ว่างนำคำ…

 

เชื่อไหมว่าพวกเราเป็นแค่ส่วนเกินของความว่าง…

ผู้เป็นพุทธจะเห็นความจริงข้อนี้ทีละน้อย

เริ่มนับจากการเห็นสายลมหายใจ

ถูกส่งผ่านจากความว่างภายนอก

เข้ามาสู่ความว่างภายใน

แล้วถูกส่งคืนกลับไปสู่ความว่างภายนอกอีกครั้ง

 

จากนั้นจึงเริ่มเห็นปีติสุข

อันเกิดจากการหล่อเลี้ยงของลมหายใจแสนประณีต

ปีติสุขยังคงเอิบอาบอยู่เนิ่นนาน

ตราบเท่าที่สายลมหายใจยังเหยียดยาวอยู่เช่นนั้น

 

ถัดมาจึงเริ่มเห็นสภาวจิตที่ตั้งมั่น

อันเกิดจากการหล่อเลี้ยงของปีติสุข

สภาวจิตจะตั้งมั่นอยู่ดังเดิม

ตราบเท่าที่ปีติสุขยังเอิบอาบไม่เลือนหาย

 

เมื่อเข้าถึงซึ่งความตั้งมั่นแห่งจิต

เห็นจิตสว่างผุดโพลงในโพรงว่างอย่างเปิดเผย

พอย้อนกลับมาเห็นกายอันหยาบทึบ

ประหนึ่งท่อนไม้กลวงเปล่าหาสาระมิได้

จิตย่อมเห็นถนัดว่ากายเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่

สักให้อาศัยระลึกว่าไม่เที่ยง

มิใช่สิ่งน่าหวงแหนไว้ในสภาพใดสภาพหนึ่ง

มิใช่สิ่งน่าคร่ำครวญว่าจงอย่าแก่

มิใช่สิ่งน่าอาลัยว่าจงอย่าตาย

 

หลังจากเห็นชัดว่ากายเป็นส่วนเกินของจิต

ก็อาจพิจารณาเห็นเป็นลำดับถัดมา

ว่าแม้จิตก็เป็นส่วนเกินของความว่าง

ความว่างมิใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

แต่ดำรงอยู่ก่อนจะเกิดจิต

เมื่อจิตเกิดขึ้นและพร้อมรู้

จึงไปรู้จักกับความว่างในภายหลัง

และหลังจากจิตดับลง

ความว่างก็จะยังคงอยู่อย่างไร้กาล

เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่ต้องดับตามสิ่งใด

 

หลังรู้ความว่างแล้วเกิดความคิด

จะตระหนักว่าเพียงด้วยความคิด

ไม่อาจเป็นเครื่องมือสื่อความว่างโดยตรง

แต่อาจคงความรู้สึกว่าง

แฝงไว้ในกระแสอักษรแห่งความคิด

อันเป็นไปตามทิศทางแห่งเจตนาเดียว

คือมุ่งให้เห็นถนัดว่า ‘ตัวเรา’

เป็นเพียงส่วนเกินหนึ่ง

ในท่ามกลางแห่งมหาสมุทรความว่าง

เมื่อเกินความว่างออกมาครู่หนึ่ง

ก็ปรากฏเป็นแค่รูปรอยได้ชั่วคราว

แล้วถูกความว่างกลบกลืน

เพื่อยื่นส่วนเกินใหม่ออกมา

แล้วถูกลบหายไปอีก

นานช้าตราบเท่าที่ยังไม่รู้จักความว่าง

ไม่อาจเป็นกันเอง

เป็นหนึ่งเดียวกับความว่างอย่างถาวร

 

ดังตฤณ

มกราคม ๒๕๕๐