กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่

โดย ดังตฤณ


กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ


ตอนที่ ๓๗ ยานรก


ตลอดเส้นทางอันน่าอึดอัดนั้น คล้ายทุกสิ่งรอบตัวกระซิบสอนอเวราเกือบทุกขณะจิต นี่คือผลที่ไหลมาแต่เหตุ ครั้งหนึ่งเมื่อยังมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการตัดสินใจคบหรือเลิกคบเด็กไม่รู้คิด หล่อนเลือกที่จะคบต่อ เพื่อมาพบในภายหลังว่านั่นเป็นการกระโจนเข้าสู่อุโมงค์แห่งความไม่รู้อันมืดมนโดยแท้



ชั่วเวลาผ่านไปแค่ ๔๐ นาที แต่เหมือนความยาวนานไร้ที่สิ้นสุดของกัปกัลป์ ผู้ร้ายทั้งหลายเอาปืนจี้คนขับให้แล่นรถไปตามที่ตนสั่ง แต่พฤหัสเอาปืนจี้ตัวเองเพื่อควบคุมหล่อนให้เป็นไปตามต้องการ เขาสั่งให้มุ่งหน้าไปยังสถานที่อันเป็นอัปมงคลทางความรู้สึกอย่างแรง นั่นคือห้องเช่าที่เขากับหล่อนเคยมาใช้หลับนอนกัน!


คิดอยากมุดน้ำดำดินได้เดี๋ยวนี้ หล่อนจะทิ้งสมบัติและทุกสิ่งไว้เบื้องหลังโดยไม่หยิบติดมือมาสักชิ้น หรืออีกทางหนึ่งคืออยากใจไม้ไส้ระกำพอ หล่อนจะขอให้พฤหัสลงข้างทางโดยละม่อม จากนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็เรื่องของเขา


อยากต่างๆ นานาด้วยความสิ้นหวัง หล่อนจำต้องทนอยู่กับความกดดันอันอุดอู้อยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เหลือความน่าดูชมใดๆ อีกแล้วแม้แต่นิดเดียว เมื่อรถติดไฟแดงในครั้งหนึ่ง หญิงสาวมองเหม่อไปยังเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบเยี่ยงผู้ตกอยู่ในสภาพทอดตาหมดอาลัยตายอยาก จนเด็กหนุ่มอดเหลียวมาถามไม่ได้


“คิดอะไรอยู่?”


พฤหัสถามห้วนๆ น้ำเสียงเหมือนจะฆ่าเวลามากกว่าจะเอาคำตอบจริงจัง อเวราส่ายหน้า


“ไม่ได้คิดอะไรเลย”


หล่อนตอบตามสัตย์ เพราะขณะนั้นชาทั้งวิญญาณราวกายใจว่างกลวงไปหมด


“ถ้าอย่างนั้นก็หัดคิดเสียบ้าง รู้ตัวบ้างว่าพี่ทำให้ผมน้อยใจมาหลายวัน ผมแทบคลั่ง อยากฆ่าตัวตายก็หลายครั้ง”


หญิงสาวระบายลมหายใจยืดยาว ประมวลทุกสิ่งเท่าที่สติจะอำนวยแล้วสรุป


“พี่เดาใจเธอไม่ถูก รู้แต่ว่าเธอไม่ได้คลุ้มคลั่งเพราะรักพี่ หรือขาดพี่ไม่ได้อย่างที่แกล้งแสดงออกมา และถ้าให้เดา มันก็คงไม่พ้นเรื่องเซ็กซ์ เธอคิดแค่นี้เอง…”


พฤหัสหรี่ตายิ้มเหี้ยมๆ อย่างเริ่มสนุกกับเกมอาชญากรรม หล่อนเดาใจเขาได้เพียงครึ่งเดียวก็เพราะรู้จักเขาน้อยไป เรื่องเซ็กซ์น่ะใช่ แต่ยังมีอะไรมากกว่าที่หล่อนคิด!


ปืนในมือส่งกระแสอำนาจให้นึกกระหยิ่มว่าตนกุมบังเหียน เมื่อถลำสู่ถ้ำมืดจนเริ่มคุ้นกับความมืดแล้วก็เริ่มหมดความกลัว และแปรเป็นความติดใจกับมนต์ดำแห่งอำนาจอันบันดาลความรู้สึกยิ่งใหญ่เร้นลับ พฤหัสชอบรอยยิ้มเลือดเย็นที่ซ่อนในเงาสลัวรางยามนี้ของตน เพราะมันคือเครื่องหมายแห่งการชนะความขลาดแบบเดิมๆ ก่อนหน้านี้ได้แล้ว


เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิดที่ผิดแผกแปลกเปลี่ยนไป เห็นผู้หญิงข้างกายเป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง มาคบและรู้จักกันช่วงหนึ่ง แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นอื่น ไม่ต้องรู้จัก ไม่ต้องห่วงหา ไม่ต้องรับผิดชอบในกันและกันอีกครั้ง ฉะนั้นจะไยดีไปทำไม แทนการปล่อยให้เลือนหายจากความทรงจำไปเปล่าๆ ก็เล่นแร่แปรธาตุให้เป็นเงินเป็นทองเสียดีกว่า!


ที่ผ่านมาชีวิตของเขาคือการจมอยู่ในโลกที่ไม่ต้องมีเหตุผลอื่นมากไปกว่าชื่นชมแสงสี ราตรีกาล กับเนื้อหวานของผู้หญิง นับแต่นี้จะมีอะไรมากกว่านั้น เขากำลังก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางกลิ่นหอมยวนใจของธนบัตรปึกใหญ่ และจะกวดไล่จองฤกษ์กับฉาดฉานทันในไม่ช้า…


“ให้ผมเดาใจพี่เค้กนะ” พฤหัสใช้เสียงต่ำ “พี่คงกำลังนึกเข็ดหลาบ ไม่อยากมีแฟนอีกแล้ว”


อเวราแค่นหัวเราะและเบะมุมปากนิดหนึ่ง


“ทำไมต้องเข็ด?”


“ก็… ไม่รู้ซี รู้สึกเหมือนพี่เค้กไม่ต้องการผู้ชายอีก”


“อือม์… อาจถูกหรืออาจผิด บางทีมองย้อนหลังไป ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคบ้าผู้ชายอยู่ไม่น้อย ก่อนเจอเธอมีอยู่ช่วงเล็กๆ ที่โรคขี้ประชดกำเริบ นึกอยากนอนกับผู้ชายทีเดียว ๓ คนรวดด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำหรอก หน้ายังบางเกินไป ส่วนเรื่องเข็ดหรือไม่เข็ด… ช่างเถอะ ตอนนี้สมองกลวงจริงๆ ไม่คาดหวังให้ชีวิตเป็นยังไงต่อทั้งนั้น”


พฤหัสยิ้มเกรียมแบบลูกสมุนซาตาน ข้อความทั้งหมดที่อเวราพูดมาเขาเลือกฟังอยู่ประโยคเดียวคือหล่อนอยากนอนกับผู้ชาย ๓ คนรวด! อยากไฟแรงสูงนักใช่ไหม รออีกเดี๋ยว จะจัดให้ได้สมอยากไปอีกนาน!


“ไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าผมอาจเป็นคู่ครองที่ดีของพี่ พี่เค้กใจร้อนเอง จู่ๆ ก็จะตัดสวาทขาดเยื่อใยกันไปเลย อายุห่างกันแค่ ๗ ปี อีกไม่นานผมก็โตทันพี่”


“ใช่… แต่แก่ไม่ทันพี่หรอก ปกติต่อให้อายุเท่ากัน ผู้หญิงก็ดูแก่เร็วกว่าผู้ชายอยู่แล้ว นี่พี่เกิดก่อนตั้งขนาดนี้…”


พูดแล้วก็เกิดความคิดจะเกลี้ยกล่อมให้อดีตแฟนหนุ่มรุ่นน้องรามือเสียที แต่แค่ขยับปากก็บังเกิดความเหนื่อยหน่าย เพราะเชื่อว่านี่จะเป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่าอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น จึงเปลี่ยนความตั้งใจใหม่ เดี๋ยวเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยให้เกิดไป ขอเพียงเขางีบหลับลง พอตื่นขึ้นมาพฤหัสจะไม่ได้เห็นหล่อนอีกเลยจนชั่วชีวิต!


บรรยากาศแบบเดิมๆ กับผู้ชายคนเดิม แปลกไปอย่างเดียวคือใจหล่อนเองที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว…


ลงนั่งก้มหน้าที่ปลายเตียง นึกว่าเขาจะกระโจนเข้าใส่ด้วยความกลัดมัน แต่เปล่า พฤหัสเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศแล้วยืนเท้าเอวกวาดตาสำรวจราวกับคนจะมาขอดูซื้อห้อง


“ให้ใครมาช่วยยกทีวีกลับเนี่ย?”


“พี่ชาย”


“ยังเหลือของอยู่นี่นะ แสดงว่ากะมาพักบ้าง”


“ถ้าเย็นไหนเหนื่อยหรือต้องอยู่ดึกก็อาจจะ แต่คงน้อยครั้ง”


“จ่ายล่วงหน้าตามกฎไว้กี่เดือนนะ สองหรือสาม?”


“สาม”


“อยู่จริงแค่ไม่กี่วันกี่คืน เฮ้อ! เสียดายชิบ”


พูดพลางคิดในใจว่าเหลือเวลาอีกตั้งเยอะ เดี๋ยวจะยึดกุญแจห้องไว้ใช้เอง แล้วพอได้ ‘เงินค่าส่งสินค้า’ มาจะเสกห้องให้กลายเป็นวิมานฉิมพลีรอรับพวกวัยขบเผาะเสียให้ฉ่ำ!


เดินวนรอบห้องแล้วกลับมายืนตรงหน้าหญิงสาว ใบหน้าหล่อนสวยเฉี่ยว ทั้งเรียวแขน เรียวขา อกอิ่ม เอวคอด สะโพกผายรับกันเหมาะเจาะถูกใจเขานัก เสียดายถึงเวลาหลุดมือแล้ว


อาจจะเพราะรู้จุดมุ่งหมายแท้จริงของตนที่มาอยู่ในห้องนี้กับหล่อนอีกครั้ง และอาจเพราะเห็นว่าอีกอาทิตย์เดียวก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว จึงเป็นครั้งแรกที่เขาอยากคุยกับหล่อนมากกว่าบุ่มบ่ามตะกรุมตะกรามสนองความกระหายหิวที่ติดค้างมาหลายวัน


“ถ้าบอกว่าผมแค่อยากอยู่ใกล้พี่เค้ก อยากคุยกันอย่างคนรัก พี่เค้กจะเชื่อไหม?”


หญิงสาวเงียบ คิดจะโต้ตอบกับเขาให้น้อยที่สุด ใจหล่อนเองจะได้ไม่ต้องอาลัยเมื่อหลบหนีเขาชั่วนิรันดร์ในชั่วโมงหน้า


พฤหัสคุกเข่าลง เอามือวางบนตักหล่อน ช้อนตาขอสบ


“พี่เค้ก… พี่จะโกรธเกลียดหรือสาปแช่งผมยังไงก็ยอม แต่ให้เราเลิกกันไปเฉยๆ ตอนนี้ ผมทนไม่ไหวจริงๆ ”


“พี่ก็อยู่นี่แล้วไง เธออยากได้อะไรก็เอาไปสิ จะช้าทำไม?”


เด็กหนุ่มหัวเราะกึ่งฉิวกึ่งขัน


“ก็เล่นพูดแบบนี้ ทำท่าแบบนี้ ใครจะไปมีอารมณ์ อย่ามองกันในแง่ร้ายนักสิ ผมชวนเข้าห้องไม่ได้หมายถึงขึ้นเตียงอย่างเดียวหรอกน่า แค่อยากให้เรามีที่คุยกันดีๆ เพื่อจะได้กลับมาดีกันเหมือนเดิม คุยทางโทรศัพท์พี่เค้กก็วางใส่ ดักเจอที่ทำงานพี่เค้กก็ตบหน้าแล้วซิ่งหนี เมื่อไหร่จะเจรจากันรู้เรื่อง”


“ตั้งแต่เราคบกันมา มีเวลาคุยทำความรู้จักกันสักกี่ครั้ง? ทีนี้พอถึงเวลาควรแยกจากกัน ทำไมเกิดอยากคุยมากกว่าทำเรื่องพรรค์นั้นขึ้นมา?”


พฤหัสเงียบคิดครู่หนึ่ง ผู้หญิงบางคนเกิดมาเพื่อให้คิดถึงแต่เรื่องอย่างว่าจริงๆ ทุกครั้งที่อยู่ใกล้จะอยากทุ่มเทพลกำลัง แรงกายแรงใจเพื่อเสพรสจากเรือนร่างหล่อนอย่างเดียว ใครว่ายอดแห่งความหฤหรรษ์อื่นใดเกินนี้ เขาเถียงขาดใจ


แต่เจ้าของมิติชวนพิศวงเองกลับชอบพูดอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวชวนทำบุญ เดี๋ยวชวนคุยเรื่องศาสนา เดี๋ยวชวนไปหาผู้ทรงศีล โอ๊ย! ภาพที่เห็นกับเสียงที่ได้ยินช่างขัดแย้งกันสุดโต่ง แค่เพียงอเวราปรากฏตัวในมโนทวาร เลือดในร่างเขาก็เดือดพล่านแทบพุ่งกระฉูดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว


“เอาล่ะๆ …” เขาชักขี้เกียจพูดมากเหมือนกัน ลุกขึ้นถอยไปก้าวหนึ่งแล้วถาม “ผมหิวข้าว สั่งขึ้นมากินกันไหม?”


อเวราสั่นศีรษะนิดๆ เป็นคำตอบปฏิเสธ แต่พฤหัสใช้วิธีเผด็จการ ก้าวไปทางหัวเตียง โทร.สั่งมื้อเย็นสำหรับทั้งเขาและหล่อน


“เจ๊ดาเหรอ นี่ผมต่อยนะ” เขาทักอย่างเคยคุ้น เพราะฝ่ายนั้นกรี๊ดรูปโฉมเขาอย่างประเจิดประเจ้อตั้งแต่วันแรก “ข้าวแกงสองจาน เป๊บซี่สองด้วย อ้อ… ถ้าเจ๊ปรุงรสได้ถูกใจแฟนผม ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นได้นะ เจ๊จะมีรางวัลพิเศษ อือ… เอาน่า แค่ขอข้าวขอแกงอร่อยๆ เวลาขอจันทร์เจ้าขาผมขอมากกว่านี้อีก”


พอสั่งเสร็จก็ลากเก้าอี้มานั่งจ้องตากันใหม่


“บอกซิทำไงทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม?”


หญิงสาวยกมือกุมหน้าผาก ไปๆ มาๆ ก็พายเรือในอ่าง วนกลับมาที่เก่าไม่รู้เลิก ถูกจี้บ่อยเข้าก็ชักเหมือนจะเป็นโรคประสาท


“ต่อย… เราไม่ได้โกรธกัน เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ และก็… อาจจะไม่ใช่ความผิดของพี่ด้วย”


“ผิดสิ… มีส่วนผิดกันคนละครึ่ง ผมเกิดช้าไป ๓ ปีครึ่ง ส่วนพี่ก็เกิดเร็วไป ๓ ปีครึ่ง”


“เฮ้อ! วนไปเวียนมาในเรื่องที่เคยพูดกันหมดแล้ว อย่ายียวนด้วยการทำเป็นพูดไม่รู้ภาษาเลยต่อย”


“แล้วพี่เค้กพูดรู้ภาษาเหรอ พอเหงาก็หลอกใช้ผม พอเบื่อผมก็จะทิ้งกัน นึกว่าผมจะยอมง่ายๆ เหมือนผู้ชายคนก่อนๆ ใช่ไหมล่ะ? ไม่มีทาง!”


“เธอเป็นคนรุก เป็นคนตื๊อ เป็นคนปากว่ามือถึงมาตั้งแต่ต้นนะ ทุกอย่างเธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งสิ้น! พี่เป็นฝ่ายเสียตัวให้เธอ ไม่คิดเรียกร้องสักนิดเดียว ยังจะมาเอาอะไรจากพี่อีก?”


“ผู้หญิงก็มองอยู่แค่นี้แหละ เป็นฝ่ายเสีย… โธ่! ผมถามหน่อย เสียกายกับเสียใจอันไหนเรื่องใหญ่กว่ากัน? ร่างกายพี่ก็ไม่ใช่บริสุทธิ์มาแต่หิมพานต์แดนไหน นึกจะเขี่ยผมทิ้งก็ใช้น้ำเสียงเรียบมาก วี่แววอาลัยให้รู้สึกว่าผมมีค่าสักนิดน่ะ แสดงออกมั่งไหม? ผมไม่เห็นพี่เค้กจะเสียอกเสียใจสักนิด ส่วนไอ้นายต่อยเนี่ย นอนดิ้นไปดิ้นมาเสื้อผ้ากับผมเผ้ายับกระจุย ขโมยปืนพ่อจะกรอกปากตัวเองมาก็หลายรอบ อย่างเนี้ย ยังแปลว่าผมไม่สูญเสียอะไรซักนิดอีกหรือเปล่า?”


“ไม่รู้นะ… ทำไมพี่ไม่เชื่อเอาเลยว่าเธอคิดฆ่าตัวตาย”


“อ้าว! แล้วทำไมไม่ปล่อยให้ลงมือล่ะ เมื่อกี้กะจะโชว์สดอยู่แล้ว”


“ถามจริงๆ ปืนมีลูกหรือเปล่า?”


“มี!”


“ไหนถอดออกมาให้ดูหน่อย”


พฤหัสอึกอัก แต่แล้วก็ยิ้มเฉยเยี่ยงบุรุษผู้มีใบหน้าอันด้านแข็ง จนอเวรารุก


“ไม่ให้เพราะไม่มีใช่ไหมล่ะ?”


“อย่าทำเป็นคนจับผิดเก่งหน่อยเลยน่า” แล้วเขาก็เบี่ยงเบนประเด็นหน้าตาเฉย “พี่เค้กใช่จะห่วงใยผมมากมาย กลัวรถเลอะเทอะมากกว่าอย่างอื่น ดูท่าก็รู้” แล้วเขาก็ยกมือไม้ ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบอเวราขณะอยู่ในห้วงอารมณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน “อย่าทำบ้าๆ น่าต่อย เอาปืนมานี่… อู๋ย! มีหวังถ้าโป้งป้างเลือดสาดขึ้นมา ทูนกระหม่อมคงเอาทิชชูเช็ดกระจกก่อน”


หญิงสาวหน้าตึง


“เข้าใจผิดแล้ว พี่คิดสั้นชั่ววูบขึ้นมาหลายครั้ง อยากกรี๊ด อยากยั่วให้เธอยิงตัวตายไปเสียให้จบๆ ด้วยซ้ำ สะดุดก็แต่กลัวเธอตายร้ายแล้วจะต้องทรมานนานกว่าวูบสั้นๆ ที่ระเบิดสมองตัวเองเละไว้บนโลก เลยสงสาร ยอมกระทั่งให้เธอเอาตัวมาปู้ยี่ปู้ยำ ทั้งที่ไม่เต็มใจแม้แต่น้อย!”


“สรุปคือพี่กลัวผมตายไปลำบาก?”


“ใช่!”


“อย่า… อย่าดีกว่า” เขาลากเสียงยาว ทำหน้ายียวนกวนพระบาทเต็มที่ “พี่ห่วงตัวเอง ห่วงรถเท่านั้นแหละ ผมมันจะไปมีค่าอะไร”


“เธอน่ะ สั่งสมตัวมุสาไว้เสียจนมันปิดหูปิดตา ทำให้หมดศรัทธากับใจจริงของมนุษย์ ฟังใครพูดก็นึกว่าเขาโกหกเหมือนเธอหมด ตั้งแต่วันแรกที่เราคบจนเลิกกัน พี่ไม่เคยหลอกลวงเธอแม้แต่คำเดียว นี่เป็นความสัตย์ ส่วนเธอ… อย่านึกว่าไม่รู้ เกือบทุกคำ เกือบทุกครั้ง มีแต่มารยาล่อหลอกทั้งเพ!”


พฤหัสยังคงยิ้มเรื่อยเฉื่อย มาถึงนาทีนี้นึกคร้านที่จะแก้ตัวหรือปกป้องตนเองเสียแล้ว


“ผู้คนในโลกหลอกกันไปหลอกกันมาทั้งนั้นแหละ สำคัญว่าใครหลอกใครเพื่อมุ่งหวังอะไร สำหรับผม ไม่ใช่จะเรียกร้องเกินตัว ขอแค่ความสนิทใกล้ชิดอย่างที่ผ่านมาเท่านั้น คงไม่ผิดหรอกนะถ้าอยากได้สิ่งที่เคยได้”


“ทำไมเธอเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องอย่างนี้ ฟังพี่บ้างซี เห็นใจกันบ้าง พี่อายุเริ่มมากแล้ว จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้อยู่ในร่องในรอยเสียทีแล้ว จะมัวมาจมอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไร้อนาคตกับเธอได้ยังไงหือ?”


“หาว่าอาทิตย์หน้าผมจะม่องเท่งเหรอะ? อนาคตของเราน่ะมีแน่ถ้าต่างฝ่ายต่างทำปัจจุบันให้ดี แต่พี่เค้กน่ะหวังอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ถ้าพี่หัดอยู่กับปัจจุบัน จะเห็นว่าเรากำลังไปกันได้สวยแท้ๆ มีสักครั้งไหมที่เจอผมแล้วพี่ไม่ถึงใจ?”


“สำหรับคนๆ หนึ่งที่เริ่มมองไปข้างหน้า เลิกเหม่อลอยกับชีวิตทั้งชีวิต เรื่องบนเตียงน่ะไม่ถึงใจหรอกต่อย พี่อยากมีจุดหมาย อยากใช้เวลาที่เหลือเพื่อความสุขความเจริญ แต่อยู่กับเธอ พี่มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงามืดบนเตียง ความสัมพันธ์ด้านสว่างนั้นลืมได้ เอาแค่ชวนไปทำบุญด้วยกัน เธอก็ทำหน้าเหมือนลิงหลอกเจ้าแล้ว”


“ชวนใหม่ดิ้ คราวนี้จะทำหน้าจ๋อยเหมือนลิงสำนึกผิดแทน”


พูดจบก็ก้มหน้านิดๆ ขมวดคิ้วแน่น เพ่งตาจ้องหล่อนเขม็ง แถมป่องแก้มจมูกบาน ลิ้นจุกปากราวกับโดนอัดลิ้นปี่ มองแล้วไม่รู้เหมือนตัวอะไร


อเวราห้ามใจไว้ให้นิ่ง ไม่หลงขำมุขสัตว์ประหลาดของเขาดังเคย เพราะซาบซึ้งดีว่าอาวุธของพฤหัสที่ใช้จีบและใช้งอนง้อให้ผู้หญิงใจอ่อน ก็คือมุขตลกบ้าๆ บอๆ นั่นเอง นี่ไม่ใช่การทำตลกเอาใจ แต่เป็นการทำตลกเพื่อเอาชนะ หากมีใจโอนอ่อนก็แปลว่าหล่อนแพ้ และอาจต้องกลับไปอยู่ในมือเขาด้วยลูกล่อลูกชนตื้นๆ เทือกเดิม


ฝ่ายพฤหัสปั้นหน้านานจนเมื่อย เห็นหญิงสาวยังเฉยไม่หัวเราะสักแอะ ก็ชักเก้อเขิน เปลี่ยนมาทำหน้าเคร่งพูดเป็นงานเป็นการ


“ฝึกเก๊กหน้าเอาถ้วยหรือเปล่านี่? ทำเป็นขรึมเก่งเหลือเกิน ระวังกลายเป็นคนตายด้านนะ วันหลังอยากขำจะขำไม่ออก”


“พี่ก็อยากขำ อยากยิ้ม อยากหัวเราะ…” น้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นคลอเบ้าจากคำพูดของตัวเอง “แต่ถ้าหัวเราะแล้วห้ามน้ำตาไม่ได้พี่ก็ไม่อยากทำ”


เสียงเครือสั่นของอเวรามีผลให้พฤหัสอึ้งไปพักหนึ่ง สะเทือนเล็กๆ ตามไปด้วย แล้วก็รู้บทที่สมควรแสดง จึงลุกขึ้นโอบประคองและเหนี่ยวร่างหล่อนลงนอนกอดถนอม


อเวรามิได้ขืนตัวไว้ เพราะรู้สึกว่าสัมผัสละมุนนั้นไร้มลทินเหมือนความกรุณาของพ่อพระ น้ำตาไหลเป็นทาง ขอเวลาตนเองนิดหนึ่งว่าปล่อยใจสบายๆ ไม่ต้องเกร็งสัก ๕ นาที สมมุติว่ายังมีความสุขที่ได้ตกอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของพฤหัสอยู่ สมมุติว่ายังไม่รู้จักธาตุแท้ของเขา สมมุติว่าหล่อนยังไม่อยากเป็นคนดี ยังไม่ต้องการครองตัวงดงาม เพียงแค่ ๕ นาที เพราะหลังจากคืนนี้ จะไม่มีเรื่องสมมุติใดๆ ระหว่างหล่อนกับเขาเกิดขึ้นอีกเลยตราบลมหายใจสุดท้าย…


ต่างฝ่ายต่างสงบคำเนิ่นนาน อ้อมกอดในความเงียบที่ปล่อยใจสบายช่างเหมือนสวรรค์ เสียดายก็แต่ว่าสวรรค์หายง่ายนัก ถึงนาทีหนึ่งเพียงคิดนิดเดียวว่าเขาเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไร้ความรับผิดชอบ ก็นึกขยะแขยงสภาพแวดล้อมทั้งปวงขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อพฤหัสไม่แค่กอดเฉยๆ แต่มือเริ่มปลดกระดุมเสื้อหล่อนด้วย


ระฆังช่วยมาทันเวลา เสียงเคาะประตูของเด็กส่งอาหารนั่นเอง


“ฮู้! รอตั้งนานไม่มา ต้องมาเอาตอนนี้พอดี เดี๋ยวปั๊ด…”


พฤหัสบ่นพึม ยันร่างข้ามร่างหล่อนลงจากเตียง เดินหน้ามุ่ยไปเปิดประตู


“เท่าไหร่?”


ถามขุ่นๆ


“หนึ่งร้อยสิบค่ะ”


เด็กหนุ่มใจป้ำควักกระเป๋าจ่ายมื้อนั้น เพราะเพิ่งโดนข้อหาเกาะผู้หญิงกินเมื่อไม่นานมานี้ ยังบาดความรู้สึกไม่หาย พอจ่ายพร้อมทิปเสร็จก็ปิดประตู ยกถุงอาหารและเครื่องดื่มมาวางบนโต๊ะ หยิบจาน ช้อนส้อม และแก้วน้ำจากที่เก็บมาตั้ง บรรจงแกะแต่ละถุงใส่ภาชนะตามลำดับ


ตาเหลือบมองบนเตียงเมื่อควักยานอนหลับจากกระเป๋าเสื้อ อเวรายังตะแคงร่างนิ่งไม่ไหวติงและหันหน้าไปอีกทาง จึงเป็นจังหวะปลอด พฤหัสหย่อนยาลงแก้วด้วยมือไม้สั่นเทา รินน้ำอัดลมรสซ่าตามลงไป ยาซึ่งละลายเร็วอยู่แล้วก็ถูกกลืนหายไปในระหว่างฟองฟอดและน้ำสีมืดภายในชั่วเวลาไม่กี่พริบตา


รินอีกแก้วและรีบดื่มครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องหมายว่านี่แก้วเขา จากนั้นส่งเรียกสาวรุ่นพี่เบาๆ


“มากินข้าวกัน” รอครู่หนึ่งพอเห็นหล่อนนอนนิ่งก็แหย่ “อย่าทำเฉยเลยน่า รู้หรอกว่าหิว เมื่อกี้ตอนนอนกอดกันผมได้ยินเสียงท้องพี่เค้กร้อง คร่อก คร่อก คร่อก…”


อเวราทำหูทวนลม เด็กหนุ่มจึงจำต้องเดินเข้าไปช้อนร่างหล่อนขึ้นจากเตียงและอุ้มสองแขนพามาหย่อนลงกับเก้าอี้ประจำโต๊ะทานข้าว


“นี่! อย่าทำหน้าเหมือนเด็กหญิงอดข้าวประท้วงผู้ปกครองหน่อยเลย มือมีไว้หยิบช้อนส้อม… เร็ว!”


สั่งด้วยน้ำเสียงคุณครูหรือคุณพ่อ อเวราเหลือบตามองเด็กหนุ่มนิดหนึ่ง หัวเราะหึหึ


“วางมาดเหมือนผู้ใหญ่ที่รู้จักคิดเลยนิ…”


พฤหัสขมวดคิ้วเคือง


“ถ้าจะด่า ด่าเลยดีกว่าพี่เค้ก อย่าพูดให้ต้องคิดสองชั้นสามชั้น”


แล้วเขาก็ลงนั่ง หยิบช้อนส้อมตักข้าวกินเป็นการนำ อเวรานั่งนิ่งแขนตกอยู่ครู่ก่อนหยิบช้อนส้อมตาม


สองหนุ่มสาวรับประทานมื้อเย็นร่วมกันเงียบๆ พฤหัสพยายามไม่ให้เกิดพิรุธ แต่สายตาลอบชำเลืองตลอด นึกเร่งให้อเวรายกแก้วน้ำขึ้นดื่มเสียที แต่หญิงสาวมิใช่คนกินทีดื่มที รับประทานเกือบหมดจานจึงยกแก้วขึ้นจิบน้ำ


พฤหัสใจเต้นระทึก เพราะเกิดมาไม่เคยวางยาผู้หญิง อยากเห็นเหมือนกันว่าตอนยาออกฤทธิ์จะทำท่าสะเงาะสะแงะ เอามือกุมขมับวิงเวียน แล้วค่อยๆ ซวนกายลงหลับแบบในหนังหรือเปล่า ขั้นตอนนี้ไม่มีคำสั่งใดจากสิงคารเป็นพิเศษ จึงเดาว่าคงหมดแรงผล็อยลงเหมือนคนง่วงปกติทั่วไป ไม่ใช่สลบเหมือดกะทันหัน แต่เขาก็จับมองตลอดเพื่อความไม่ประมาทไว้ก่อน เผื่อต้องพุ่งตัวไปช้อนรับจะได้ทันท่วงที


ทีแรกอเวราจิบนิดหน่อย แต่พอน้ำเย็นผ่านล่วงลำคอก็ติดใจความชุ่มชื่น แก้ความกระหายและคอแห้งจากการคุยยาว จึงยกแก้วดื่มหมดทุกหยด พอวางแก้วก็ผิดสังเกตนิดหน่อยที่เห็นพฤหัสจ้องเขม็ง แถมริมฝีปากคล้ายระบายยิ้มสมใจหน่อยๆ ด้วย


“ยิ้มอะไร?”


ถามอย่างเกรงๆ บอกไม่ถูก


“เปล่า… กำลังคิดว่าถ้าพี่เค้กไปเป็นดารา ค่าตัวคงแพงระเบิด แค่ยกแก้วดื่มน้ำ เปิดลำคอขาวๆ เท่านี้ ก็เหมือนเรียกให้ผมไปฝังจมูกหนักๆ แล้ว พี่เค้กนี่เกิดมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางเพศจริงๆ ”


หญิงสาวย่นคิ้ว เพราะอ่านจากประกายตาแล้วไม่เหมือนพฤหัสมีอารมณ์ไปทางนั้น อีกทั้งขณะเดียวกันถ้อยคำของเขาก็แปลกๆ ปกติเขาจะมีแต่ภาษากายที่แสดงออกถึงความละโมบรสสัมผัส ไม่ค่อยมีภาษาพูดเชิงวิจารณ์แทะโลมสักเท่าใด พูดอย่างนี้จึงเหมือนเขามองหล่อนในอีกมุมหนึ่ง ราวกับพ่อค้าเล็งพิจารณาราคาเนื้อสดในร้านตนอยู่ฉะนั้น


ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและทำธุระในห้องน้ำสองสามนาที กลับออกมารู้สึกหนักๆ ตัว เหมือนเปลี้ยเพลียเหน็ดเหนื่อยกะทันหัน ปกติหล่อนไม่เคยง่วงช่วงหัวค่ำ แต่วันนี้คงเหนื่อยกับการร้องไห้และเผชิญหน้ากับมนุษย์เจ้าปัญหากระมัง จึงอยากล้มตัวลงพักผ่อนฉับพลันขนาดนี้


พยายามฝืนสังขาร หล่อนอยากจากเขาไปให้เร็วที่สุด พฤหัสจะต้องหลับก่อนหล่อน ไม่ใช่หล่อนหลับก่อนเขา


ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มถาม


“ทำไมทำท่าอย่างนั้น ง่วงเหรอ?”


อเวรางงๆ หนักหัวทว่าโหวงหวิวในอกชอบกล แต่ก็ฝืนตอบ


“แค่เพลียนิดหน่อย เดี๋ยวนี้อยู่ๆ ก็เคว้งบ่อย อากาศกรุงเทพฯคงแย่เต็มทน”


แม้ยังพูดได้จบคำดีตามปกติ แต่พฤหัสก็สัมผัสได้ว่าสติหญิงสาวไม่ค่อยปะติดปะต่อนัก


“นั่นซีเนอะ อากาศก็แย่ ผู้คนก็แย่ แต่ละคนหาเหตุผลในการอยู่ต่อไม่ค่อยจะเจอ พี่เค้กว่าอย่างนั้นไหม?”


พฤหัสตั้งประเด็นส่งเดชอย่างจะทดสอบดูว่าความคิดอ่านของอเวรายังเต็มร้อยอยู่หรือไม่ ก็ปรากฏว่าได้ยินคำตอบยาวกว่าที่คิด


“ถ้าวันหนึ่งพี่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองต้องติดอยู่ในโลกที่ไม่มีใครสำนึกผิดกับบาปกรรมของตนเอง พี่ก็คงไม่อยากอยู่นานนัก ถ้าใครมาทำให้พี่จากไปเร็วขึ้น พี่ก็จะขอบคุณเขา… ไม่โกรธหรอก”


คำท้ายๆ หางเสียงเริ่มขาดหาย ก้มหน้าโงกเงกอย่างคนง่วงจัด แล้วค่อยๆ ฟุบลงกับท่อนแขนบนโต๊ะแน่นิ่งไป


เด็กหนุ่มฟังแล้วฉงน สมองหล่อนกำลังมัวมน แต่กลับพูดทิ้งท้ายได้น่าขนลุกอย่างนี้ ร่องรอยความคิดสุดท้ายก่อนสติดับเหมือนเผยความในใจสิ้นไส้ ราวกับอยากส่งเสียงเรียกขอความตายมานาน!


อั้นอึ้งขยับท่าไหนไม่ถูกอยู่พักใหญ่ นาทีนี้หล่อนตกอยู่ในมือเขาอย่างสมบูรณ์ จะส่งหล่อนขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ก็อยู่กับการตัดสินใจของเขาตามลำพังคนเดียวแล้ว


ทุกอย่างง่ายดาย ไม่ต้องเหนื่อยแรง ไม่ต้องทิ้งร่องรอยการต่อสู้ใดๆ ไว้ทั้งสิ้น อาศัยความเป็นคนเคยสนิทกรุยทางสะดวก แต่เพิ่งตระหนักเอาเดี๋ยวนี้ว่าขั้นตอนทั้งหมดที่ผ่านมายังไม่ใช่การเริ่มต้นอย่างแท้จริง แค่การดักเจอธรรมดาๆ แค่หลอกต้มนิดหน่อย แล้วก็แค่นำมาอยู่ในเขตสนธยาเท่านั้น


แต่เมื่อนาทีนี้มาถึง พอจะต้องใช้ยาตามแผน เขาก็สัมผัสถึงกระแสความชั่วร้ายของจริง รู้สึกเปล่าเปลี่ยววังเวงเหมือนคนยืนคร่อมเส้นแบ่งโลกด้านมืดกับโลกด้านสว่าง สำเหนียกถึงแรงดึงดูดจากโลกทมิฬ ขณะเดียวกันก็เกิดแรงฉุดรั้งจากโลกเดิมที่มีความสว่างมลังเมลืองอยู่


ความชั่วร้ายที่เกินปกตินั้น สำหรับคนเคยลงมือทำไปแล้วจะมีโลภะ โทสะ โมหะครอบงำหนาแน่น เหมือนมีเปลือกแข็งทึบห่อหุ้มไม่ให้เชื่อเรื่องบุญบาปใดๆ ได้อีก ทว่าสำหรับคนที่ยังไม่เคยแต่คิดจะทำ ย่อมเกิดความลังเล เกิดความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งสารพัดด้าน สลับไปสลับมาได้เป็นธรรมดา


ความลังเลคือสิ่งที่พฤหัสไม่ได้เตรียมต้อนรับไว้ก่อน จึงไม่มีแผนสองสำรองไว้สำหรับการเปลี่ยนใจ เห็นแต่ว่าต้องทำตามหน้าที่ให้เสร็จ เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้อย่างไม่อาจแก้ไขอะไรได้


ปลดซองหนังคาดเข็มขัดออก มันคือซองใส่โทรศัพท์มือถือทั่วไป แต่บัดนั้นถูกใช้เป็นที่เก็บหลอดฉีดยาขนาด ๕ ซี.ซี. ชั่วคราว พฤหัสมือไม้สั่น จัดแจงประกอบเข็มเข้ากับหลอดฉีด และดูดยาขึ้นจากหลอดแก้วซึ่งแยกกันต่างหาก ตัวยาเป็นของเหลวสีฟ้าใส เมื่อมองอย่างรู้ว่ามันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งให้ตกต่ำประดุจพุ่งหลาวลงเหว เด็กหนุ่มก็เกิดความไหวหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาชั่วอึดใจ นึกถามตนเองว่านี่จะเอาจริงแน่หรือ?


คำพูดของสิงคารยังก้องอยู่ในหู… รวยเป็นสิบล้านภายในสองสามปี!


ขอเพียงเขาปักเข็มเข้าเนื้อหญิงสาว เดินยาเข้าเส้นเลือดให้เสร็จๆ กระบวนการรวยเป็นสิบล้านก็จะเริ่มนับหนึ่งขึ้นมาทันที แล้วจะมัวรอช้าอยู่ไย?


ตัดสินใจไปแล้ว รับยามาแล้ว เหยื่อก็อยู่ตรงหน้าแล้ว


ทีแรกเขานึกว่าทุกสิ่งจะง่าย วาดภาพตัวเองลงมือทำด้วยสีหน้าเรียบเฉย อากัปกิริยาฉับไวราวกับคุ้นเคยชำนาญงาน แต่พอวินาทีพิสูจน์ใจมาถึง พฤหัสจึงรู้ตัวว่าอย่างไรตนก็หนีความเป็นมือใหม่ไก่อ่อนไม่พ้น


ไม่เฉลียวคิดแม้แต่น้อยว่าที่ยังคงยั้งมือละล้าละลัง ก็เพราะด้วยความเป็นมนุษย์ยังหลงเหลืออยู่ พฤหัสกลับด่าตัวเองที่ขี้ขลาด นึกอยากโทร.หาฉาดฉานหรือสิงคารขอกำลังใจ แต่ก็เกรงจะโดนดูถูก จึงจำต้องปลอบตนเอง ของแค่นี้จะไปยากอะไร กดฉึกเดียว เดี๋ยวก็รวยเละ!


ในวินาทีอันยากลำบาก พฤหัสเรียนรู้ว่ากายไม่อาจเคลื่อนไหวเองได้ ต้องอาศัยใจที่พร้อมจะบัญชามาคุม ปัญหาคือถ้าไม่มีใจ ร่างกายก็เปรียบเสมือนหุ่นกระบอกไร้พิษสงตัวหนึ่ง


อ้อ! จะยากอะไรเล่า… ก็แค่ทำใจให้เป็นอันเดียวกับหุ่นกระบอก ไร้ชีวิตจิตใจ ไร้มโนธรรม ไร้ความเชื่อเรื่องผลกรรมที่จะตามมาสนองในวันหนึ่ง!


พฤหัสเม้มปาก มือขยับหลอดยานรก นัยน์ตาวาวโรจน์ขณะจับจ้องไปยังร่างอเวราอย่างจะมองว่านั่นก็เป็นแค่หุ่นกระบอกอีกตัวหนึ่ง เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้ขอให้ถือเป็นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของสมาคมคนใจถึงก็แล้วกัน!