คิดจากความว่าง ๒ โดย ดังตฤณ



กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เลวมาก! ทำเหมือนตูเลย!


เลวมาก! เป็นแฟนภาษาอะไรไม่ยอมเอาใจกันบ้าง ไม่รู้จักเห็นหัวอกตูมั่งเลย

เลวมาก! ยื่นหน้ารถออกมาเกือบกลางถนน ตูวิ่งมาเร็วๆต้องเบรกตัวโก่งเกือบชนแน่ะ

เลวมาก! ปล่อยให้รอเป็นนานสองนาน ทำงี้กับตูได้ไงวะ?

ฯลฯ


เคยรู้สึกไหมครับว่าสบายใจที่ได้ด่าคนอื่น? เพราะชั่วขณะที่ขยับปากด่าคนอื่นอยู่ อย่างน้อยก็แปลว่าตัวเองไม่ได้เป็นเช่นนั้นเหมือนอย่างเขา


แต่รอให้ลับหลังคนที่เราด่าก่อนเถอะ จะเผลอเป็นซะเองขึ้นมาเมื่อไหร่ค่อยอนุโลมว่าไม่เป็นไรกันอีกที!


อาศัยเพียงตาเปล่าๆสองข้าง เราอาจมองเห็นความผิดของคนอื่นโดยง่าย ไม่ต้องออกแรงอะไร แต่ต้องอาศัยใจ และเป็นใจที่มีกำลังมากยิ่ง เราจึงสามารถมองเห็นความผิด ตลอดจนความหลงตัวของตนเองได้ไหว


ตอนเราทำดี ตอนเรากำลังเป็นคนดี ก็ไม่ต้องใช้กำลังใจในการมองตัวเองมากนัก เพราะเราพร้อมจะสรรเสริญตัวเองกันอยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนร้าย หรือถึงขั้นกำลังอยู่ในช่วงเป็นคนชั่วร้าย จะยากเหลือฝืนกับการขออนุญาตกิเลส เพื่อยอมรับว่าเราผิด เราเผลอพลาด เราทำเรื่องไม่ดีงาม


ถ้าหมั่นมองเข้ามาที่ใจอยู่เรื่อยๆจนเคยชิน จะพบว่าทุกครั้งที่ด่าคนอื่นอย่างมีอารมณ์ คล้ายเกิดหน้ากากครอบหน้า ดันลูกตาของเราให้โปนออกเพื่อมองข้างนอกท่าเดียว และเป็นมุมแคบๆที่พร้อมจะเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ยิ่งด่ามากขึ้นเพียงใด ความดีของคนถูกด่าก็ยิ่งลดน้อยถอยลงเพียงนั้น กระทั่งไม่เหลือหรอเลยสักนิด


และถ้าถึงขั้นด่าแบบไม่มีเหตุผล หรือรู้อยู่ว่าเป็นเสียงด่าจากความเกลียดในก้นบึ้งจิตใจของตนเอง รัศมีจิตของเราจะหดลงมาถึงจุดแคบสุด หากทำความรู้สึกไปที่ใบหน้าจะเหมือนมืดสนิท หาความสว่างใดๆไม่ได้แม้น้อยเท่าน้อย ความรู้สึกมืดนั่นแหละเครื่องฟ้องว่ารัศมีมนุษยธรรมดับหายไปชั่วขณะ


ความมืดกับความเกลียดเป็นเกลอกัน เมื่อใดใบหน้าคุณสวมหน้ากากแห่งความเกลียดเต็มใบ เมื่อนั้นคุณจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความดำมืดของคนอื่น


ความเกลียดนำความมืดมาห่อหุ้มคลุมโลกของคุณ ในโลกแบบนั้นความรักและความเมตตาจะหายหนเสมือนไม่เคยมีอยู่ และไม่ง่ายที่จะทำให้มีขึ้น หากตายลงในขณะที่โลกนี้ยังดูมืดด้วยรังสีความเกลียด คุณคงไม่เชื่อเรื่องโลกหน้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งความเมตตาและความมีเหตุผลเป็นแน่


ทางเป็นไปได้จริงที่จะเปิดช่องให้แสงสว่างสาดเข้ามาขับไล่ความมืด ก็คือต้องปลุกสติและความสำนึกผิดให้ฟื้นคืน และอุบายวิธีง่ายๆประการหนึ่ง ที่จะไขแสงแห่งสติขึ้นมากลางใจ ก็คือไม่พูดและหยุดแค่คำว่า ‘เลวมาก!’ แต่ต้องต่อท้ายตามหลังมาอีกนิดคือ ‘ทำเหมือนตูเลย!’ ซึ่งมีแนวโน้มให้เชื่อครับว่าวลีหลังจะเป็นความจริงได้เกินครึ่ง


รวมแล้วคือท่องไว้ให้คล่อง เน้นกันหนักๆว่า ‘เลวมาก! ทำเหมือนตูเลย!’


แม้จะคิดหรือพูดแบบแกล้งๆ แต่อย่างน้อยจะเหมือนมีแสงหิ่งห้อยน้อยๆสว่างวาบขึ้นมากลางใจ แสงหิ่งห้อยเปรียบเหมือนความริบหรี่แห่งสติ ความริบหรี่แห่งสตินั้นแหละคือการลดความเกลียดลงได้นิดหนึ่ง


เมื่อความเกลียดลดลงได้นิดหนึ่ง จะทำให้คุณเห็นตามจริงได้นิดหนึ่ง เมื่อความเกลียดลดลงมากขึ้น จะทำให้คุณเห็นตามจริงได้มากขึ้น และในที่สุดเมื่อความเกลียดหายไป ความจริงทั้งหมดจะปรากฏอย่างสดใสเท่าความผ่องใสของจิตอันปราศจากความเกลียดของคุณ


ด้วยจิตที่ว่างจากความเกลียด คุณจะเห็นด้านสว่างและด้านมืดของโลกโดยปราศจากอคติ เวลาจะดูว่าคนๆหนึ่งเป็นอย่างไร คุณจะดูครบทั้งตอนที่เขาดวงขึ้นและดวงตก


เวลาดวงขึ้นสุด คนๆหนึ่งอาจมีทุกสิ่ง แล้วคุณก็ได้เห็นว่าขณะพรักพร้อมที่จะให้ เขามีแก่ใจให้อะไรใครบ้าง


ส่วนเวลาดวงตกสุด คนๆหนึ่งอาจจนตรอกหลังพิงฝา แล้วคุณก็ได้เห็นว่าขณะเข้าตาจน เขาเลือกเอาตัวรอดด้วยวิธีสะอาดหรือสกปรก


และอะไรจะเกิดขึ้นหาก ‘เขาคนนั้น’ คือ ‘คุณนั่นแหละ’?


หลังจากมีชีวิตมานานพอ โลกนี้เหมือนจะบอกเราอย่างหนึ่ง คือถ้าสังคมสันนิษฐานว่าใครเลว โอกาสที่ข้อสันนิษฐานของสังคมจะถูกต้องนั้น มีมากกว่าข้อสันนิษฐานว่าคนๆนั้นดี


สิ่งที่คุณอาจไม่ทันตระหนักก็คือยิ่งคุณได้พบว่าโลกนี้มีคนเลวมากขึ้นเท่าไหร่ จิตของคุณจะยิ่งโกรธโลก แค้นโลก ไม่พึงพอใจโลก และถูกโลกดึงให้ตกต่ำมากขึ้นเท่านั้น


คนเรามักรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีแก่ใจจะมองโลกในแง่ดี ก็เพราะโลกไม่ค่อยมีแง่ดีให้มอง หรือบทจะมีแง่ดีขึ้นมาบ้างก็คล้ายพยับแดดที่เป็นเพียงเงาลวงตา ส่องชิดๆไม่มีความจริงดังที่เห็นอยู่เลย


คนส่วนใหญ่มุ่งจะหาแรงบันดาลใจดีๆจากภายนอก ฉะนั้นข้ออ้างที่มักได้ยินเสมอคือเมื่อโลกไม่ดี ก็ไม่รู้จะดีอยู่คนเดียวไปทำไม…


ความจริงก็คือ ถ้าดีแล้วมีความสุข คุณก็น่าจะลองเป็นคนดีคนสุดท้ายของโลกนี้ดู


การขาดแรงบันดาลใจดีๆแม้จากความคิดอันเป็นสมบัติภายในตนเองนั้น นอกจากทำให้คุณเกลียดโลกแล้ว เผลอๆจะเกลียดตัวเองในระดับรุนแรงเกินคาดอีกด้วย ค่าที่ส่วนลึกอยากดี แต่โลกนี้เหมือนไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบันดาลให้คุณอยากดีเอาเลย


และเมื่อลงเอยด้วยการปลูกความเกลียดตัวเองไว้แล้ว เรื่องก็จะมาบรรจบกับจุดเริ่มต้นใหม่ คือเพื่อปกปิดความรังเกียจตัวเอง คุณต้องหาแพะ หาใครสักคนที่ ‘น่ารังเกียจ’ มาด่าสาด เพื่อบอกตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราไม่ได้น่ารังเกียจอย่างนั้น


ความสามารถในการเห็นตัวเองตามจริงว่าไม่ได้ดีกว่าคนอื่น จะเป็นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงที่ทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่น คือรู้ตัวว่ามีอะไรที่ยังผิดอยู่ แล้วความรู้ตัวนั้นจะถางทางสู่การเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้ในภายหลัง


เมื่อสามารถเปลี่ยนผิดในตนเองให้เป็นถูกได้ข้อหนึ่ง เท่ากับคุณต่างจากคนอื่นได้จริงๆหนึ่งข้อ ที่จุดนั้นคุณจะนึกเห็นใจมากกว่านึกอยากด่าคนที่เขายังผิดอยู่ และแม้ถ้าจำเป็นหรือเห็นโอกาส คุณก็จะเริ่มชี้ทางสว่างให้แก่เขาด้วยน้ำใจปรารถนาดี ไม่ใช้ขวานในปากโจมตีด้วยอำนาจความคิดประทุษร้าย


ณ จุดที่น้ำใจเอ่อขึ้นมาแล้ว คุณจะยืนอยู่อีกฟากหนึ่งและมองเห็นผู้คนในโลกยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความรักและความเกลียดสุดโต่ง ความรักและความเกลียดคือตัวการสร้างโลกหลอกขึ้นมาซ้อนทับโลกแห่งความจริง บดบังจนโลกแห่งความจริงหายไปไหนก็ไม่รู้


รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอาจไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเมตตา แต่ความเมตตามักนำมาซึ่งเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเป็นสุข หากปล่อยให้ความเกลียดครอบงำจิตใจคุณ คุณจะไม่มีทางยิ้มและหัวเราะอย่างเป็นสุขได้เลย



คนดีจริงจะรู้ตัว
ว่ายังเลวตรงไหน
และจะไม่ด่าคนอื่น
เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น