ถ้าคุณขยันเรียนจนได้ดอกเตอร์ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ
แม้ย่างเข้าวัยชราอายุแปดสิบคุณจะความจำเสื่อม หลงลืมวิชาที่ร่ำเรียนมาจนเกลี้ยงฉาด
คุณก็มีสิทธิ์ใช้ไตเติ้ลหน้าชื่อว่า ดอกเตอร์ อยู่ดี
ทำนองเดียวกัน คุณคงเคยได้ยินคำว่า แกรนด์มาสเตอร์
(Grandmaster) มาบ้าง แรกๆไตเติ้ลนี้จะเอาไว้เรียกนักต่อสู้หรือนักหมากรุกระดับโคตรเซียน
โคตรเซียนหมากรุกเป็นอย่างไรก็ลองคิดดูนะครับ ปัจจุบันมีคนเล่นหมากรุกทั่วโลกประมาณ
๗๐๐ ล้านคน แต่มีแค่ราวห้าร้อยกว่าคน (ที่ยังมีชีวิต) ได้สิทธิ์ครองไตเติ้ลแกรนด์มาสเตอร์
ประเด็นคือแม้เมื่อคุณเป็นแกรนด์มาสเตอร์ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ
ต่อให้คุณไม่แข่งในรายการไหนอีกเลยจนแก่เฒ่า หลงลืมกติกาหมากรุกเสียสนิท บรรดาศักดิ์แกรนด์มาสเตอร์ก็จะไม่หายไปไหน
ได้แล้วได้เลยไม่มีการริบคืนจนชั่วชีวิต
ปัจจุบันแกรนด์มาสเตอร์กลายเป็นไตเติ้ลสากล ที่เอาไว้ยกย่องบุคคลแถวหน้า
หรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษผู้มีทักษะความสามารถสูงอย่างหาตัวจับยาก ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการปกครอง
การดนตรี หรือการกีฬาประเภทอื่นๆ กล่าวได้ว่าแกรนด์มาสเตอร์เป็นตำแหน่งยิ่งใหญ่ที่คู่ควรเฉพาะกับอัจฉริยะในศาสตร์หรือสาขาหนึ่งๆ
ต้องผ่านด่านทดสอบ หรือเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ในวงกว้างว่าเจ๋งจริง ทั้งโลกนี้หาใครเทียบเท่าหรือเหนือกว่านั้นได้ยาก
ฉะนั้นขอเพียงครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณได้ชื่อว่าเป็นแกรนด์มาสเตอร์ล่ะก็ เป็นอันประกันว่าคุณจะไม่กลับเป็นนายหรือนางกระจอกในวงการนั้นๆอีกเลย
อย่างน้อยมือใหม่ต้องคารวะ และมือพระกาฬด้วยกันก็ต้องครั่นคร้าม ไม่อาจเผลอกะพริบตาลดการ์ดให้คุณได้
ทั้งดอกเตอร์และแกรนด์มาสเตอร์ต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยเวลา
ประสบการณ์ และความรู้ความสามารถอย่างยิ่งยวด หากเป็นไตเติ้ลที่ได้มาโดยง่าย ก็คงไม่มีใครเห็นค่า
คิดง่ายๆนะครับ ถ้าคุณบอกว่าคุณจบมาจากมหาวิทยาลัยลิงหลอกเจ้า และเป็นแกรนด์มาสเตอร์ในการเป่ากบ
คนคงหัวเราะและอยากแลบลิ้นล้อเลียนคุณมากกว่าจะยอมโค้งคำนับเพื่อให้เกียรติกัน
ในพุทธศาสนามีไตเติ้ลอย่างหนึ่ง เรียกกันว่า
อริยบุคคล เป็นอะไรที่ ได้แล้วได้เลย ไม่ต่างจากดอกเตอร์และแกรนด์มาสเตอร์แบบโลกๆ
แต่ที่ต่างกันก็เห็นจะได้แก่กระบวนการอันนำไปสู่การได้มา
เพื่อเป็นดอกเตอร์ คุณต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
มีความสามารถวิเคราะห์วิจัยถึงขั้นสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่อันเป็นประโยชน์ต่อวงการได้
รวมทั้งมีทักษะในเชิงอธิบาย สามารถตอบคำถามตามแง่มุมต่างๆที่ยิงมาโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
ทำให้คณาจารย์ รู้สึกเชื่อ ว่าคุณมีภูมิรู้ภูมิคิดในระดับที่เกินธรรมดา ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าพวกเขา
นั่นแหละพวกเขาจึงทำการประกาศยอมรับให้คุณมีสิทธิ์ใช้ไตเติ้ลอันทรงเกียรติ เป็นดอกเตอร์คนหนึ่งของวงการนั้นๆ
พูดง่ายๆ หากอยากเป็นดอกเตอร์ คุณต้องทำให้ผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มหนึ่งเชื่อมั่นว่าคุณเป็น!
และเพื่อเป็นแกรนด์มาสเตอร์ในวงการกีฬาประเภทหนึ่งๆ
คุณต้องมีพลังผู้ชนะมากพอจะพิชิตคู่แข่งซึ่งมีความสามารถเหนือชั้นหลายๆคน หรือผ่านหลายๆด่านทดสอบเพื่อพิสูจน์ความแกร่ง
หากผลการแข่งขันเป็นแต้มบวกที่น่าอัศจรรย์ใจเหนือเกณฑ์เฉลี่ยมากๆ ก็จะมีกติการองรับความเป็นแกรนด์มาสเตอร์ให้คุณเอง
ใครจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ใครจะยินดีด้วยหรืออิจฉาริษยาปานไหน อย่างไรคุณก็ต้องเป็นแกรนด์มาสเตอร์ตามกฎอยู่วันยังค่ำ
พูดง่ายๆ หากอยากเป็นแกรนด์มาสเตอร์ คุณต้องทำให้อัจฉริยะกลุ่มหนึ่งพ่ายแพ้หรืออย่างน้อยเสมอกันกับคุณมากพอ!
แต่เพื่อเป็นอริยบุคคล บางทีคุณอาจไม่ต้องเรียนรู้อะไร
ไม่ต้องมีความสามารถวิเคราะห์วิจัย ไม่ต้องช่วยเผยแผ่ศาสนา ไม่ต้องมีทักษะในการสาธยายธรรม
ไม่ต้องตอบคำถามเก่งๆ ไม่ต้องทำให้คณะกรรมการที่ไหนรู้สึกเชื่อ ไม่ต้องแข่งขันฝ่าด่าน
๑๘ อรหันต์ที่ไหน คุณแค่ทำตามกฎธรรมชาติได้ข้อเดียว คือ
เห็นตามจริง!
ฟังดูเหมือนไม่ต้องทำอะไร ฟังดูเหมือนทุกวันพวกเราก็เห็นอะไรๆกันตามจริงอยู่แล้ว
และฟังดูเหมือนแค่เห็นตามจริงไม่น่าจะมีเกียรติผิดแผกแตกต่างจากคนทั่วไปสักเท่าไร
โดยที่แท้แล้ว มนุษย์ที่มีความสามารถ เห็นตามจริง
ได้นั้น ในโลกยุคปัจจุบันอาจมีอยู่แค่หลักร้อย จากประชากรทั้งหมดหลายพันล้าน!
ทำไมเห็นตามจริงถึงได้ยากเย็นเข็ญใจขนาดนั้น?
ลองพิจารณาคำถามเป็นข้อๆดังนี้ก็แล้วกันครับ แล้วดูว่าใจคุณจะตอบอย่างไร
๑) กายนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง? หากตอบว่าไม่เที่ยง
คุณจะยอมรับได้ไหมว่ากายนี้ไม่ใช่ของคุณ กายนี้ไม่ใช่ตัวคุณ?
๒) สุขทุกข์เที่ยงหรือไม่เที่ยง? หากตอบว่าไม่เที่ยง
เวลาคุณเป็นสุข คุณวางเฉยไม่ยินดียินร้ายเมื่อมันจะต้องหายไปได้ไหม? เวลาคุณเป็นทุกข์
คุณทำใจบอกตัวเองให้เชื่อได้ไหม ว่าอีกเดี๋ยวทุกข์จะหายไปเอง?
๓) สภาพจิตหนึ่งๆเที่ยงหรือไม่เที่ยง? หากตอบว่าไม่เที่ยง
คุณจะกลัวไหมกับการไม่มีจิต? ทั้งจิตมีราคะ ทั้งจิตมีโทสะ ทั้งจิตมีความหลงใหล ทั้งจิตฟุ้งซ่าน
ทั้งจิตสงบ ไม่เหลือจิตแบบใดสักอย่างจะรับได้ไหม?
๔) ความนึกคิดและความทรงจำเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
หากตอบว่าไม่เที่ยง คุณจะยินดีไหมถ้าไม่ต้องมีความคิดอีกต่อไป? คุณจะเต็มใจไหมถ้าใครมาลบความทรงจำไปทั้งหมด?
ใช่แล้วครับ ที่ผ่านมาพวกเราเห็นความจริงบางส่วน
แต่ใจไม่ยอมรับตามจริง ตัวอย่างง่ายๆคือรู้ทั้งรู้ว่าไม่เที่ยง
แต่ก็ไม่อาจยอมรับว่ามันจะต้องสลายไปในเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อไม่ยอมรับความจริง
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เห็นตามจริง เมื่อไม่เป็นผู้เห็นตามจริง ก็ไม่อาจได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล
การบรรลุธรรมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของจิต
หมายความว่าจิตเองเป็นผู้ตัดสิน จิตเองเป็นผู้พิพากษา จิตเองเป็นผู้เสวยผลแห่งการเลื่อนชั้นภูมิ
ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาประสิทธิ์ประสาทปริญญาใดๆทั้งสิ้น
ก่อนหน้าปรากฏการณ์ที่จิต ต้องมีปรากฏการณ์ทางจิตนำทางมาก่อน
ตามลำดับดังนี้
๑) ปรากฏการณ์ที่จิตปราศจากความตระหนี่ ไม่หวงแหนสิ่งที่ไม่ควรหวงแหน
สละได้ในสิ่งที่เป็นส่วนเกิน หรือแม้ส่วนสำคัญของตน เรียกว่ามีนิสัยทางการให้ทาน หากสละความตระหนี่ไม่ได้
ก็อย่าหวังจะให้สละความเห็นผิดเช่นความรู้สึกในตัวตนกันไหว
๒) ปรากฏการณ์ที่จิตสว่างเป็นกุศล ปราศจากมลทินสกปรกอันเกิดจากการประพฤติผิดศีลธรรม
ความจริงขั้นสูงสุดต้องการความสว่างถึงขีดสุดของจิตไปฉายส่อง แต่นี่เอาแค่กำแพงความมืดอันเกิดจากความเห็นแก่กิเลสฝ่ายต่ำก็ฝ่าออกไปไม่สำเร็จเสียแล้ว
จะหวังอะไรในขั้นสูงได้
๓) ปรากฏการณ์ที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ตรงกลางไม่เอียงข้างไปทางไหน กล่าวคือจิตทำตัวเป็นฐานที่ตั้งอันมั่นคง มากพอจะรู้เห็นความจริงตรงหน้าอันประณีตและเที่ยงตรง พูดง่ายๆคือสามารถเห็นสิ่งที่ประณีตและเที่ยงตรงด้วยระดับความประณีตและเที่ยงตรงสมน้ำสมเนื้อกัน
๔) ปรากฏการณ์ที่จิตวางเฉย ปราศจากความยินดียินร้าย
สักแต่เห็นว่ากาย สักแต่เห็นว่าสุขทุกข์ สักแต่เห็นสภาพจิต สักแต่เห็นความนึกคิดความจำ
ล้วนแล้วแต่เป็นธาตุอันว่างเปล่าจากตัวตน จนกระทั่งจิตเกิดความอิ่มตัว ถอนอุปาทาน ถอนความหลงยึดมั่นผิดๆ
ที่หลอกให้เอาแต่ดูสิ่งไร้แก่นสาร เพื่อพร้อมจะหลุดออกไปดูอีกสิ่งหนึ่งที่มีแก่นสารเสียได้
ถัดจากนั้นจึงเกิดธรรมชาติของจิตอีกแบบหนึ่ง
ที่สว่างโพล่งขึ้นบรรลุธรรม รู้จักธรรมขั้นสูงสุดคือนิพพานอันว่าง ไร้นิมิต ไร้ที่ตั้ง
ปราศจากเวลาอันเกิดจากการเกิดขึ้นแล้วดับไปของอะไรๆสักน้อยหนึ่ง เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับกายนี้
สุขทุกข์นี้ สภาพจิตนี้ ความนึกคิดและความทรงจำนี้
ในพระวินัยนั้น เมื่อใครอ้างว่าบรรลุมรรคผล พระพุทธเจ้าให้ถามเวลาบรรลุ
เพื่อตรวจสอบว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตที่มีตำแหน่งเวลาที่ชัดเจนแน่นอนหรือไม่ หรือเป็นเพียงการตีขลุม
ว่าตนรู้สึกว่าช่วงนี้หมดกิเลสแล้ว หมดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนแล้ว
หากบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล คุณจะไม่มีวันกลับไปทุกข์เท่าเดิม
เพราะพฤติกรรมทางกายทางใจจะไม่เป็นเหตุให้ทุกข์หนักเหมือนเดิม และโดยสภาพจิตเองก็จะโปร่งเบา
มีคุณภาพสูงเกินกว่าที่บาปหนักจะครอบงำให้มืดบอดเหมือนเมื่อครั้งเป็นปุถุชน กับทั้งจะเป็นผู้เดินหน้าขัดเกลากิเลส
เพื่อเข้าถึงความสิ้นกิเลสอย่างเด็ดขาดในกาลต่อไป
ชั่วชีวิตหนึ่ง
ที่จะได้มาจริง
มีอยู่สิ่งเดียว
คือการเห็นตามจริง
นอกนั้นได้มา
เพื่อจะสูญเสียไปสิ้น