บทที่  1: แก่นสารของพุทธศาสนา
บทที่  2: ความมหัศจรรย์ของมหาสติปัฏฐานสูตร
บทที่  3: อุทเทสวารกถา
บทที่  4: กายานุปัสสนา - อานาปานบรรพ
บทที่  5: กายานุปัสสนา - อิริยาปถบรรพ
บทที่  6: กายานุปัสสนา - สัมปชัญญบรรพ
บทที่  7: กายานุปัสสนา - ปฏิกูลมนสิการบรรพ
บทที่  8: กายานุปัสสนา - ธาตุมนสิการบรรพ
บทที่  9: กายานุปัสสนา - นวสีวถิกาบรรพ
บทที่ 10: เวทนานุปัสสนา
บทที่ 11: จิตตานุปัสสนา
บทที่ 12: ธัมมานุปัสสนา - นีวรณบรรพ
บทที่ 13: ธัมมานุปัสสนา - ขันธบรรพ
บทที่ 14: ธัมมานุปัสสนา - อายตนบรรพ
บทที่ 15: ธัมมานุปัสสนา - โพชฌงคบรรพ
บทที่ 16: ธัมมานุปัสสนา - สัจจบรรพ
บทที่ 17: อานิสงส์ของมหาสติปัฏฐาน

ไฟล์รวมในรูปแบบ Windows Help
ไฟล์รวมในรูปแบบ PDF
จัดทำโดย กฤษฎา มีศิริ
รวมบทที่ 1 ถึง 12 (อัพเดทเมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕)
(หากพบปัญหาอ่านไม่ได้ ดูวิธีแก้ที่นี่ )




ปกหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับธรรมทาน



ปกหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับวางแผงทั่วไป
สั่งจากศูนย์หนังสือจุฬา, สาขาของซีเอ็ดที่มี



บูชาพุทธคุณ

ถ้าจะเทียบก็เปรียบแสงมาส่องเกล้า
ไสวราวเอาฟ้ามาเปิดเผย
ติดคุกแคบแอบมุ่นด้วยคุ้นเคย
ก็สุดเอ่ยเฉลยคำเมื่อธรรมมา

เหมือนบ้าใบ้ไร้ตามาก่อนเก่า
วันวันเศร้าเฝ้าออกแรงแสวงหา
กองขยะคุ้ยสิ้นด้วยชินชา
ทั้งโรยล้าหน้าหม่นก็ทนไป

พระเอาตามาประทานแก่คนบอด
รักษารอดตลอดสายจนหายไข้
พระปรานีที่สุดนี้มีเกินใคร
จะจดจำพระองค์ไว้ไม่ลืมเลือน

พนมปั้นอัญชลีนี้พอหรือ
สองมือไหว้ช่างง่ายดายอะไรเหมือน
พระคุณใหญ่ต่อให้คืนเป็นดาวเดือน
เสมอเลื่อนหนี้สินด้วยดินดาน

ถ้าร้อนใจใคร่บูชาตถาคต
พระสั่งสอนให้สลดในสังขาร
เข้าจับใจให้รู้ดูนานนาน
กระทั่งผลาญอุปาทานจนลาญเรียง

จึงเอาใจใสแล้วเป็นแก้วเก้า
มาขานกล่าวบูชาให้เต็มเสียง
พระสอนมาข้านี้มีพอเพียง
จะลำเลียงถวายองค์พระทรงธรรม



คำนำ

หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนด้วยเจตนาจะนำมหาสติปัฏฐานสูตรมาร้อยเรียงให้สามารถอ่านง่าย กับทั้งเป็นที่แจ่มแจ้งว่าแต่ละวรรค แต่ละประโยคของมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น จะนำมาปฏิบัติจริงๆกันอย่างไรให้ได้ผล

เพียงที่กล่าวเบื้องต้นก็คงทำให้เห็นเค้าว่าหลักชัยของพุทธศาสนาคือการดับทุกข์ให้สนิท นโยบายหลักคือตั้งสติให้รู้ “กายใจ” โดยความเป็นของไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ส่วนอุบายวิธีหรือกลยุทธ์นั้น พระพุทธองค์วางแนวไว้แล้วในมหาสติปัฏฐานสูตรนี่เอง พระองค์ท่านจึงเป็นทั้งผู้ค้นพบว่าจิตอันเป็นอิสระจากทุกข์และกิเลสนั้นมีได้จริง กับทั้งเป็นผู้วางแผน หรือกำหนดกุศโลบายในการรบกับกิเลสเพื่อเอาชัยขั้นเด็ดขาด แผนใหญ่แผนย่อยมีอยู่พร้อมแล้ว พระสาวกผู้ดำเนินตามไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเหนื่อยคิดค้นหรือลองผิดลองถูกใดๆอีก เพียงเพียรแน่วดำเนินตามยุทธวิธีอย่างเดียวก็ชนะได้แน่ๆ

เมื่อเข้าใจมหาสติปัฏฐานสูตรตลอดสาย ทุกคนจะต้องพบขุมทรัพย์ของตนเองที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน เพราะแนวการปฏิบัติแบบสติปัฏฐานนั้น แท้จริงแล้วครอบคลุมทุกจริต ทุกอัธยาศัยของผู้มีใจภาวนาเพื่อพ้นทุกข์ทุกราย และหนังสือเล่มนี้ก็จะมีสารบัญหลายระบบ คือทั้งแบบที่เรียงตามลำดับตามมหาสติปัฏฐานสูตร และทั้งแบบที่จำแนกชัดว่าใครมีจริตหรือปัญหาใดควรเริ่มจากจุดไหนก่อน

ผู้อ่านอาจเลือกปฏิบัติจุดใดจุดหนึ่งให้ชำนาญเสียก่อนจะก้าวต่อไป แต่อย่างไรก็น่าอ่านให้ครบถ้วนเพื่อทราบแน่ว่ารู้แผนที่ดีแล้ว หรืออย่างน้อยก็ทราบชัดว่าที่เราเลือกด้วยความชอบใจนั้น กำลังอยู่ตรงไหนของมหาสติปัฏฐานสูตร มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำให้กระจ่างแจ้งแทงตลอด เหตุผลที่หนังสือเล่มนี้หนา ก็เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยการอธิบายและขั้นตอนปฏิบัติมากมายแล้ว ยังได้รวบรวมเอาอุปสรรคและวิธีขจัดอุปสรรค อันจะทำให้เกิดความชัดเจนว่าต้องสู้อย่างไร ต้องฝ่าฟันกันกี่ด่าน กี่สนาม ดังนั้นหากรู้ไว้ในเบื้องต้นให้ครอบคลุม ก็จะเห็นผลใหญ่ในเวลาต่อไปอย่างแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในวงการภาวนาก็คือผู้ปฏิบัติคาดหวังความเรียบง่ายและลัดสั้น แนวทางที่ดูง่ายนั้น มีผลดีตรงทำให้เราไม่ท้อ และรู้สึกว่าเป็นทางลัดที่จะออกดอกออกผลเร็ว แต่ทว่าอาจเกิดผลเสียใหญ่ คือทำให้เห็นไม่ตรงจริง นึกว่ามรรคผลเป็นของง่าย ไม่ต้องบำเพ็ญเพียร ไม่ต้องฝ่าฟัน ไม่ต้องลงทุนลงแรงต่อสู้กับกิเลส การมองเส้นทางมรรคผลผิดพลาดนั้นเป็นก้าวแรกแห่งความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวง

แต่แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ปรารถนาทางปฏิบัติอันง่ายและลัดสั้น ก็ได้เตรียมกรรมฐานเบาๆไว้ ให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งเหมาะสำหรับคนยุคเราที่เหมือนถูกโลกแกล้งให้ใกล้จะเป็นโรคประสาทได้ง่ายๆในทุกที่ ทุกหนแห่ง ผู้เสาะแสวงเฉพาะแนวดำเนินจิตเพื่อหย่อนอารมณ์จึงอาจพบคำตอบจากหนังสือเล่มนี้เช่นกัน และเมื่อเห็นผล ก็อาจเสาะแสวงหาความสุขอันประณีตยิ่งๆขึ้นไปเป็นลำดับ

หากอ่านผ่านไปได้ถึงบทสุดท้าย ว่าด้วยอานิสงส์ของการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะได้เป็นกำลังใจว่าแนวการปฏิบัติเพื่อมรรคผลยังอยู่ และพระพุทธองค์ท่านก็ตรัสว่าธรรมะเป็นอกาลิโก คือไม่ขึ้นกับกาล ทำเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น เหตุถูกเมื่อไหร่ผลก็ได้ถูกตามเมื่อนั้น ยกเลิกความเห็นว่ามรรคผลเป็นของสูงเกินเอื้อม หรือเป็นของพ้นสมัยอย่างที่ได้ยินหลายคนพูดกัน

อีกประการที่น่าหวังไว้คือหนังสือเล่มนี้จะถูกมองว่าเป็นการแสดงภาพ พุทธเจ้าสอนกรรมฐาน คือไม่ใช่เป็นหนังสือที่ถูกจำแนกว่าเน้นหนักไปทางปริยัติหรือปฏิบัติ แต่เป็นหนังสือที่มีความชัดเจนในตัวเองว่าพระพุทธองค์ตรัสบอกให้พวกเราทำอย่างไร หากทำตามเป็นขั้นๆแล้วจะบังเกิดผลแบบไหน ไม่เอาแต่มองจากระยะไกลแล้วสรุปว่ามหาสติปัฏฐานสูตรสูงส่ง เต็มไปด้วยรายละเอียดเกินเอื้อม ทุกคนน่าจะมองตรงกันว่าเราไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องตีความพระพุทธพจน์แต่อย่างใด เพียงทำตามอย่างซื่อตรงก็จะเห็นผลเอง ประจักษ์ว่าพระพุทธเจ้าคือบรมครูผู้ทำของยากให้เป็นง่าย ทำของลึกให้เป็นตื้นอยู่แล้ว

เมื่อเชื่อเช่นนี้ หลังจากศึกษามหาสติปัฏฐานสูตรถี่ถ้วนดีแล้ว ก็จะไม่จำเป็นต้องศึกษาหรือคิดค้นกลยุทธ์แบบใหม่กันอีก เมื่อมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิบัติก็จะได้นำเอาพระพุทธพจน์มาอ้างอิงอย่างตรงไปตรงมา และสามารถลงเอยออมชอมกันได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง หรือมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความเหลือน้อยที่สุด อันจะนำมาซึ่งความสามัคคีในหมู่ชาวพุทธผู้หวังความพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ด้วยความมุ่งหมายดังกล่าวข้างต้น ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาตลอดหนังสือจะอยู่ในรูปของการอ้างอิงพระสูตรเดิมเป็นหลัก เพื่อประกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ หลักการเป็นอย่างนี้ เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วบังเกิดผลเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ หรือเกิดปัญหาติดขัดควรแก้ไขให้ลุล่วงอย่างนี้ จึงกล่าวได้เต็มปากว่าหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรยกเอาพระพุทธเจ้าประดิษฐานไว้สูงสุดเหนือการคิดค้นรังสรรค์ของใคร ฉะนั้นจะถือว่าหนังสือประสพความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนยุคเราหันกลับมาปรารถนาการศึกษาพระพุทธพจน์อย่างถ่องแท้ และใคร่ที่จะอัญเชิญพระพุทธพจน์กลับมาสู่วงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกถ้วนถาวร โดยไม่มีความเห็นของใครอื่นมาบดบังหรือนำหน้า

มีชาวพุทธจำนวนหนึ่ง มิใช่เพียงผู้หนึ่งผู้ใด ที่เพียรทำพระพุทธพจน์ให้กลับมาปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ขอความเพียรร่วมกันนั้น จงเป็นแรง เป็นพลังให้พระพุทธพจน์สืบทอดสถาพรชั่วกาลนานเทอญ.


จัดทำขึ้นเมื่อ เดือนกันยายน ๒๕๔๕

โดย บุษปา กีรติไกรนนท์