสะสาง เช็ดขี้ตัวเองซะ เดี๋ยวจัดการพาไปขังให้เสร็จๆเรื่อง อย่างอแง… ว่าแต่รถของผู้หญิงยังอยู่ใช่ไหม?”


“อยู่”


“พอวางยาให้อีหลับแล้วก็อุ้มไปขึ้นรถ รีบๆเสียก่อนเช้า ให้คนเห็นน้อยที่สุด”


“จะให้ผมไปไหน?”


เขาถามซ้ำ


“เอ็งขับไปทางอยุธยา เดี๋ยวโทร.คุยบอกทางกัน แบตยังเหลือใช้เยอะหรือเปล่า? กำลังอยู่กลางทางแบตหมดขึ้นมาก็พังเลย”


“ถึงของผมหมดก็เอาอีกเครื่องได้ เครื่องนั้นมีที่ชาร์จแบตอยู่ในรถด้วย”


เขาหมายถึงมือถือของอเวราซึ่งมาอยู่ในกระเป๋าเขานานแล้ว และนับเข้าเป็นสมบัติส่วนตัวชิ้นใหม่เรียบร้อย


“เออ! โอเค ถ้างั้นก็เหมาะ…” แล้วสิงคารก็ใช้เสียงกำชับอย่างเป็นห่วง “ต่อย… เอ็งอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม อย่าคิดว่าของตายอยู่ในมือแล้วเอ็งอยากโว้กว้ากยังไงก็ได้ เพิ่งทำครั้งแรกหัดระมัดระวังและคิดในทางถนอมเหยื่อไว้ก่อน อย่านึกว่าบ้าบิ่นสำรากตามใจชอบแล้วถือเป็นเรื่องโก้เก๋ นี่ไม่ใช่เด็กดอยที่เอ็งลักมาขายซ่อง ตรงข้าม วุฒิการศึกษาสูงกว่าเอ็งอีก เขาอยู่ในมือเอ็งก็จริง แต่ก็อาจแว้งแทงข้างหลังได้ทุกเมื่อ เสือกประมาทแบบนี้เอ็งจะเอาหูเอาตาที่ไหนไประวังวะหา?”


พฤหัสหัวเราะกลบเกลื่อน


“กำลังโมโหตัวเองที่ทำความแตก เลยอยากพูดห่ามๆแก้เซ็งมั่งน่ะอามู่ ไม่มีอะไรหรอก หมั่นไส้คนแกล้งปั้นท่าเป็นเทวรูปด้วย โธ่เอ๊ย! ทำเป็นฟังคนอื่นพูดถึงตัวแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อกี้โดนผมตบไปที ชักมันมือแฮะ นี่ไม่รู้เดี๋ยวจะติดเป็นสันดานหรือเปล่า เกิดมาไม่เคยเลยนะ”


สิงคารถอนใจยาว จุปากส่ายหน้าอย่างระอา ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ


“ไม่เอาน่าต่อย อย่าต้องให้งานแรกเป็นบทเรียนราคาแพงเลย ไปกดดันเขามากๆเดี๋ยวสติแตกขึ้นมาเอ็งจะเหนื่อยหนัก คนเราพอโดนจี้มากๆจนเกินขีดความกลัว แยกเขี้ยวกางเล็บขึ้นมาเมื่อไหร่ ยังไงก็จัดการไม่ง่ายเหมือนเตะลูกหมาหรอกน่ะ”


“เออๆ เดี๋ยวโอ๋ใหม่ก็ได้”


“อย่าลืมจัดการเคลื่อนย้ายซะก่อนเช้า เดี๋ยวนี้ได้ยิ่งดี”


เด็กหนุ่มยักไหล่


“ขอรับเจ้านาย”


“พอขับไปถึงแถวรังสิตแล้วโทร.หาอานะ”


ต่างฝ่ายต่างตัดสัญญาณ พฤหัสเท้าเอวเหลียวมาทำหน้าขมึงทึงทันที


“เดี๋ยวกินยานอนหลับ อย่าขัดขืน ไม่งั้นผมจะใช้วิธีชกท้องให้ลงไปนอนกองเป็นตุ๊กตาหมดลาน แล้วค่อยจับกรอกปาก!”


ข่มขู่อย่างเขียนเสือให้วัวกลัว แต่วัวไม่ยอมออกอาการกลัว ขณะนี้อเวราตั้งสติรับสถานการณ์ได้โดยบริบูรณ์แล้ว จึงสงบเฉย เพียงเบือนหน้าไปอีกทาง เหมือนประสงค์จะเบนวิถีสายตาให้ห่างไกลจากเขามากที่สุด


เด็กหนุ่มจัดแจงเอายานอนหลับผสมน้ำแล้วนำมายื่นให้


“กินซะ!”


สั่งอย่างผู้คุมอำนาจเต็มในชีวิตอีกฝ่าย อเวราว่าง่ายกว่าที่คิด หล่อนรับมาดื่มอย่างเซื่องซึมราวกลายเป็นหุ่นยนต์ไร้วิญญาณไปเสียแล้ว


บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นหลังนั้นตั้งอยู่กลางสวน ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่เกือบสองกิโลเมตร แทบไม่มีบ้านอื่นในละแวกใกล้เคียง หนทางเข้าเป็นหลุมเป็นบ่อ รอบรายคือทุ่งหญ้ารกเรื้อ หาทัศนียภาพชวนอภิรมย์ไม่เจอ


พฤหัสเพิ่งวางโทรศัพท์จากสิงคารเมื่อแน่ใจว่ามาถูกบ้าน อเวราอยู่ในสภาพสะโหลสะเหลอย่างคนเพิ่งถูกปลุกจากการครอบงำของฤทธิ์ยานอนหลับ ปล่อยให้เขาลากแขนถูลู่ถูกังลงจากรถโดยปราศจากการขืนต้าน


เครือข่ายของสิงคารซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นสถานีกลางอเนกประสงค์ จึงมีลูกกุญแจซุกไว้ใต้กระถางต้นไม้หน้ารั้ว ใช้ไขเข้าบ้านได้โดยสะดวก เด็กหนุ่มปล่อยอเวราให้นั่งบนเก้าอี้ยาว ตนเองเดินสำรวจทั่วๆ ภายในตัวบ้านมีโต๊ะตู้เตียงครบ น้ำไหลไฟสว่าง แม้ไม่อยู่สบายเหมือนบ้านตัวเอง แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่รังหนูซกมกดังคาด


ตกลงเขาต้องรับผิดชอบกระบวนการผลิตสินค้าอีกหนึ่งวัน พฤหัสต่อรองจนสิงคารตกลงจะพาคนมารับตัวพรุ่งนี้ เห็นว่าเมื่อรับตัวไปแล้วยังต้องผ่านขั้นตอนอะไรต่อมิอะไรอีกพอสมควร ซึ่งนั่นพ้นกิจธุระของเขาแล้ว เครือข่ายของสิงคารทำธุรกิจกันเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ใช่ลวกๆแบบสุกเอาเผากิน พฤหัสรู้สึกถึงความมั่นคงและพอใจที่ตนได้เป็นกลจักรหนึ่ง เพราะนั่นหมายความว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด และเขาให้ความร่วมมือในการป้อนสินค้าส่งเครือข่ายได้สม่ำเสมอ ชาตินี้ก็แทงบัญชีลาขาดจากทะเบียนคนจนอย่างถาวรแล้ว


ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อนึกถึงอนาคตอันเรืองรอง จะว่าไปทำอะไรแบบนี้ก็เหนื่อยน้อย ไม่ต้องแข่งขันมาก อีกทั้งมีโอกาสสนุกสุดเหวี่ยงกับผู้หญิงนับหน้าไม่ถ้วนอีกต่างหาก ใครไม่ชอบก็บ้าเต็มทน


เมื่อเดินกลับมา ก็เห็นอเวรายังนั่งซึมเซื่องเนื่องจากเศษฤทธิ์ตกค้างของยานอนหลับอยู่เช่นเดิม คล้ายหล่อนไม่ตื่นเต็มตา พฤหัสเดินเข้าไปหาและนึกครึ้มพอจะล้มร่างลงนอนหนุนตัก ยามเมื่อเสื้อผ้าอยู่ครบหล่อนยังเหมือนผู้หญิงดีๆคนหนึ่ง และนั่นก็จูงใจให้นึกถึงวันคืนเก่าๆยามเมื่อยังหวานแหววคู่กัน จึงดึงมือน้อยมาจูบถนอม


“ผมรู้จักผู้หญิงหุ่นน่ากินมาก็แยะ แต่ที่กินแล้วไม่เบื่อนี่หายาก สำหรับพี่เค้กนี่เหมือนเค้กสมชื่อ หอมหวาน นุ่ม อร่อย กินกี่ทีก็ไม่เบื่อ”


อเวราเงียบ แต่พฤหัสทราบดีว่าหล่อนรับรู้ข้อความทุกคำ


“นอกจากความน่ากินแล้ว รู้ไหมอะไรทำให้พี่เค้กแตกต่างจากผู้หญิงอื่น?”


รอปฏิกิริยาจากหล่อนเกือบครึ่งนาที เมื่อพบความเงียบจากริมฝีปากคู่งาม เด็กหนุ่มจึงเฉลยเอง


“ธรรมะไง! โลกนี้ไม่มีอีกแล้ว คิดดูซิ มีอย่างที่ไหน ตัวเองเดินมานี่ผู้ชายน้ำลายหกเป็นทางยาว แต่เวลาคุยกันดันพูดเหมือนจะยุให้เขาบวช เฮ้อ!”


เว้นวรรคพักรอว่าอเวราจะเอ่ยเช่นไร ก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม คล้ายเขาพูดอยู่คนเดียวกับอากาศว่าง แต่พฤหัสก็มีความสุขที่จะพูดต่อ


“แล้วรู้ไหม อะไรที่ทำให้พี่เค้กเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แทนที่จะโดดเด่นเป็นพิเศษ?”


“ความโง่ไง…”


คราวนี้หล่อนตอบ และเป็นคำตอบที่ทำให้พฤหัสต้องหัวเราะก๊ากออกมาดังๆ


“อย่าใช้คำนั้นเลย พี่เค้กไม่ได้โง่ซะหน่อย เพียงแต่… จะว่าไง ใช้คำไหนดีล่ะ?”


“ไม่มีคำอื่นเหมาะกว่านี้หรอก”


“อือม์… ผมว่าพี่เค้กฉลาด เพียงแต่… ไม่ค่อยใช้ความฉลาด นั่นแหละที่ทำให้พี่เค้กเป็นได้แค่คนธรรมดาตะล็อกต๊อกต๋อยคนหนึ่ง”


“เธอฉลาด แล้วก็ชอบใช้ความฉลาดนักใช่ไหม?”


“ไม่ต้องมาทำเป็นประชดหรอก ผมเป็นยังไงในสายตาพี่เค้กก็สุดแล้วแต่จะคิด รู้แต่ว่าผมไม่มีวันยอมคิดอย่างคนธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาเหมือนพี่เค้กเป็นอันขาด โลกทุกวันนี้มีเงินเป็นใหญ่ ฉะนั้นยิ่งมีเงินมาก ก็แตกต่างจากคนธรรมดามาก นี่คือหลักง่ายๆ แต่จะไม่ง่ายก็แค่โจทย์ข้อเดียว โจทย์ที่คนส่วนใหญ่ตีไม่แตก นั่นคือทำไงจะได้เงิน!”


พฤหัสพลิกร่างลุกขึ้นยืน เอ่ยชวนตัดบท


“ไปดูห้องข้างบนกันดีกว่า”


“เธอไปเถอะ… พี่ขอนั่งตรงนี้”


“ไม่เอา! ไปด้วยกัน มา!”


“กลัวพี่หนีเหรอ? พี่ไม่หนีหรอก สัญญา…”


“มาเหอะน่า ผมไม่ได้กลัวพี่เค้กหนี แต่อยากให้ขึ้นไปชมห้องหอด้วยกัน เราจะมีความสุขกันอีกหนึ่งคืนก่อนที่พรุ่งนี้เขาจะมารับตัวพี่เค้ก”


พอเห็นหล่อนยังนั่งเฉย เด็กหนุ่มก็เกือบบันดาลโทสะกระชากร่างให้ปลิวติดมือ แต่ท่าเศร้าๆในชุดทำงานปกปิดเนื้อหนังมิดชิดนั้น ทำให้เขานึกถึงอเวราในตัวตนเดิมๆที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สินค้ารอส่งออกนอก จึงเกิดความเกรงใจนิดๆและยอมเหนื่อย ก้มลงช้อนร่างหล่อนอุ้มด้วยท่อนแขนกำยำของตน


“แกล้งทำเฉย ไม่ขัดขืน ไม่ต่อสู้ดิ้นรน นึกว่าผมตามไม่ทันเหรอ พี่เค้กจะหลอกให้ตายใจแล้วเผ่นอ้าวตอนผมเผลอใช่ไหมล่ะ? บอกคำเดียวว่ายาก ผมไม่ใช่หมูให้พี่หลอกง่ายๆหรอก!”


พฤหัสเอ่ยขณะพาร่างงามสมส่วนขึ้นบันได อเวราหัวเราะปลงสังเวชอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ช้อนตาสบเมื่อรู้สึกว่าเขาเหลือบชำเลืองลงมามอง


“ถ้าเธอจะตามความคิดพี่ให้ทัน เธอต้องมาเป็นแบบพี่…”


“เป็นยังไง?”


หญิงสาวเงียบกระทั่งถูกอุ้มขึ้นมาถึงชั้นบน อดีตแฟนหนุ่มวางหล่อนลงยืนกลางห้องหนึ่งซึ่งมีเตียงขนาดพอนอนสองคนกับโต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งชุด เขาทำหน้าที่เปิดหน้าต่างออกทุกบาน ระหว่างนั้นก็เอ่ยไปด้วย


“ไม่มีใครรู้ความคิดใครหรอก แต่หน้าไหนตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องคิดหนีกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกเสียสติ อย่าทำฟอร์มเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวหน่อยเลย แหกตาผมไม่ได้หรอก”


“พี่ไม่ได้เสียสติ แล้วก็ไม่ได้ฟอร์มอะไรทั้งนั้น”


“เหรอะ? งั้นมีเหตุผลอะไรถึงจะไม่คิดหนี?”


“ก็ไม่มีอะไรมาก พี่รู้สึกเหมือนเป็นนักโทษอาญากำลังจะถูกส่งเข้าคุก มีกองทัพวิบากกรรมคุมตัวแน่นหนา เดาชะตาตัวเองถูกว่าถึงหนีก็ไม่รอด เลยทอดอาลัย ไม่มีแรงคิดกลับออกไปเป็นอิสระอีก”


เด็กหนุ่มเม้มปากยิ้ม พอเปิดหน้าต่างเสร็จก็หันกลับมามองผู้ประกาศตนเป็นนักโทษเต็มตา


“โดนคดีอะไรมาเนี่ย?”


“ถ้าตอบว่าไม่รู้จะหัวเราะเยาะไหม?”


พฤหัสหัวเราะขบขันสวนคำตอบของหล่อนทันควัน


“นักโทษภาษาอะไร ยินยอมเข้าตะแลงแกงรอคำสั่งประหารโดยไม่รู้ว่าตัวเองต้องโทษกระทงไหน?”


“พวกเราเหมือนนักโทษความจำเสื่อมที่ศาลไม่ยอมละเว้นให้ พี่ยังโง่ที่ไม่รู้ แต่ก็หายโง่ไปครึ่งหนึ่งที่เลิกคิดก่อคดีเพิ่ม”


พฤหัสแค่นยิ้ม


“สมชื่ออเวราซะจริงๆนะ… รู้ไหมถ้าพี่จะเหมือนโง่ก็ตรงนี้แหละ พี่เชื่อเรื่องกรรมวิบาก เชื่อเรื่องการอโหสิ พูดถึงกรรมวิบากเต็มปากเต็มคำราวกับนางลิเก โดยที่พี่เองก็ไม่ได้รู้เห็นสักหน่อยว่าหน้าตากรรมวิบากเป็นยังไง หรือเคยไปทำใครแต่ไหนมาถึงต้องลงเอยเอาแบบนี้”


อเวรายิ้มเย็นและกอดอกตอบนิ่มๆ


“แล้วเชื่อแบบไหนถึงจะเรียกว่าไม่โง่?”


“เราอยู่ในยุควิทยาศาสตร์ ก็ใช้วิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์ความเชื่อซิ จะเชื่ออะไรควรจับต้องได้ พิสูจน์ได้เสียก่อน”


หญิงสาวมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาแบบหนึ่ง แม้เขาเรียนสายวิทย์ แต่ก็ไม่ใช่คนมีผลการเรียนเลอเลิศ คุยด้วยไม่กี่ทีก็เห็นความตื้นเขินทางวิทยาศาสตร์ได้ชัด แต่ยังอยากอ้างวิทยาศาสตร์เป็นสรณะอยู่นั่นเอง


แท้จริงเขาเหมือนคนส่วนใหญ่ที่แค่อยากภูมิใจว่าตนฉลาดด้วยการเลือกที่จะพูดคำว่า ‘ไม่เชื่อ! ไม่เป็นวิทยาศาสตร์!’ แต่กลับไม่รู้ไม่เห็นด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้วิทยาศาสตร์พบเจออะไรที่ลึกลับน่าพิศวงไปถึงไหนแล้ว


“มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตพี่ และมันก็วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในรูปแบบเดิม นี่คือ ‘ความจริงที่จับต้องได้’ พี่ก็ต้องการคำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่อยากได้คำตอบเช่น ‘ก็แค่ความบังเอิญ’ หรือ ‘ฟ้าจงใจกลั่นแกล้ง’ ก็ต้องเชื่อหลักที่ว่า ‘เคยทำอย่างไรก็มาเสวยผลอย่างนั้น’ ไปพลางๆ… แต่ถ้าเธอคิดออกและเห็นเป็นอื่นนอกเหนือจากนี้ ก็ควรลองประกาศให้โลกเชื่อตามเธอดู”


พฤหัสล้วงกระเป๋าแสยะยิ้ม กระตุกไหล่ทีหนึ่ง มองหญิงสาวด้วยแววเหยียดหยามอย่างเปิดเผย


“งมงาย!”


ว่าแล้วก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ บรรยากาศส่วนตัวแปลกใหม่เป็นใจให้เกิดอารมณ์ แต่หญิงสาวรีบเดินเลี่ยงมาที่หน้าต่างบานหนึ่ง มองออกไปข้างนอกเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากันขณะพูดคุย


“อย่างน้อยในสถานการณ์ที่ควรร้องแรกแหกกระเชอเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้ พี่ก็ยังมีหลักความเชื่อบางอย่างที่ทำให้ใจสงบและมีสติ ไม่เป็นทุกข์มากนัก เพราะฉะนั้นก็ปล่อยๆให้พี่งมงายในแบบของพี่ต่อไปเถอะ อย่าเหยียดหยามกันนักเลย”


“พอภัยมาถึงตัว ธรรมะสอนให้งอมืองอเท้ารอรับกรรมอย่างเดียวหรือ? ผมว่าน่าอนาถใจมากกว่าน่าสรรเสริญนะ”


“ถ้าพี่กรีดร้อง จิกข่วน หรือต่อสู้เธอจนสุดฤทธิ์ เธอว่าเธอจะจัดการกับพี่ยังไง?”


พฤหัสอ้ำอึ้งไป เขานึกภาพไม่ออกเหมือนกัน รู้แต่ว่าคงไม่น่าดู และไม่น่าเล่าให้ใครฟังนัก


“ผมก็ไม่รู้หรอกว่าจะจัดการยังไง รู้แต่ผมคงเห็นพี่เค้กน่าขบขันน้อยกว่านี้!”


“พี่ยินดีเป็นตัวตลกให้เธอขำ ถ้าไม่ต้องเจ็บตัวมากไปกว่านี้…” ทอดสายตาไปไกล เห็นท้องฟ้าใสสะอาดด้วยใจเป็นสุข “ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับความเสียเปรียบหลายๆอย่าง ร่างกายพร้อมจะนำภัยมาถึงตัวได้สารพัดทาง และถ้าพี่เชื่อว่าภัยที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ ก็แปลว่าพี่ต้องเคยทำกับใครทำนองเดียวกันไว้ก่อน เช่นครั้งหนึ่งอาจเกิดเป็นชาย โลภมาก และไร้มนุษยธรรมพอจะเอาเมียตัวเองขายกิน…”


คำพูดเรียบๆนิ่มๆนั้นบาดลึกจนพฤหัสสะอึก ร้อนผ่าวไปทั้งศีรษะ ขบกรามจนนูนเป็นสันครู่หนึ่งก่อนคลายสีหน้า แปรเป็นยิ้มเยาะ


“แกล้งด่ายังไงก็ไม่เจ็บ ไม่สำนึกผิดหรอก หน้าผมด้านชาไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่โดนพี่เค้กตบแล้ว!”


“พี่ขอโทษซ้ำอีกครั้ง ถ้ารู้ว่าเธอจะมาเข้าฝ่ายอธรรมเต็มตัวเพราะถูกตบหนเดียว วันนั้นพี่จะยอมตัดมือทิ้งเสียทั้งสองข้าง!”


“หึหึ พี่เค้ก… จะบอกให้นะ พี่ควรดีใจที่เป็นผม ไม่ใช่โจรโฉดไหนอื่น เชื่อเถอะว่าถ้าเจอคนอื่น พี่ไม่มีโอกาสพูดจาทิ่มตำ ต่อปากต่อคำอย่างนี้หรอก!”


“ถ้าเธอเป็นโจร พี่คงไม่ต่อปากต่อคำ แต่อาจยอมตายเพื่อให้ได้เป็นอิสระ”


คราวนี้พฤหัสขมวดคิ้วฉงน และเป็นการฉงนฉงายอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ


“ทำไม? พอเป็นผมแล้วทำไมถึงยอม?”


“เพราะเท่าที่เห็น เธอเป็นใครคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตพี่แบบเจาะจง มาเพื่อทำร้ายและทำลาย เริ่มตั้งแต่รู้จักกันด้วยวิธีทำให้เกิดความเสียหายทรัพย์สิน จากนั้นก็ทำให้พี่พลาดนัดสำคัญโดยที่เธอไม่รู้ตัว และจบท้าย… เธอคบคิดกับใครบางคนจะเอาพี่ไปขาย” เว้นวรรคส่ายหน้านิดหนึ่งให้กับภาพรวมความเป็นเขาซึ่งปรากฏเด่นในชีวิตหล่อนในฐานะตัววิบัติ “เซ็กซ์ที่ผิดฝาผิดตัวเป็นแค่แรงดึงดูดให้ภัยเวรระหว่างเราดำเนินไปจนถึงที่สุด”


“พูดง่ายๆผมเป็นเจ้าหนี้เก่ามาทวง และพี่ยินยอมใช้หนี้โดยดีว่างั้นเถอะ?”


“ใช่! ทุกอย่างที่เป็นความจริงมันฟ้องชัดโดยเราไม่จำเป็นต้องช่วยกันระลึกชาติ พี่ยอมชดใช้และจะไม่ขอผูกใจจองเวรกับเธอในชาติไหนๆอีก!”


พฤหัสทำหน้าเหมือนขบขันเต็มประดา ยกมือเท้าเอวปั้นท่ายียวนเต็มที่ แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อกลบเกลื่อนอาการขนลุกวูบวาบแถวต้นคอที่ไล่มาถึงกลางสันหลังหลายระลอก


“เอาล่ะ! เข้าใจความเชื่อแบบของพี่เค้กแล้ว สรุปคือผมกับพี่เป็นคู่ชายหญิงประเภทหนึ่ง ที่เกิดมาเพื่อสนุกกันแบบผิดๆ แล้วแปรรูปมาเป็นการทำร้ายกันอย่างดุเดือดในภายหลัง พี่เค้กอยากให้ชีวิตนี้เป็นชาติแห่งการสงบศึก ยุติภัยเวรระหว่างเรา โอเค… ขอบคุณเป็นล้นพ้น! แต่ชาติหน้าผมอาจไปเกิดเป็นโจรปล้นพี่เค้กอีกก็ได้นะ ปล้นมันทั้งตัวเหมือนชาตินี้นั่นแหละ!”


“โจรที่เผยโฉมว่าเป็นโจรชัดๆ ด้วยการเข้ามาปล้นหรือทำร้ายกัน ถึงจะสร้างความเจ็บใจรุนแรง แต่สายสัมพันธ์ก็บอบบาง ไม่ยืดเยื้อเท่าไหร่ ต่างจากโจรที่เข้ามาด้วยหน้ากากของคนรัก มาผูกไมตรี มาผูกเวร รักกัน แค้นกัน เธอจะไม่ได้เกิดใหม่เป็นโจรธรรมดาสำหรับพี่แน่นอน เพราะระหว่างพี่กับเธอไม่ใช่อะไรแค่ผิวเผิน พี่ต้องเคยทำผิดต่อเธอไว้มาก ต่อย… พูดกันในนามของสัตว์ที่เวียนว่ายมาพบกันด้วยความไม่รู้จักอดีต พี่ขอให้เราอโหสิ ยุติเวรที่มีต่อกันในชาตินี้เถอะนะ”


เด็กหนุ่มโมโหเดือดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ตะคอกตอบอย่างลืมตัว


“ไม่ยุติ! ผมจะตามจองล้างพี่ไปทุกชาติ!!”


ยินเสียงแปร่งเพี้ยนของตนเองถนัดจนขนลุกขึ้นมาอีกวูบหนึ่ง เขาไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลบ้าบอคอแตกพรรค์นี้ แต่ทำไมจู่ๆถึงเกิดวูบอารมณ์ตอบออกไปราวกับเป็นใครอีกคนหนึ่งที่เชื่อเช่นนั้นอย่างแน่นแฟ้น?


แปลกที่จู่ๆเขาก็รู้สึกและนึกอยากตามอาฆาตหล่อนชั่วนิรันดร์ ทั้งที่ชาตินี้หล่อนไม่เคยทำร้ายเขาให้เกิดรอยเท่าแมวข่วน นี่มันอะไรกัน?


งุ่นง่านอยู่อึดใจหนึ่ง เด็กหนุ่มก็พ่นหัวเราะและรวบรัดแบบฮึดฮัด


“พี่เค้กนี่… จะพาผมเข้ารกเข้าพงไปด้วย เลิกพูดบ้าๆซะที จะแกล้งให้ผมหนาวแล้วใจอ่อนยอมปล่อยตัวใช่ไหมล่ะ? ฝันไปเถอะ!”


อเวราโคลงศีรษะ ยังคงมองออกไปไกลสุดเวิ้งฟ้า ไม่หันกลับมาสบตาเขา


“มีส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆ อาจฟังเหลือเชื่อ แต่นี่เป็นความจริง และขอถือโอกาสสุดท้ายนี้บอกกล่าวให้เธอรับรู้… เวลาอยู่บนเตียง บางทีพี่อยากโดนเธอตบตี อยากให้เธอทำร้ายทรมาน อยากเห็นความถ่อยสถุลที่สุดเท่าที่ผู้ชายจะทำกับผู้หญิง พี่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน แต่แน่ใจว่าไม่เคยคิดวิปริตแบบเดียวกันกับผู้ชายคนก่อนๆเลยสักครั้ง”


“โธ่เอ๊ย! แค่หลักจิตวิทยาง่ายๆ พี่เห็นว่านอนกับผมเป็นความผิด เป็นเรื่องน่าละอาย ก็เลยอยากชดเชยความรู้สึกผิดด้วยการถูกลงโทษไงล่ะ”


“นั่นเป็นเหตุผลระยะใกล้ที่เข้าใจได้ แต่พี่รู้สึกถึงเหตุผลที่ใหญ่กว่านั้น พอนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราทีไร ใจเหมือนเห็นเงามืดที่เลวร้ายชักใยอยู่เบื้องหลังทุกที มันกำหนดฤกษ์เกิดของเราให้ห่างกัน ๗ ปี มันยืมมือเธอผลักประตูแท็กซี่ออกมาโดนรถพี่ และมันก็ดลใจให้เธอทำกับพี่ถึงขนาดนี้!”


ประโยคสุดท้ายอเวราจูงพฤหัสให้ย้อนเข้าไปถึงใจของเขาเองในวินาทีปัจจุบัน การฟังคำพูดหล่อนทุกคำทำให้ต้องนึกตาม และพลอยรู้สึกตามไปด้วย เมื่อรวมเหตุการณ์ รวมสุขทุกข์ทั้งหลายระหว่างเขากับหล่อนเข้าด้วยกันทั้งหมด ก็ปรากฏคล้ายหลงเล่นละครอยู่ในโรงมืด แกล้งหัวเราะ แกล้งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรร่วมกัน แล้วจบฉากสุดท้ายด้วยโศกนาฏกรรมหฤโหด เพื่อผูกเวรโยงใยไปถึงละครภาคหน้า…


พฤหัสทำใจแข็ง กระตุกไหล่เบะยิ้มเสียดสี


“กล่อมพอรึยัง?”


อเวราเหลียวมาสบเพื่อให้เขาเห็นแววตาหล่อนถนัดขณะพูด


“นี่ไม่ใช่การพยายามเกลี้ยกล่อม สาบานได้ว่าพี่แค่อยากฝากคำพูดไว้ ชาตินี้เราเจอกันแล้ว พี่รับโทษจากเธอแล้ว และพี่จะไม่ผูกโกรธเธออีกต่อไป นับจากนี้ขอแค่ให้เราเป็นอิสระต่อกันอย่างแท้จริง”


เด็กหนุ่มพยายามมองลึกเข้าไปในแววตาหญิงสาว เห็นแต่แววว่าง ปราศจากร่องรอยบาดหมางซ่อนเร้นเท่ายองใย นาทีนั้นรู้สึกเหมือนความแข็งกระด้างส่วนหนึ่งในหัวใจละลายหายไป แม้ภายนอกยังฝืนทำทีกวนประสาท


“เต็มใจยอมเป็นสินค้าให้ผมขายแน่รื้อ?”


“ใช่! พี่จะเป็นสินค้าเกรดเอบวกให้เธอได้หน้า ถ้านั่นทำให้เธอพอใจ และบอกเลิกเวรระหว่างเรา ให้เราเป็นไทต่อกันนับจากนี้… พูดให้ฟังหน่อยเถอะ พี่อยากได้ยินกับหู”


“สำคัญมากมายนักหรือกับการเอาคำพูดแค่ไม่กี่คำไปบันทึกไว้ในความทรงจำ?”


“สำคัญสิ… นาทีที่พี่รู้ชัดว่าเธอจะขายพี่ แถมโดนเธอตบตีทั้งที่กำลังนอนร้องไห้อยู่เฉยๆ เหมือนพี่ได้คำตอบทั้งหมดของชีวิต เป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงใจ และคลายความสงสัยได้หมดจด พี่ต้องเคยทำกับเธออย่างนี้ หรือยิ่งกว่านี้มาก่อนแน่ๆ ฉะนั้นแทนที่จะนึกอาฆาตพยาบาท ใจกลับเป็นตรงข้าม อภัยเธอด้วยความสงบสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน”


หลับตาลงครู่หนึ่ง ลากลมหายใจยาวลึก เหมือนดึงเอาความสุขชนิดใหม่อันเป็นสมบัติถาวรขึ้นมาชื่นชมอีกครั้ง ก่อนลืมตาขึ้น ผินหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่าง


“จะมีชาติไหนที่เหมาะกับการยุติเวรมากไปกว่าชาตินี้ ที่มีปัญญาศรัทธากรรมวิบากเล่า?…ตอนนี้พี่รู้สึกว่าความมืดระหว่างเราแหว่งหายไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่เหลืออยู่กับเธอ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงอยากได้ยินคำกล่าวร่วมอโหสิจากเธออีกคน”


พฤหัสหรี่ตา พยายามฝืนต้านความรู้สึกบางประการไว้ เพราะยิ่งฟังก็ยิ่งคล้อยตามหล่อนมากขึ้นทุกทีราวกับถูกมนต์สะกด


“ถามจริงๆเถอะ พี่เค้กกำลังเลียนแบบแม่พระที่ไหนอยู่หรือเปล่า? ไปซ้อมบทกับใครมา ทำไมเก๊กได้เหมือนนางเอกเหลือเกิน นี่มันตัวจริงของพี่เค้กแน่เหรอ?”


คำถามนั้นสะกิดให้อเวราระลึกถึงณชะเลขึ้นมาทันที ยังจำคืนมรณะของเจ้าอุ๊ยโหยได้สนิท และคงไม่มีวันลืมไปจนชั่วชีวิต นาทีที่ณชะเลควรเสียใจเป็นบ้าเป็นหลังกับการตายของสุนัขแสนรัก นาทีที่ควรด่าทอหล่อนด้วยความเกรี้ยวกราดชนิดไม่ต้องเผาผีน้าหลาน ณชะเลกลับมีสติดีกว่าทุกคน นอกจากเป็นผู้ให้อภัยแล้ว ยังเป็นฝ่ายปลอบหล่อนให้ระงับความเศร้าโศกคร่ำครวญได้ด้วยน้ำใจอันประเสริฐอีกต่างหาก


พอนึกไปถึงหลานสาวเช่นนั้น อเวราก็เกิดสัมผัสอบอุ่นยิ่งใหญ่ ตอบคำถามพฤหัสกลั้วหัวเราะสบายอารมณ์


“อือ… พี่อาจทำตัวเป็นร่างทรงของนางเอกอยู่ก็ได้” พักจังหวะเล็กน้อยก่อนสาธยายสืบต่อ ”พี่เคยเห็นคนที่ให้อภัยได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับว่าเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ รู้ว่าคนแบบนั้นมีตัวตนอยู่ในโลกจริง และเมื่อสัมผัสกระแสของใจที่ปลอดโปร่งแสนสบายจากการไม่ผูกเวร พี่เลยอยากเอาอย่างบ้าง”


เหลือบตาไปทางตะวันออก หญิงสาวเห็นหลังคาโบสถ์ของวัดที่อยู่ไกลออกไปลิบๆ จึงเขม้นตามองอย่างสนใจครู่หนึ่งก่อนพึมพำ


“บรรยากาศวัดที่ห่างไกลชุมชนนี่ดูสัปปายะน่าเข้าไปทำบุญจัง…”


คำเปรยของอเวราทำให้พฤหัสเกิดความอยากเห็น จึงเคลื่อนตัวไปยืนริมหน้าต่างด้านข้างหล่อน และแลมองในทิศทางเดียวกัน


“ก็แค่วัดเล็กๆ”


เขาวิจารณ์ด้วยเสียงคล้ายบอกว่าไม่เห็นมีอะไร ทำไมต้องหลอกให้เสียเวลามาดู


“พี่เคยชวนเธอไปวัด เราไม่เคยได้ไปด้วยกันเลย และคงไม่มีโอกาสอีก…”


“จะชวนไปตอนนี้ล่ะซี?”


“ขึ้นอยู่กับเธอ…”


เด็กหนุ่มเบะยิ้ม


“มีเครื่องโน้มน้าวให้ใจอ่อนเยอะจังนะ เข่าจะทรุดอยู่แล้วเนี่ย” แล้วเขาก็หุบยิ้มพูดห้วนๆ “ไม่เอา ขี้เกียจไป!”


อเวราก้มหน้าสลดลงนิดหนึ่ง แล้วกลับเงยขึ้นใหม่เป็นปกติด้วยกำลังแห่งอุเบกขา พฤหัสเหลือบมาสังเกตปฏิกิริยา เห็นเช่นนั้นจึงขยับประชิด ทอดแขนโอบอย่างกะจะแกล้งแสดงบทพระเอกละครร่วมกับหล่อน


“ตอนนี้เราก็ร่วมกันมองวัดอยู่แล้วนี่ เป็นบุญพอแล้ว”


เอ่ยพลางทอดตามองหลังคาโบสถ์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ทันทีที่จบประโยค พฤหัสก็เกิดวูบแห่งความรู้สึกแสนดีที่ประหลาดล้ำ สายลมรำเพยแผ่วกับท้องฟ้าสว่างกว้างดุจจะช่วยชะล้างมลทินในใจหายไปกว่าครึ่ง


เด็กหนุ่มงงงันตนเองอีกคำรบ การยืนคู่เคียงหญิงสาวและทอดตาขนานกันมองวัดเช่นนี้ แม้เบื้องแรกเจตนาเสแสร้งเอาสนุก ก็กลับกลายเป็นภาวะเด่นแปลก เสมือนนิมิตบอกเหตุ เตือนความจำรางเลือนบางประการให้ผุดขึ้นอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ตกใจกับสำนึกลี้ลับชนิดนั้น และผวาขนาดผละออกห่างฉับพลัน


กะพริบตาถี่ๆ พอรู้สึกตัวก็แสร้งหัวเราะห้าว กลับลำทำตาวาวคล้ายประกาศว่าอารมณ์อยากโอบหล่อนเมื่อครู่เป็นเพียงการแสดง ทำไปก็เพื่อตลบหลังล้อเลียนว่าอุบายกล่อมประสาทของหล่อนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง


“เลิกคิดกลับไปมีชีวิตแบบเดิมเถอะพี่เค้ก ผมไม่มีทางใจอ่อนหรอก นับเวลาถอยหลังรอไปลองใช้ชีวิตแบบใหม่ดีกว่า พวกแขกอาหรับหลายคนอาจมีทีเด็ดยิ่งกว่าผมเยอะ!”


ราตรีนั้น พฤหัสยืนกอดอกยลความชุลมุนของหมู่ดาวในห้วงมืดล้ำลึกไพศาลอยู่เพียงลำพัง เขาเดินห่างตัวบ้านออกมาพอประมาณ เพื่อหลีกให้ไกลจากเสียงกรีดร้องทรมานแสนสาหัสของอเวรา



เขาหากุญแจมือพบไม่ยากนัก มันเป็นคำสั่งจากสิงคาร แม้ใจจะเริ่มเชื่อว่าเหยื่อไม่คิดหนี แต่ก็เห็นว่าตนสมควรทำตามคำสั่งผู้ใหญ่ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า


ทว่าเขากลับละเลยสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างที่สุด นั่นคือฉีดยาเข็มที่สามเข้าร่างเหยื่อ!


เข็มแรกเขาครึ่งกล้าครึ่งกลัว เข็มที่สองเขาเย็นชา แต่เข็มที่สามเหตุใดกลับไม่กล้ากระทั่งเอาเข้าใกล้ร่างอเวราแม้ในรัศมี ๕ ก้าว?


ตอบตนเองไม่ยากนัก ใจเขารู้อยู่ว่าเพียงอัดยาอีกเข็มเดียวอเวราจะมีสภาพดุจผู้ถูกจำคุกตลอดชีวิต สิงคารเคยบอกว่าเข็มที่ ๓ สำหรับเหยื่อส่วนใหญ่จะเริ่มดิ้นไม่หลุด หยุดเสพยาไม่ได้ แม้อาจมีบางรายต้องถึงเข็มที่ ๕ จึงจะสัมฤทธิ์ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าก็น้อยเต็มที


พฤหัสยังไม่เปลี่ยนใจที่จะส่งมอบอดีตแฟนสาวให้สิงคาร เพียงแต่เขาใจไม่แข็งพอที่จะเป็นคนลงมือเปลี่ยนมนุษย์คนหนึ่งให้กลายเป็นทาสยาถาวร เขาไม่โทษตัวเอง และไม่เห็นความจำเป็นต้องลงมือเอง พออเวราไปอยู่กับสิงคาร เดี๋ยวก็ต้องโดนจนครบ ๓ หรือ ๕ เข็มอยู่ดี แม้อาจเสียเวลาไปนับหนึ่งกันใหม่ อย่างไรก็มีค่าเท่ากัน


เสียงโหยหวนของอเวราฟังเสียดแทงหัวใจ หล่อนวอนขอความช่วยเหลือ ให้เขาฉีดยานรก และบางจังหวะก็ร่ำร้องให้เขาฆ่า แผดเสียงอย่างน่าเวทนาว่าอย่าได้ทรมานกันอย่างนี้อีกเลย


พยายามดูลมชมดาวให้จิตใจสงบเยือกเย็น แต่ตราบใดยังคงแว่วเสียงแสบโสตประสาทจากในตัวบ้าน พฤหัสก็ยังคงร้อนรุ่มกลุ้มใจไม่เลิกไปด้วย จะหาผ้ามาอุดปากก็เกรงหล่อนจะขาดใจตาย เมื่อครู่ก่อนออกมา ดูท่าดิ้นเร่าๆ ของอเวราแล้วเดาออกว่าถ้าขาดอากาศเข้าทางปากบ้างคงอึดอัดเหมือนถูกจับยัดกระสอบถ่วงน้ำ


เม้มปากแน่น เดินกลับไปกลับมาและสั่งให้ตนเองทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รู้สึกแย่เมื่อมนุษยธรรมกลับมาเยือน เขาใจดี ปรานีโดยการดูดายไม่ช่วยเหลือ เหมือนปล่อยให้อดีตคนรักทรมานแทบสิ้นใจ แต่นั่นก็เพราะทำลายหล่อนกับมือไม่ลง


ครั้งหนึ่ง พฤหัสพยายามหัวเราะขบขันกับเสียงกรีดแหลมก้องของอเวรา พยายามฟังให้ตลกเหมือนเสียงร้องแผลงฤทธิ์ด้วยความเอาแต่ใจของทารก นี่ถ้าอยู่ใกล้กว่านี้คงหูแตกไปแล้ว สงสัยนักว่าถ้าผ่านเข็มที่ ๕ ขึ้นไปจะมีอาการลงแดงหนักหนาสาหัสกว่านี้สักแค่ไหน


เวลาล่วงเลยไปนานเพียงใดเด็กหนุ่มไม่ทันสังเกต มัวแต่ฟุ้งซ่านเรื่องเงินส่วนแบ่งจนชักลืมๆ เสียงรบกวนจากตัวบ้าน มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ารอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงัด ไม่มีแม้เสียงแมลงกลางคืนให้ได้ยิน พฤหัสรีบสาวเท้ากลับเข้าตัวบ้าน ใจหนึ่งห่วงใยอเวรา แต่อีกใจก็กลัวหล่อนลงแดงตายแล้วเขาจะไม่ได้เงิน


ก้าวยาวๆ ขึ้นชั้นบน ครึ่งขลาดครึ่งกล้ากับการมาเห็นกับตาว่าอาการของเหยื่อยานรกน่าสมเพชเพียงไหน อึดใจเดียวก็มายืนเก้ๆ กังๆ ในห้องที่อเวรานอนหมดสภาพอยู่บนเตียง ข้อมือทั้งสองถูกรวบติดกันด้วยกุญแจมือซึ่งโยงกับหัวเตียงเหล็กด้วยสายโซ่ พฤหัสลอบถอนใจโล่งอก แสงไฟจากกลางเพดานส่องให้เห็นถนัด หล่อนไม่ได้ดิ้นแบบทำร้ายตัวเอง หรืออาจอยากดิ้นแบบทำร้ายตัวเองแต่ไม่ถนัด เพราะแม้บริเวณข้อมือก็แทบไร้ริ้วรอยอันเกิดจากการดิ้นจนเสียดสีกับห่วงเหล็ก พฤหัสเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาน่าจะอยู่ดูให้ดีๆ เฝ้าระวังไม่ให้หล่อนทำตัวเองชอกช้ำ บัดนี้ทุกตารางนิ้วบนร่างอเวราคือส่วนประกอบของสินค้าราคาแพง หากมีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อยลูกค้าอาจขอต่อรองลดราคาได้


ช่างหัวปะไร ครั้งนี้ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว มือใหม่อย่างเขาคงมีเรื่องต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงอีกเยอะ ประมาณอารมณ์ตนเองแล้วเชื่อว่าคราวหน้าเขาคงฉีด ๕ เข็มรวดได้แบบไม่ต้องกะพริบตา เพราะเขาจะไม่รักใคร ไม่มีความไยดีให้ผู้หญิงคนไหนอีก!


มองร่างโซมเหงื่อที่นอนหายใจหอบเหนื่อย เออ! ไอ้ยาบ้ายาบอนี่ก็ช่างมหัศจรรย์เสียจริงๆ พอออกฤทธิ์ก็สำแดงเดชร้ายแรงเข้าขั้นคอขาดบาดตาย แต่พอหมดฤทธิ์กลับเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น ดูคล้ายคนออกกำลังจนเรี่ยวแรงหายสูญไปชั่วขณะมากกว่าจะผ่านอาการปางตายมาหมาดๆ แลไม่น่าเกลียดเยี่ยงผู้อยู่ใต้อำนาจยาเสพติดร้ายแรงเลยสักนิดเดียว


พฤหัสหัวเราะหึหึ หย่อนตัวลงนั่งริมเตียงและชวนอเวราคุยเล่น


“เป็นไงมั่งพี่เค้ก เหนื่อยไหม?”


เห็นหน้าอ่อนระโหยและท่านอนแบ็บ ไร้เรี่ยวแรงตอบโต้กับเขาแล้วพฤหัสอดสงสัยไม่ได้ ใครนะช่างคิดค้น ช่างสังเคราะห์ยามหาประลัยนี่ ใครตกเป็นเหยื่อคงกลัวไม่ได้เสพยามากกว่ากลัวเสียตัวให้ผู้ชายนับพัน รู้ทั้งรู้ว่าเสพแล้วจะต้องร่านจัด!


“เมื่อกี้ตอนได้ยินเสียงพี่เค้กร้องโหยหวน ผมกลัวจังอ้ะ ฟังไม่เหมือนพี่เค้กคนเดิมเลย”


อเวราค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก เผยประกายที่หรี่โรยราวคนเจ็บป่วยขั้นหนัก


“ต่อย… เธอใจร้ายจริงๆ ”


พฤหัสเอียงคอยิ้ม ดูมีเสน่ห์น่าอบอุ่น


“พอตัดสินใจกระโจนเข้าร่วมธุรกิจนี้ ผมก็ถูกสอนไม่ให้ใจร้ายเล่นๆ แล้วพี่เค้ก ต้องใจร้ายจริงๆ กันทั้งนั้นแหละ แต่… พี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ เมื่อกี้ที่ผมไม่ฉีดยาให้พี่เค้กน่ะ ผมใจดีนะ ไม่ใช่ใจร้าย ช่างเถอะ มีความจริงที่พี่เค้กไม่รู้อีกแยะ เหมือนผมแก้ตัว แต่พี่ไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือพยายามเข้าใจอะไรหรอก เอาเป็นว่าผมแค่… ไม่อยากลงมือฉีดเข็มที่ ๓ ด้วยตัวเองแล้วกัน”


หญิงสาวเม้มปาก แนบแก้มลงกับหมอน กายสั่นเทิ้มอย่างคนกลั้นสะอื้น


“ไปให้พ้นได้ไหม?”


“ยังอยากยาอยู่หรือเปล่า? ถ้ายังอยากผมจะฉีดให้ก็ได้เอ้า!”


ความจริงนั่นเป็นการถามไถ่ด้วยความอยากรู้มากกว่าอย่างอื่น ถ้าหากยายังมีฤทธิ์ ถึงอย่างไรก็คงทรงอำนาจเกินห้ามใจ อเวราคงไม่แกล้งทำเชิดหยิ่งเมินเฉยกับข้อเสนอของเขาเป็นแน่ ถึงแม้เกลียดกันเข้าไส้ปานใดก็ตาม


คำตอบจากหล่อนคือความนิ่ง ซึ่งนั่นเป็นเครื่องชี้ชัด พอพ้นขีดความทรมานระยะหนึ่งเหยื่อจะเลิกโหยหายาได้เด็ดขาด นี่แปลว่าสิงคารรู้สรรพคุณของยาจริง พฤหัสชักหนาวใจ เมื่อครู่เพียงเขาฉีดยาใส่หล่อนอีกเข็มเดียว ชีวิตที่เหลือของอเวราคงไม่มีนิยามแห่งคุณค่าอันใดมากไปกว่าความเป็นเครื่องจักรบำบัดความใคร่ให้ผู้ชาย โดยมียาจากนรกเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน!


เกือบถือว่าหล่อนเป็นหนี้บุญคุณเขา แต่พอนึกได้ว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาต้องส่งตัวหล่อนให้สิงคาร พฤหัสก็ชักเขินๆ เอาเครดิตแค่ว่าคืนนี้เขาใจดี ไม่ใจร้ายฆ่าหล่อนทั้งเป็นด้วยมือตนก็แล้วกัน!


รุ่งเช้า วันแห่งการส่งมอบตัว...




พฤหัสตื่นนอนด้วยความกระฉับกระเฉง เพราะตระหนักว่าอีกเดี๋ยวภาระหนักจะถูกปลดปลง ถ่ายย้ายจากบ่าตนไปสู่บ่าคนอื่นเสียที พรุ่งนี้เขาจะได้กลับไปเรียน ไม่ต้องทนแกร่วเฝ้าสินค้าเหมือนหลายวันที่ผ่านมา


สิงคารโทร.บอกว่าจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า เด็กหนุ่มจึงปลุกหญิงสาว ปลดกุญแจมือให้


“หิวไหม?”


คำตอบจากหล่อนคือความเงียบ พฤหัสยักไหล่


“คือจะบอกว่าถ้าหิวก็ต้องทนหน่อย เพราะเสบียงที่ตุนไว้ ผมฟาดเรียบตั้งแต่เมื่อคืน” ฉุดต้นแขนหล่อนแรงๆ บังคับให้ลุกยืนและสั่งห้วนๆ “ไปอาบน้ำ!”


งานน่าเบื่อก็ตรงนี้ เขาต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องน้ำซึ่งแยกเป็นต่างหากจากตัวบ้าน พออเวราอาบเสร็จก็ต้องนำตัวหล่อนขึ้นชั้นบนเพื่อใส่กุญแจมือล่ามไว้กับหัวเตียงตามเดิม เนื่องจากไม่มีจุดอื่นถูกออกแบบไว้โดยเฉพาะเหมือนเตียงเหล็กแข็งแรงที่ชั้นบน


พอดูแลกักขังเหยื่อแน่นหนาดีแล้ว หนุ่มน้อยผู้ริจะเป็นทรชนเพื่อรวยทางลัดก็ลงมาสะสางสนานกายบ้าง เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่องานชิ้นแรกใกล้สิ้นสุด ในหัวเต็มไปด้วยความฝันเกี่ยวกับการใช้เงินทองกองใหญ่ วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าก้อนแรกจะเก็บแบบซุ่มเงียบ ไว้ก้อนสอง ก้อนสาม ก้อนสี่ทยอยตามมาค่อยเปิดตัวโฉ่งฉ่าง อาจซื้อรถไว้ขับอวดสาว อาจซื้อบ้านไว้อาบน้ำแข่งกับจองฤกษ์ และอาจอาศัยเป็นเหยื่อล่อในการตกปลาตัวต่อๆ ไป…


ใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดหัวเช็ดหูขณะก้าวขึ้นบันได นึกยินดีที่ตนไม่ใจอ่อน ไม่มีวี่แววกระทั่งอาการใจแป้วสงสารเหยื่อ นั่นเห็นจะเป็นเพราะถูกอบรมเสี้ยมสอนมาดี คือให้นึกถึงแต่เงินเข้าไว้ วาดภาพการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายตามอำเภอใจเข้าไว้ แล้วอาการอ่อนแอแบบเด็กขี้สงสารจะหายไปเอง


เปิดประตู เห็นอเวรานั่งมองออกนอกหน้าต่างนิ่ง ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกว่าหล่อนสวยเหมือนนางในฝันจนต้องอมยิ้ม นึกชมตัวเองว่าถ้าไม่แน่จริง ไม่มีฝีมือพอ ก็คงหาสินค้าระดับนี้ส่งเครือข่ายไม่ได้!


“ถ้ามองหาอิสรภาพอยู่ล่ะก็ จะบอกให้ว่ามันไม่ได้อยู่นอกหน้าต่างหรอกนะ”


ทักด้วยเสียงยั่ว อย่างน้อยก็อยากเห็นหล่อนหมดมาดนางเอก หันมาแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวซึ่งเป็นปกติวิสัยของผู้ถูกประทุษร้าย และเขาก็จะรู้สึกดีขึ้นที่ถูกด่าโดยปุถุชนคนมีกิเลสชุกชุมด้วยกัน


“แล้วอิสรภาพอยู่ที่ไหนเหรอ?”


หล่อนถามเสียงเรียบจนฟังน่าหมั่นไส้สำหรับพฤหัส จะโดนส่งตัวอยู่รอมร่อยังแสร้งตีหน้าเฉยเป็นอิฐปูนอยู่นั่นแหละ


“ไม่ใกล้ไม่ไกลหรอก อยู่ที่หน้าตักผมนี่ไง พี่เค้กก้มลงมาใกล้ๆ นะ แล้วพนมมือกราบงามๆ อ้อนวอนดีๆ ผมจะพิจารณาอีกทีว่าควรมอบอิสรภาพให้พี่เค้กไหม”


อเวราคลี่ยิ้มและหัวเราะนิดๆ ในลำคออย่างรู้กัน ว่านั่นคือการให้ความหวังลมแล้งเรื่อยเปื่อยของอดีตแฟนหนุ่ม


“เดี๋ยวเขาจะมาเอาตัวพี่ไปแล้วใช่ไหม?”


“อือ! นี่คงใกล้เข้ามาแล้วล่ะ”


“งั้นขออะไรอย่างหนึ่งสิ พี่อาจจะไปอยู่ในที่ที่ไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนี้อีก…”


“ขออะไร?”


“ช่วยถอดกุญแจมือให้หน่อย พี่อยากไหว้พระเป็นครั้งสุดท้าย…”


พฤหัสสะอึกอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันรีหันขวางไตร่ตรอง นี่จวนเวลาส่งมอบตัวเต็มทน เกรงว่าชะล่านิดเดียวเดี๋ยวจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่แล้วก็ไว้ใจพละกำลังและความรวดเร็วของตนเอง ในเมื่อเขานั่งคุมอยู่ด้วยก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องพันธนาการช่วยแต่อย่างใด จึงทำตามที่หล่อนต้องการ ไขกุญแจมือให้เป็นอิสระ


พอเป็นอิสระตามปรารถนา อเวราก็นั่งพับเพียบบนเตียง มือพนม ใบหน้าตั้งตรง หันไปสู่วัดทางทิศตะวันออก สายตาจับหลังคาโบสถ์ด้วยความเงียบงัน ก่อนก้มลงกราบสามครั้ง แล้วพริ้มตาปิดเริ่มเปล่งคำแจ่มชัด



นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ



พฤหัสค่อยๆ ถอยห่างออกมาอย่างไม่รู้ตัว ยืนมองอเวราสวดมนต์เต็มตา แก้วเสียงผู้หญิงในยามศรัทธามีกังวานไพเราะ ยากจะบรรยายว่าภาวะกระแสความไพเราะที่กระจายออกมาจากร่างสงบบนเตียงนั้น กระทบใจเขาให้เกิดความรู้สึกชนิดใด



อิติปิโส ภควา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ


วิชชา จะระณะ สัมปันโน สุขะโต โลกะวิทู


อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ


สัตถา เทวะมนุสานัง พุทโธ ภควาติ…



หญิงสาวสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยด้วยใจอ่อนน้อมยิ่ง เห็นค่ายิ่ง ความข้องพะวงกับเรื่องราวทั้งหลายหายหนไปสิ้น เสมือนใจไร้มลทินชั่วขณะ เป็นสุขจนริมฝีปากสยายยิ้มออกมาเล็กน้อยทั้งยังสวดอยู่เช่นนั้น


พฤหัสเชื่อแล้วว่าอเวราอโหสิให้เขาจริง ทั้งกระแสความว่างจากจิตใสใจเบา ทั้งร่างนิ่งสงบไม่กวัดแกว่งด้วยแรงพัดแห่งโทสะ สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเสแสร้งแกล้งทำในนาทีพิสูจน์ใจด้วยของจริงที่โหดร้าย…


ตรงหน้าคือหญิงสาวคนหนึ่งผู้มีเรือนกายงดงาม กับทั้งมีดวงจิตที่พัฒนาจนประเสริฐแล้ว พฤหัสทอดมองด้วยตาเปล่าราวกับเห็นรัศมีแห่งการอภัยยิ่งใหญ่เป็นวงกว้าง สัมผัสถึงพลังพิสุทธิ์ชนิดหนึ่งซึ่งภัยพาลทั้งหลายไม่อาจกล้ำกรายเข้าไปแตะต้อง ตรงข้าม แม้ยืนอยู่ในระยะห่างก็ประดุจความชั่วทั้งปวงจะอ่อนละลาย เหมือนจะต้องทรุดเข่าลงกราบน้ำใจอันเกินคนธรรมดาจะมีนั้น!


กลืนน้ำลายลงคอ กลับหลังหันเดินลงบันไดไปรอข้างล่างด้วยความเกินทนกับภาพงดงามเหนือความชั่วในจิตใจมนุษย์ มานั่งเม้มปากข่มความสะเทือนในอกครู่หนึ่ง เสียงสัญญาณเรียกเข้าของมือถือก็ดังขึ้น


“ฮัลโหล…”


น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า


“เฮ้ยต่อย! นี่อากำลังจะถึงในสิบนาทีนี้นะ ดันเลี้ยวซอยผิดว่ะ ไม่ได้มาพักหนึ่งเลยลืม เตรียมตัวซะนะ ผูกตา มัดมือ มัดปากด้วยก็ดี เพราะเดี๋ยวอาจตื่นคน ถ้ามียานอนหลับเหลือจะจับกรอกปากก็ได้ แล้วต่อยขับรถอีไปให้พวกของอาตามที่นัดหมายกัน ได้เงินหลายเด้งล่ะเอ็ง”


“ครับอา”


พฤหัสรับคำเรียบๆ ไม่ติดสั่นอีกต่อไป เขากดปุ่มตัดสัญญาณ เดินไปหยิบปืนที่วางไว้บนโต๊ะมาพลิกลูกโม่ใส่กระสุนสองนัดเท่าที่มี เอามาน้อยเพราะไม่เคยนึกว่าจะต้องใช้จริง จากนั้นเหน็บปืนเข้าขอบกางเกงด้านหลัง ก้าวพรวดๆ ขึ้นชั้นบนทันที


อเวราเลิกสวดมนต์แล้ว คงเพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาเป็นสัญญาณหมดเวลานั่นเอง บัดนี้เด็กหนุ่มเห็นหล่อนนั่งผินหน้าไปทางวัด ไม่ถึงกับมีรอยยิ้มอิ่มสุข แต่ก็ไม่มีเค้าเงาของผู้รู้ตัวว่าจะประสบทุกข์สาหัสในนาทีข้างหน้าเช่นกัน


“ไปกันเถอะพี่เค้ก”


พฤหัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลลงกว่าเดิม หญิงสาวเหลียวหน้าปรายหางตามาทางเขา นัยน์ตาส่องแววตัดพ้อเล็กน้อย แต่เพียงแวบเดียวก็จางหายวับราวกับไม่เคยปรากฏ หล่อนเพียงหันกลับไปก้มลงกราบภาพวัดเบื้องไกลสามครั้ง แล้วลุกขึ้นตามเขาลงบันไดโดยดี ไม่มีท่าทีอิดเอื้อนหรือแสดงพิรุธเยี่ยงคนเตรียมคิดหนีแต่อย่างใด


ขึ้นรถพร้อมกัน เด็กหนุ่มสตาร์ทเครื่องและเหยียบคันเร่งเผ่นจากที่ด้วยท่าทีร้อนรนผิดไปกว่าเคย ขับตะลุยหลุมบ่อบนทางแคบเหมือนคนไม่ค่อยมีกะจิตกะใจระมัดระวัง


“พี่เค้ก… ถามจริงๆ อย่างหนึ่ง พี่เค้กเคยรักผมหรือเปล่า?”


หญิงสาวมองไปเบื้องหน้าอย่างคนไร้จุดหมายในอนาคต มีแต่อดีตเบื้องหลังให้ระลึกถึง


“พี่ไม่เคยรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับเธอ… แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเคยรัก และเดี๋ยวนี้ก็ยังรัก”


น้ำตาของพฤหัสเอ่อขึ้นล้นขอบ


“ผมก็รักพี่เค้ก…” เขาเอ่ยเสียงเครือสั่น “ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร ทำไมถึงเลวอย่างนี้ ผมขอโทษนะครับ…”


คำสุดท้ายเจือด้วยเสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ ยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มไหลพราก แรงสะเทือนจากจิตที่สำนึกผิดรุนแรงของพฤหัสพลอยมีผลให้อเวราเกือบร้องไห้ตาม แต่ก็พยายามหักห้ามพอจะเอ่ย


“ไม่เป็นไร ช่างเถอะ…” พยายามสะกดคำให้อยู่เหนือก้อนสะอื้น แต่แล้วก็ทะลักทลาย สายน้ำพรั่งพรูพร้อมคำพูด “เราสองคนเหมือนเกิดมาเพื่อทำเรื่องโง่ๆ ด้วยกันอีกชาติหนึ่ง ขอแค่ได้รู้ว่านี่จะเป็นชาติสุดท้ายสำหรับการจองเวรระหว่างเรา พี่ก็พอใจแล้ว”


พฤหัสกำพวงมาลัยแน่น พยายามตั้งสติให้คืนกลับเพื่อเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ


“ตกลงครับ! ความพยาบาทใดๆ ที่ผมเคยผูกใจกับพี่เค้กมา ผมขอยกเลิก ให้เวรระหว่างเราเป็นอโหสิ ภัยใดๆ ที่ผมทำไว้กับพี่เค้กในชาตินี้ ผมขอชดใช้ด้วยการเกิดเป็นทาสของพี่ทุกครั้งที่พบกัน!”


อเวราใจหาย รีบยกนิ้วขึ้นแตะปากเขา


“อย่าอธิษฐานอย่างนี้สิ…” ปรามเสียงเครือ กะพริบตาถี่ๆ ก่อนจ้องเขาเขม็ง “การยอมเป็นทาสไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก เพราะที่ผ่านมาคงมีแต่ความผิดพลาดร่วมกัน ถ้าคิดเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เราต้องช่วยกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ต่างหาก”


เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก หักเลี้ยวขวาเมื่อถึงสามแยก ข่มอารมณ์เศร้าสนิทแล้วจึงเอ่ยด้วยสติที่ได้จากหญิงสาว


“อย่างนั้นผมจะทำสิ่งถูกต้อง เริ่มนับจากนาทีนี้…” สายตาจับอยู่ที่รถบีเอ็มดับบลิว ซีรี ๕ ซึ่งเห็นแล่นฉิวลิบๆ อยู่เบื้องหน้า “เดี๋ยวพอผมลงจากรถ พี่ย้ายที่นั่งมานี่แล้วขับหนีไปให้พ้น”


จากที่เคยนิ่งอย่างคนเตรียมใจได้มานาน อเวราเริ่มปากคอสั่น


“เธอจะทำอะไร?”


“ทำสิ่งที่ผมจะไม่มีวันเสียใจซ้ำอีก… พี่เค้ก… เชื่อผมนะ อย่าดื้อ มันมากันสองคน พวกนี้พกปืนติดตัวตลอดเวลา และเราก็จะไม่มีทางหลบหนีพ้นด้วยรถคันนี้ เพราะฉะนั้นผมต้องลงไปจัดการกับคน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดผมจะโทร.เรียกพี่เค้กให้มารับ”


“แล้วถ้าเธอไม่โทร.มาล่ะ?”


น้ำเสียงหล่อนสั่นระทึก


“พี่เค้กขับกลับกรุงเทพฯไปเลย อย่างน้อยที่สุดผมต้องถ่วงเวลาไว้ได้หลายนาที เพียงพอให้ซอกซอนปะปนไปกับรถอื่นๆ บนถนนได้ พวกมันไม่รู้จักบ้านพี่เค้กหรอก รู้แค่ชื่อเล่น ไม่รู้ชื่อแซ่ด้วยซ้ำ อย่าทำนอกเหนือจากที่ผมบอก อย่าเสียเวลาฟ้องตำรวจ และที่สำคัญ… อย่าเหลียวหลังกลับมาดูเด็กเลวๆ อย่างผมอีก!”


อเวราสับสนไปหมด และอาการละล้าละลังตัดสินใจไม่ถูกของหล่อนก็ทำให้พฤหัสต้องสำทับ


“ถ้าพี่เค้กคิดช้า ก็อย่าคิดอะไรด้วยตัวเอง เชื่อผมเถอะ สถานการณ์แบบนี้พี่เค้กจะเป็นแค่ตัวถ่วง เราจะไม่รอดกันทั้งคู่ ถึงขับหนีก็คงไม่แคล้วเกิดอุบัติเหตุ พวกมันลงทุนไปเยอะ ยังไงก็ไม่ปล่อยเราลอยนวลแน่ ถ้าทำตามผมบอก เรามีสิทธิ์รอดได้ อย่าให้ผมต้องอ้อนวอน เพราะไม่มีเวลาสำหรับอะไรแบบนั้น”


บีเอ็มดับบลิวที่เห็นลิบๆ เมื่อครู่บัดนี้ตรงดิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในขณะที่พฤหัสเริ่มขับช้าลง


“พี่เค้ก… ผมก้มลงกราบเท้าขอขมาพี่เค้กตอนนี้ไม่ได้ แต่ขอให้รู้ว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ผมอยากทำ”


ระยะเพียงสองร้อยเมตรที่รถสองคันวิ่งเข้าหากันนั้นแค่ไม่กี่วินาทีก็ถึง อเวราไม่ทราบจะเอ่ยทัดทานอย่างใดในเวลากระชั้นเข้ามาขนาดนี้


สิงคารชะลอรถลงจอดสนิท ในขณะที่พฤหัสแกล้งขับสวนเลยไปเกือบ ๒๐ เมตร ก่อนเปิดประตูก้าวลงเดินยิ้มร่า ตะโกนทักมาแต่ไกล


“หวัดดีอามู่”


“เอ็งออกมาจากบ้านทำไมวะ อากะจะเข้าไปนั่งเล่นสักพักก่อน”


“ปวดอึเหรอ?”


สิงคารหัวเราะหึหึ


“เปล่า! แต่คนมาเหนื่อยๆ ก็อยากไปนั่งรับลมมั่งซีโว้ย อีกอย่างคุณเคียวแกอยากดูหน้าตา ดูเนื้อตัวหนูเค้กของเอ็งให้ชัดๆ ก่อนด้วย”


เขาหมายถึงชายฉกรรจ์ที่มาด้วยกัน


“อ้อ! แผนกตรวจสอบคุณภาพเหรอ? เมื่อกี้สั่งให้ผมวางยานอนหลับเพราะอย่างนี้เอง”


พูดพลางนึกโมโหที่ไม่ได้ยินเสียงเร่งเครื่องจากเบื้องหลังเสียที กระทั่งเขาเดินมาจวนถึงตัวเหล่าจอมโฉดอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว จำต้องยกมือไหว้แผนกตรวจสอบคุณภาพด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


“สวัสดีครับอาเคียว งั้นเดี๋ยวพวกเราวกกลับไปที่บ้านกันก่อนไหม?”


ชายร่างสันทัดนามว่าเคียวสั่นศีรษะ


“ไม่ต้องหรอกไอ้น้อง ออกมาแล้วก็ไปเลยดีกว่า แค่ปวดเยี่ยวนิดหน่อยเดี๋ยวปล่อยเสียตรงนี้แหละ เรื่องตรวจสอบคุณภาพน่ะเดี๋ยวอามีเรือนรับรองพิเศษมิดชิดสะดวกสบายกว่านี้”


“เฮ้ยต่อย!” สิงคารทำตาโตเป็นไข่ห่าน สุ้มเสียงตกใจยิ่ง “นั่นหญิงของเอ็งทำอะไรวะ? ฉิบหายแล้วมึง!”


“ไหน… ทำอะไร?” เขาแกล้งกลับหลังหันไปมองแบบเอ๋อๆ ซึ่งก็ทันเห็นเงาอเวราย้ายร่างมาประจำที่คนขับและบึ่งรถหนีออกไปอย่างรวดเร็ว พฤหัสทำเป็นร้องดังๆ ด้วยความตื่นเต้น “เฮ้ย! ทำไมเป็นอย่างนี้วะ?”


“เอ็งไม่ดับเครื่องไว้หรือนี่?? ฮื้ยย์! ทำไมถึงทำเรื่องโง่เหมือนควายได้ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้วะหา?”


สิงคารโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนกลายเป็นเงอะงะ แตกต่างจากนายเคียวซึ่งดูท่าทางเหมือนคนเคยผ่านเรื่องฉุกเฉินมามากกว่า รายนั้นเปิดประตูก้มลงแวบเดียวแล้วกลับขึ้นมาพร้อมปืนพกออโตแมติก ยกแขนเหยียดตรงยิงปังแรกภายในเวลาเพียงไม่กี่พริบตานับจากเห็นรถวีออสแล่นออกจากที่


ความจริงนักค้าหญิงเล็งยางรถ และเป็นการยิงสาดเพียงสองสามนัดแบบหวังผลครึ่งเดียว เนื่องจากวัตถุอันเป็นเป้าหมายกำลังเคลื่อนที่ออกห่าง แต่พฤหัสตกใจ ไม่รู้เจตนาของอีกฝ่าย เกรงอเวราจะได้รับอันตราย ในชั่วเวลาเร็วเหมือนสายฟ้าแลบเขาบังเกิดความเป็นห่วงหล่อนจนลืมตัว หมดความยับยั้งชั่งใจใดๆ ควักปืนที่เหน็บขอบกางเกงหลังไว้ออกมาง้างนกพลางถลันแล่นอ้อมหน้ารถเข้าใส่ เหนี่ยวไกยิงเปรี้ยงทันที


แต่ตบะบารมีของอีกฝ่ายซึ่งเป็นเสือร้ายทำให้สายตาของพฤหัสปรากฏพร่าเลือน เห็นเป้าวูบไหว มือไม้สั่นระริก แถมขณะลั่นไกเพิ่งหยุดวิ่ง วางเท้ายังไม่เต็มฐาน ทำให้ปากกระบอกเชิดขณะเหนี่ยวไก การยิงในระยะเกือบเผาขนนั้นจึงพลาดเป้าไปอย่างน่าพิศวง แตกต่างจากจากสิงห์ปืนไวตัวจริงอย่างเคียว ที่แค่เห็นเงาร่างเด็กหนุ่มแล่นถลันแถเข้ามาอย่างผิดปกติก็เบี่ยงกายกวาดแขนมาตั้งลำเล็งตรง สายตาเห็นแผงอกฝ่ายนั้นลอยเด่นเป็นเป้ารับลูกปืนอย่างถนัด และปล่อยกระสุนปังออกไปด้วยสติสัมปชัญญะของคนเคยผ่านสมรภูมิมาก่อน


กระสุน .๓๘ เจาะเข้าช่วงอกเหมาะเจาะ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของพฤหัสที่รู้สึกเหมือนถูกมือไร้ตนผลักอกให้ผงะเล็กน้อยก่อนทรุดร่วงลงไปคุกเข่ากับพื้น และสองสามพริบตาถัดมาก็ต้องยกมือกุมหน้าอก ล้มตัวลงบิดไปมา ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด


พญายมทูตคำรามลั่นอีกครั้ง พฤหัสไม่ทราบว่ากระสุนนัดที่สองฝังเข้าไปตรงส่วนไหนของร่าง รู้แต่ว่ามันทำให้หัวหูอื้ออึง หน้ามืดตาลาย มองเห็นอะไรต่ออะไรวูบวาบเหมือนฝันร้ายพร่าพราย แต่กลับได้ยินเสียงน้ำลายที่ถูกกระเดือกลงคอชัด คล้ายถูกจับกดน้ำให้หายใจไม่ออก และฟังแต่เสียงการทำงานของร่างกายภายในที่ปกติไม่เคยได้ยิน


ร่างกายยามนี้ช่างแน่นิ่งเหมือนหุ่นประหลาด วูบหนึ่งสำนึกของพฤหัสวูบดับไป แต่อีกช่วงหนึ่งก็เหมือนคนทะลึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำดำมืด โงหัวรับรู้โลกด้วยความยากเย็นอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงคนสองคนคุยกัน ฟังหลอนราวกับคลื่นปีศาจที่ม้วนตัวปะทะแก้วหูเป็นระลอก


“บ๊ะ! ทำไมมันทำอย่างนี้?”


“ผมป้องกันตัวนะคุณมู่”


“เห็นแล้ว! ช่างแม่งเหอะ รีบตามผู้หญิงไปดีกว่า”


“คงไม่ต้องเปลืองแรงหรอก ดูสิ แม่วิ่งกลับมาแล้ว มหัศจรรย์ตายชักเลยคุณมู่”


แปลกที่ฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เหมือนเมื่อก่อนน่าจะรู้ ปีศาจสองตนนั่นคุยอะไรกันหนอ? แล้วนี่เขาเป็นใคร ทำไมมาอยู่ในสภาพวูบๆ วาบๆ สำนึกรับรู้ปิดๆ เปิดๆ ระส่ำระสาย พิลึกพิลั่นขนาดนี้?


ครู่ต่อมาเหมือนคอกลอกกลิ้งไปได้รอบทิศ สายตาคล้ายกวาดเห็นราวไพร รกเรื้อด้วยต้นไม้และพงหญ้าเป็นวงล้อมทึบแน่น นี่เขาอยู่ที่ไหนกันแน่? ทีแรกได้ยินเหมือนเสียงอีกาหวีดแหวกอากาศเบื้องสูงมาแต่ไกล เมื่อฟังไปกลับแปรเป็นเสียงแหลมก้องแบบลิงดุ คำรามจิ๊กเจี๊ยกน่าขนพองสยองเกล้า แล้วสลับสับเปลี่ยนกับความสงัดเงียบน่าสะพรึงกลัวของป่าลึกอันคละคลุ้งด้วยกลิ่นโคลนและไอดิบ


อีกครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงเพรียกของอะไรบางอย่างแหลมปรี๊ด เป็นคลื่นกระแทกโสตที่ทรงอิทธิพลใหญ่หลวง คล้ายป่ารกแห่งภวังค์มืดถูกแหวกออกชั่วขณะ จากความมืดบอดกลับระลึกขึ้นมาได้ว่านั่นคือเสียงเรียกที่คุ้นเคยของอเวรา เขาจำได้ หล่อนเรียกชื่อเขาด้วยความห่วงใยท่วมท้น นึกอยากเปล่งเสียงตอบ แต่เหมือนเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไป เหลือแต่เครื่องรับที่ไม่ถูกประกอบคู่กันกับเครื่องส่ง


แต่ขณะแห่งสำนึกริบหรี่ของความเป็นมนุษย์ที่ย้อนกลับมาชั่วครู่นั้น พฤหัสบังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงประหนึ่งนักโทษประหารผู้รู้ตัวว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่ตะแลงแกงอย่างแน่นอนแล้ว เขากำลังเผชิญอยู่กับภาวะที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต แต่ก็ไม่ทราบจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร


พยายามคิดว่าตนเองกำลังฝันร้าย และจะสามารถตื่นขึ้นในนาทีใดนาทีหนึ่งข้างหน้า เหมือนเช่นทุกเช้าที่รู้สึกตัวนิดหน่อยก็ดิ้นหนีจากความยุ่งเหยิงอลหม่านของฝันหลอนได้ไม่ยาก ทว่าบัดนี้แก้วหูของเขาดับลงอีกครั้ง เสียงอาทรของอเวราที่กรีดอากาศเข้ากระทบโสตประสาทเมื่อครู่ปฏิรูปเป็นนิมิตใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง ทีแรกปรากฏรางเลือนบิดเบี้ยว แต่แล้วก็แปรเป็นดวงหน้าสว่างไสว แย้มยิ้มประพิมพ์ประพายนางสวรรค์ อีกอึดใจหนึ่งก็แปรเป็นใบหน้ามนุษย์ที่เศร้าหมอง อเวรานั่นเอง เขายังมีเศษของสติเหลือพอจะจำได้ หล่อนถามเขาว่า


“ไปวัดกันไหม? ไปเดินเวียนเทียนกัน”


คุ้นๆ … นั่นคือคำชักชวนครั้งหนึ่งในอดีตไม่ช้าไม่นานมานี้นี่นา… ไปสิ… ใจเขาตอบด้วยความปรีดา ดวงจิตของเขาร้องไห้ ยามนี้เขาอยากไปวัดกับหล่อนเหนือสิ่งอื่นใด


แต่ประหลาดนัก คางเขาหย่อนลงต่ำเอง เห็นตนเองจากห้วงมโนทวารว่าหน้ายาวเหมือนลิงบาบูนด้วยเจตนาล้อเลียน ลักษณะเจตนามีความเด่นชัดยิ่ง เขากำลังทำหน้าหลอกเหมือนอย่างเคย ผิดแต่ว่าครั้งนี้นอกจากทำหน้ายืดแล้วยังมีเสียงคำรามแบบลิงออกมาจากกล่องเสียงในลำคอ และเป็นเสียงคำรามดุร้าย สะเทือนเลื่อนลั่นจนหนวกหูตัวเองอย่างหนัก


อีกแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็ระลึกขึ้นได้ เขาคิดช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ คนที่ชวนเขาทำบุญ เขาก็ทำคุณตอบ ขนาดยอมเอาชีวิตเข้าแลก…


ความตระหนักว่าตนกำลังจะย่างเข้าสู่เงื้อมเงามรณา มาผนวกเข้ากับสำนึกของคนพุทธที่ถูกสั่งสอนให้ระลึกถึงบุญกุศลก่อนตาย ทำให้พฤหัสจดจ่ออยู่กับบุญเท่าที่นึกได้ยามนั้น เขาต้องการบุญ ต้องการที่พึ่ง ต้องการความสว่างในตนที่จะพาไปสู่ภพแห่งความสว่างอบอุ่น


แต่ขณะแห่งอารมณ์ที่พยายามตั้งมั่นน้อมระลึกถึงบุญอันเกิดจากการยอมสละชีวิตช่วยเหลือหญิงสาวอันเป็นที่รักนั่นเอง พลันความจำอีกส่วนหนึ่งก็กระแทกเบียดเข้ามาประดุจช้างสารเข้าถล่มบุกหอรบไม้ไผ่ที่ยังผูกไม่เสร็จ…


เขาเป็นคนจับผู้หญิงคนนี้มาเอง ด้วยความตั้งใจจะขายกิน!


“ไปไหม?”


นั่นคือสำเนียงถามอ้อยอิ่งอาวรณ์ของสาวคนรัก พฤหัสสั่นศีรษะอย่างแรง หันหลังกลับ ร่างกายคล้ายติดสปริง สามารถแล่นทะยานข้ามดิน ดีดตัวเผ่นแผล็วขึ้นต้นไม้ ผละจากกิ่งหนึ่งไปสู่อีกกิ่งหนึ่งด้วยอารมณ์ที่ดิบ กระด้าง ไม่รู้คิด ภาพราวป่าปรากฏเป็นเงาดำของต้นไม้และกิ่งไม้ผ่านตาไปอย่างรวดเร็วด้วยการวิ่งกระโดดโลดโผนโจนทะยาน กระทั่งถึงอุโมงค์แห่งใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทุกอย่างหยุดสนิทลงที่ความมืดอันปราศจากสำนึกคิดอ่านและความรู้สึกตัวใดๆ นั่นเอง


ฝันครั้งสุดท้ายของมนุษย์นามว่า ‘พฤหัส’ จบลงด้วยบทสรุปเช่นนั้น น้ำหนักของกรรมที่ทำเป็นนิสัยเคยชิน คือล้อเลียนคนดี เย้ยหยันไยไพบุญกุศล ไม่ศรัทธากรรมวิบาก ไร้ความละอายในการประพฤติชั่ว กระทั่งก่อบาปใหญ่อันควรทะลุร่วงถึงนรกภูมิ ยังดีที่ก่อนมรณกรรมมีเหตุให้กลับลำสำนึกผิดเสียได้ ทว่าก็มิใช่จากกำลังใจตนเองเป็นหัวหอกนำ แต่ได้อาศัยปัจจัยคืออานิสงส์ของอภัยทานอันยิ่งใหญ่ของอเวรามาปลุกจิตสำนึกให้สว่างโพลงขึ้นทันการณ์ จิตจึงพอมีกำลังโหนสายป่านกุศล ดึงตัวขึ้นพ้นปากเหวนรกไหว แต่หัวก็โผล่ได้ไม่เกินอบายภูมิ ต้องเข้าไปสู่ความเป็นสหายของหมู่สัตว์เดรัจฉานอยู่ดี


เมื่อวินาทีแห่งความตายมาถึง กรรมได้พรากเขาจากความเป็นมนุษย์ไปสู่กำเนิดใหม่ที่เหมาะแล้วในบัดนั้น บาปอกุศลนำเขาไปอยู่กับเผ่าพันธุ์ที่ไม่อาจระบุชื่อ โคตร หลักแหล่งถิ่นฐาน ยากแก่การจำแนกค้นหาพิกัดแม้ด้วยญาณของผู้ทรงอภิญญา จะพอเห็นได้ก็แต่นิมิตที่เป็นสัณฐานของลิงและสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าเขาเท่านั้น


ความอาลัยในวัดที่มีติดตัวเป็นทุนสุดท้ายอยู่บ้าง ส่งเขาไปเกิดในท้องลิงใกล้วัดตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในระยะผสมพันธุ์พอดี มันเป็นแรงดึงดูดระหว่างสองขั้วที่เข้ากันอย่างเหมาะเจาะ วิบากกรรมย่อมรู้ชัดว่าจะสรรลิงตัวเมียใดในโลกมาให้ เสียดายแต่ว่าเมื่ออยู่ใกล้วัดคราวนี้ ก็ไม่มีสภาพหูตาและปัญญารับภาษามนุษย์ไว้ฟังธรรมอีกต่อไปแล้ว