คิดจากความว่าง ๔ โดย ดังตฤณ



กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ


ตอนสุดท้ายไม่มีผู้ร้ายได้ไหม?


พระเอกคือใคร? พระเอกคือฝ่ายคิดถูก ฝ่ายทำดี ฝ่ายแก้ไขปัญหา ฝ่ายช่วยคนตกทุกข์ได้ยากให้กลับเป็นสุขสบาย ฝ่ายปกป้องคุ้มครองคนอ่อนแอกว่าตน

ตำรวจเป็นพระเอกเมื่อพิชิตโจร ถ้าโลกนี้ไม่มีโจรก็ไม่มีตำรวจ ยิ่งโจรร้ายกาจสุดฉลาดปราบยากขึ้นเท่าไร พระเอกยิ่งดูเก่งกล้าขึ้นเท่านั้น หมอเป็นพระเอกเมื่อพิชิตโรค ถ้าโลกนี้ไม่มีโรคก็ไม่มีหมอ ยิ่งคนไข้ร่อแร่ใกล้ตายหายจากโรคยากขึ้นเท่าไร พระเอกยิ่งดูอัจฉริยะขึ้นเท่านั้น

ผู้ร้ายคือใคร? ผู้ร้ายคือฝ่ายคิดผิด ฝ่ายทำชั่ว ฝ่ายสร้างสมปัญหา ฝ่ายแกล้งคนสุขสบายให้กลับตกทุกข์ได้ยาก ฝ่ายรุกรานรังแกคนไม่มีทางสู้ตนได้

โจรเป็นโจรเมื่อปล้นฆ่าข่มขืน โลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจก็มีโจรได้ ยิ่งคิดชั่วร้ายขึ้นเท่าไร โจรก็ยิ่งเป็นภัยได้มากขึ้นเท่านั้น โรคเป็นโรคเมื่อทำผู้คนเจ็บป่วย โลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีหมอก็มีโรคได้ ยิ่งลุกลามรวดเร็วและแพร่ระบาดกว้างไกลเพียงใด โรคก็ยิ่งเป็นมหันตภัยกับมนุษยชาติได้หนักหนาขึ้นเท่านั้น

แต่ในใจเรา ใครเป็นศัตรูคนนั้นคือผู้ร้าย ส่วนตัวเราเอง แม้จะไม่ใช่พระเอกก็ต้องบอกว่าดีกว่าผู้ร้ายวันยังค่ำ นิสัยเข้าข้างตัวเองของมนุษย์ทำให้โลกนี้เหมือนมีแต่ผู้ร้าย หาพระเอกแทบไม่ได้เลยสักคน

เร็วๆนี้ผมได้ดูหนังเช่าเรื่อง Children of Men ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายที่เขียนไว้เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษนามว่า ฟิลลิส โดโรธี เจมส์ (Phyllis Dorothy James) ไอเดียของเรื่องจะเกี่ยวกับวันสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยอิงหลักความจริงทางธรรมชาติคือเมื่อเผ่าพันธุ์ใดจะต้องสูญพันธุ์ เพศเมียของเผ่าพันธุ์นั้นจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก แม้ท้องก็ต้องแท้ง โดยไม่มีสิ่งใดเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยได้

ประเด็นของ Children of Men คือการตั้งคำถามว่า ‘อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้หญิงทั้งโลกตั้งท้องไม่ได้อีกเลยแม้แต่คนเดียว?’ คำตอบแรกๆที่ไม่ต้องคิดมากคือเหล่ามนุษย์ย่อมรู้ชะตากรรม ว่าเผ่าพันธุ์ของตนกำลังจะต้องสิ้นสุดลงภายในเวลาไม่เกินร้อยปี

รู้อย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไร? มนุษย์ควรรู้สึกอย่างไรต่อ? คำตอบอาจคลุมเครือไม่แน่นอน เพราะเรื่องสมมุติยังไม่เกิดขึ้นจริง เลยไม่ทราบว่าพอมนุษย์ตระหนักว่าพวกตนจะถูกกวาดล้างให้สิ้นไปจากโลกใบนี้ เขาจะคิดอะไร พูดอะไร และทำอะไรเป็นปฏิกิริยาตอบสนองกับความรู้นั้นบ้าง

นวนิยายและภาพยนตร์อนุญาตให้คาดเดา กับทั้งแสดงภาพไปต่างๆนานา ซึ่งก็ปรากฏให้ชมในหนังเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่นหนังบอกว่าความหดหู่จะแผ่เงามืดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แทบทุกคนจะดำรงชีวิตกันแบบรู้เต็มอกว่าอีกไม่นานแล้ว พวกตนจะไม่หลงเหลืออยู่ในโลกแม้แต่คนเดียว

คนที่ไม่สำคัญ คนที่ไม่มีความหมาย ก็กลายเป็นคนสำคัญและมีความหมายขึ้นมาอย่างที่คุณจะนึกไม่ถึงภายใต้สถานการณ์ปกติ เช่นแทนการใส่ใจบันทึกสถิติผู้มีอายุสูงสุดกันเหมือนทุกวันนี้ พวกเราก็จะพากันให้ค่ากับมนุษย์อายุน้อยที่สุดแทน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เราจะทราบคำตอบตั้งแต่ต้น เพราะฉากแรกของหนังประเดิมด้วยข่าวใหญ่ เด็กอายุน้อยที่สุดในโลกถึงแก่ความตาย ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความเศร้าสลดหดหู่ แทบจะไม่เป็นอันทำงานกัน ด้วยความรู้สึกว่าเด็กที่เกิดในช่วงท้ายๆ สมควรมีอายุยืนยาวไปเป็นตัวแทนมนุษยชาติได้นานกว่าใครๆ ถ้ากลับต้องมาตายทั้งยังเป็นวัยรุ่น ก็ย่อมกระทบความรู้สึก ซ้ำเติมความโศกเศร้าให้กับมวลมนุษย์ที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้นกว่าเดิม

การจบชีวิตง่ายๆของตัวละครต่างๆ อาจสร้างความรู้สึกให้กับคุณได้สักวูบหนึ่ง ว่าท้ายสุดของชีวิตไม่มีใครเป็นผู้ร้ายเลยสักคน ก็แค่เคราะห์ร้ายต้องตกมาอยู่ภายใต้ชะตากรรมบีบคั้นเหมือนๆกัน…

ตัวหนังมีความโดดเด่นในตนเอง นอกจากแง่คิดที่กระตุ้นความรักเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว ยังถ่ายทำด้วยฝีไม้ลายมือชั้นอ๋อง หลายฉากสงครามเป็นแบบช็อตเดียวยาวๆ เห็นต้นเห็นปลายตลอดสายไม่มีการตัดต่อ จงใจให้คุณรู้สึกราวกับเข้าสู่สถานการณ์ระทึกด้วยตนเอง นักวิจารณ์ ๙๐% พร้อมใจกันยกนิ้วให้ว่าเป็นหนังครบรส นับว่ารับกล่องกันยิ้มแก้มฉีก เสียดายก็แต่ว่าหนังทำเงินไม่คุ้มทุน เพราะไม่สนองความต้องการของตลาดใหญ่เอาเลย

ผมรู้สึกว่า Children of Men เป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา เพราะครบเครื่องทั้งความน่าติดตามของเนื้อหา ทั้งความสมจริงของภาพเสียง และทั้งความเก่งของนักแสดงทุกคนไม่ว่าตัวหลักหรือตัวประกอบ นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้คิด ยั่วแหย่ให้อยากช่วยออกความเห็น แตกต่างจากหนังทั่วไปที่ดูจบอารมณ์ก็จบ

หากคุณดูอาจเห็นแง่มุมต่างๆหลากหลาย สำหรับผมจะเห็นว่าเรื่องนี้มีผู้ร้ายอยู่สองคน คนหนึ่งคือมนุษย์ อีกคนหนึ่งคือธรรมชาติ

เมื่อคนใจร้ายกับคน เข่นฆ่าหรือไม่ให้ความช่วยเหลือกัน ก็กลายเป็นผู้ร้ายให้ต้องรบราต่อต้านกัน แต่ถ้าธรรมชาติใจร้ายกับเรา เข่นฆ่าเราโดยปราศจากความปรานีปราศรัย เราก็ได้แต่คอตก และเริ่มรู้ตัวว่าไม่มีใครเป็นพระเอกได้จริงสักราย จะเก่งหรือฉลาดปราดเปรื่องแค่ไหน ก็ยังต้องงงเซ่อมืออ่อนเท้าอ่อนอยู่ดี ลงถ้าธรรมชาติเขาตั้งใจเอาจริง ปิดทางสู้ทุกประตูจริงๆ ใครหน้าไหนจะลุกขึ้นหือต่อกรกับธรรมชาติได้

นั่นทำให้ฉุกคิดว่าบางทีเราอุปโลกน์ให้บางคนเป็นผู้ร้ายทั้งที่เขาไม่ได้ร้ายอะไร ก็แค่มีความเชื่อหรือความเห็นที่แตกต่างจากเรา เราพร้อมจะยัดเยียดให้คนอื่นเป็นผู้ร้ายเพื่อให้ตัวเราเองกลายเป็นพระเอกเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องโต้เถียงกันเรื่องความเชื่อ คนคิดไม่เหมือนเรามักเจอข้อหาเป็นอันตรายต่อโลก ต่อศาสนา ต่อระบอบการปกครอง และต่อมวลมนุษยชาติเสมอ

คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ใช่โจรโฉดนะครับ เป็นพระเอกในบางครั้ง พลาดพลั้งเป็นผู้ร้ายในบางคราวกันหมดแหละ ความต่างอาจอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ร้ายแล้วสำนึกผิดแค่ไหน ยังย้ำคิดย้ำทำแบบผู้ร้ายไปเรื่อยๆได้สักกี่น้ำ

ทางพุทธซึ่งมุ่งพูดถึงโลกความจริงตามธรรมชาติ มองว่าตอนสุดท้ายมีแต่ผู้เคราะห์ร้ายเหมือนกันหมด คือตายอย่างไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตายอย่างไม่เข้าใจว่ามีเหตุผลกลใดชีวิตถึงต้องเกิดขึ้นแล้วดับลง

ในความไม่รู้ เมื่อลองถามเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของจิตตัวเองดู บางทีคุณอาจเกิดสัมผัสความมีความเป็นชีวิตนี้มากขึ้น ทำไมเราถึงกลัวการดับสูญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทำไมเราจึงเห็นการดับสูญของเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นเรื่องใหญ่กว่าความตายของตัวเอง?

คำตอบเรียบง่ายแต่เห็นจริงยาก… เพราะเราอาจกลัวการหมดโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก และนั่นอาจหมายถึงการต้องซัดเซพเนจรไปรวมพวกรวมเหล่ากับส่ำสัตว์ที่ขาดอารยธรรม โลกนี้ช่างดูไร้ความหมายเสียจริงๆ เมื่อปราศจากโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสาระของการเกิดตาย


ทุกคนรู้ตัว
ว่าเคยเป็นผู้ร้าย
แต่แทบไม่มีใครรู้ตัว
ว่ากำลังเป็นผู้เคราะห์ร้าย